วิรัช พันธุมะผล เสนอการแก้ไขระบบการแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ เพื่อรักษาความยุติธรรมในการแต่งตั้งและยุติประเพณีการแซงตำแหน่ง และขอเสนอว่าให้พิจารณา 3 วาระเพื่อความเร็วในการดำเนินการ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ผมเคยรับราชการอัยการมาก่อน การเป็นอัยการตั้งแต่เป็นอัยการผู้ช่วยเท่านั้น ที่ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งแต่อัยการจังหวัดผู้ช่วยขึ้นไป หรืออัยการประจำกรม อัยการจังหวัด อัยการชั้นนั้นขึ้นไปตลอด การแต่งตั้งทุกครั้งจะมี กระบวนการเหมือนกับศาลครับ ศาลก็เหมือนกันสมัยก่อนผู้ช่วยผู้พิพากษาเท่านั้นที่ไม่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่ตั้งแต่ผู้พิพากษาขึ้นไปจะมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเหมือนกันตลอด แม้แต่เงินเดือนก็เหมือนกันตลอด แต่ว่าอัยการ จะช้ากว่าศาลทุกครั้ง ทุกครั้งกฎหมายศาลจะไปก่อน แล้วอัยการก็จะตามไป เขาเรียก ปาท่องโก๋นะครับก็จะไปกันอย่างนี้เหมือนกันและในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าอัยการมีอิสระ ในการพิจารณาสั่งคดีเพื่อความเป็นธรรมและเป็นการป้องกันการถูกแทรกแซง โดยอิทธิพลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีคณะกรรมการอัยการ ข้าราชการอัยการที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับศาล แบบเดียวกัน นี่คือสาเหตุว่ามันเป็นประเพณีครับ ประเพณีที่ใช้มาตลอดมีการแต่งตั้งทุกครั้ง ก็มีพระบรมราชโองการตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว นี่คือสาเหตุ แม้แต่การสอบเข้าเป็นอัยการ เหมือนกัน สอบเข้าเป็นผู้พิพากษา ลอกมาเหมือน ๆ กันครับ ศาลเขียนอย่างไร อัยการก็เขียนอย่างนั้น ที่ทำไมอัยการต้องมี เงินเดือนเท่ากับศาล เพราะไม่เช่นนั้นอัยการก็ไปสอบเป็นผู้พิพากษาหมด อัยการก็ต้องเปิดสอบ ตลอดเวลาเพราะว่าถ้าเงินเดือนศาลมากกว่า เพราะคนที่จะเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ ต้องจบนิติศาสตร์บัณฑิตและเนติบัณฑิตไทย เพราะฉะนั้นนี่เป็นวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุด หรือกรมอัยการในสมัยนั้นต้องทำแบบเดียวกับศาลตลอดเวลาเพื่อให้อัยการส่วนหนึ่งก็ยังเป็น อัยการต่อไป ไม่ได้ไปสอบศาล นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมต้องมีระบบในการแต่งตั้งเหมือนกัน แล้วก็มีระบบข้าราชการอัยการแบบคณะกรรมการเหมือนกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม ในการแต่งตั้ง โยกย้าย ผู้พิพากษา อัยการทุกคนจะเลื่อนตำแหน่งโดยเกือบจะไม่มีการแซงกันครับ ผมขอยืนยันกับท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ว่าเกือบ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะไม่มีการแซงกัน แม้แต่นักเรียนนอกซึ่งจบปริญญาโท ๒ ตัวก็ไม่ได้มีสิทธิ แต่ว่าตอนเข้า มีสิทธิพิเศษเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นตั้งแต่สมัยขออนุญาตครับท่านประธาน รู้สึกท่านเคยสอบ เป็นผู้พิพากษา สมัยโน้นท่านก็เป็นผู้พิพากษา ก็เป็นอย่างนี้มาตลอดครับ ไม่มีอภิสิทธิ์ทั้งสิ้น ในการที่จะแซงคิว ปกติเขาไม่อยากแซงคิวกันเท่าไรหรอกครับ นี่คือเหตุผล และที่ท่านรองนายก ได้กรุณาพูดไว้แล้วว่าการแต่งตั้งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๐ และ มาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีการแก้กฎหมายของศาล แล้วศาลปกครองในลักษณะเดียวกัน แล้วอัยการก็ตามมา คือมันเป็นประวัติศาสตร์เป็นอย่างนี้ตลอดมา ผมจึงสนับสนุนให้แก้ กฎหมายตัวนี้ให้เหมือนกันเพื่อเป็นไปตามจารีตประเพณีของทั้งศาล อัยการ ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ ตลอดมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังคิดอยู่ตลอดเวลา ผมอยากให้มีการแก้ไขคุณสมบัติของคน เป็นผู้พิพากษาและอัยการ ไม่เพียงแต่จบนิติศาสตร์บัณฑิตและเนติบัณฑิตไทยเท่านั้นเอง แต่การจบปริญญาโททางกฎหมายไม่ว่า ๑ ตัว หรือ ๒ ตัว เขาเรียกสนามใหญ่ สนามกลาง สนามจิ๋ว คือสนามจิ๋วต้องจบปริญญาโท ๒ ตัวจากต่างประเทศนะครับ สนามกลางคือจบ ตัวเดียวจากต่างประเทศ น.บ. น.บ.ท. แล้วก็ปริญญาโท ผมยังอยากให้จบคนที่จะเป็น ผู้พิพากษาหรืออัยการเพราะท่านเงินเดือนสูง เพราะเงินเดือนสตาร์ต (Start) ก็เท่ากับซี ๖ แล้วพรวดเดียวก็เป็น ซี ๗ ซี ๘ แล้วก็ซี ๙ เพราะฉะนั้นผมก็ยังบอกว่าเมื่อคุณได้เงินเดือนสูง แล้วคุณเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเสรีภาพ อิสรภาพของประชาชนมาก เพราะฉะนั้นท่านควรจะมี ศักยภาพพิเศษ เช่นนอกจากท่านจบนิติศาสตร์แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะให้จบปริญญาโท ทางรัฐศาสตร์ หรือวิศวะ หรือแพทย์เข้าไปในนั้นด้วย ให้สอบสนามจิ๋วจบ น.บ. น.บ.ท. แล้วก็ จบแพทย์อีกสักอันหนึ่ง หรือจบวิศวะอันหนึ่ง หรือจบคอมพิวเตอร์อันหนึ่ง เพื่อให้เกิด วิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นนี่คือเหตุผล ผมสนับสนุนนะครับ แต่ผมอยากเสนอไปยังศาลและอัยการ ว่าคนที่จะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ในการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการผู้ช่วยจะเพิ่ม คุณวุฒิพิเศษ เช่นปริญญาโทสาขาอื่น ๆ อีกสาขาหนึ่งซึ่งทำให้วิสัยทัศน์กว้างขึ้น
ประเด็นสุดท้ายที่ท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตเอ่ยชื่อโดยไม่ได้เสียหายนะครับ ท่านบอกว่ากฎหมายตัวนี้มันเขียนผ่านสภาเรามา ๒ ฉบับแล้ว เขียนเหมือนกันหมด แล้วก็ ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการกลั่นกรองของอัยการมาแล้ว เป็นไปได้ไหม ที่วันนี้จะพิจารณา ๓ วาระเลย ผมขอเสนอว่าถ้าพิจารณา ๓ วาระเลย อ่านจบแล้วก็จบ ไม่ต้องเสียเงินค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมาธิการอีก แล้วก็เสียเวลาช้าไปเปล่า ๆ ผมอยากฝากไปยัง รัฐบาลนะครับว่าถ้ากฎหมายอะไรที่แก้ ๑ มาตรา ไม่น่าต้องตั้งกรรมาธิการเลย เพราะว่า ผ่านกระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการ ครม. มาแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเสนอว่าให้เป็นไป ๓ วาระ ขอบพระคุณท่านประธานครับ