ณัฐวุฒิ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ แต่กังวลมาตรการละเมิดสิทธิ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีเพศและใช้ความรุนแรง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการลงโทษกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเด็นการใช้มาตรการทางการแพทย์ เช่น เคมิคอลคาสเตรชัน และการรักษาผู้ต้องขังด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการใช้ยา ซึ่งอาจเปิดช่องละเมิดสิทธิหากไม่มีกรอบชัดเจน พร้อมเสนอให้กฎหมายกำหนดเงื่อนไขและมาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการคุมขังนอกเรือนจำและการอุทธรณ์ รวมถึงเรียกร้องให้พิจารณาปรับบทบาทของวุฒิสภาในการลงมติแก้ไขกฎหมาย เพื่อเร่งกระบวนการนิติบัญญัติและให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันและการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งทางวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบ แล้วก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากในชั้น ส.ส. อยู่ทั้งหมด ๑๑ ข้อหรือ ๑๒ ข้อด้วยกันครับ ผมอยากจะอย่างนี้ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีความท้าทายครับ มีความท้าท้ายต่อสังคม มีความท้าทายต่อการจับตา ของนานาอารยประเทศ มันต้องสร้างดุลยภาพหรือความสมดุลกันครับระหว่างของการจำกัดสิทธิ หรือวิธีการที่ใช้ในการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งก็อาจจะมีอยู่จำนวนไม่มากนักที่มีโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ แต่ถึงแม้จะมีจำนวน ไม่มากแต่ส่งผลกระทบต่อตัวผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจ หรือแม้กระทั่งถึงขนาดการเสียชีวิต และผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่ เรามิอาจมองข้ามได้ แต่วิธีการจำกัดสิทธิหรือใช้ในการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นก็ต้อง สร้างดุลภาพว่าจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเขา สิทธิความเป็นพลเมืองของเขา ถึงแม้เขาเองจะถูกลงโทษตัดสินว่ามีความผิด แต่ความเป็นพลเมืองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของพวกเขานั้นยังเต็มตัวอยู่ตลอดเวลาและไม่มีใครพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากพวกเขาได้ ผมมีอยู่ ๔ กรอบที่ใช้ในการอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ในกรอบที่ ๑ ก็คือ ประเด็นที่สำคัญยิ่งครับที่ปรากฏอยู่ในกรณีของการใช้มาตรการทางการแพทย์หรือวิธีการอื่นใด ที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๒๑ ผมไม่ได้พูดเองแต่มาตรานี้เป็นที่พูดกันในสื่อสารมวลชนหรือ คนทั่วไปว่านี่เรากำลังจะใช้วิธีการฉีดไข่ให้ฝ่อหรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เคมิคอล คาสเตรชัน (Chemical Castration) กับผู้ต้องหาเด็ดขาดที่อาจมีโอกาสกระทำ ความผิดซ้ำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศใช่หรือไม่ สภาผู้แทนราษฎรได้จำกัดสิทธิอย่างยิ่งว่า กรณีการกระทำดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นไปบนพื้นฐานที่ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ให้ความเห็นชอบ ต้องได้รับความยินยอมจากตัวของผู้ต้องขังและในกระบวนการเงื่อนไข ต่าง ๆ นั้นจะต้องมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ อาจจะเป็นประกาศหรือระเบียบ หรือกฎกระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงยุติธรรมก็แล้วแต่ วุฒิสภาไปแก้บางส่วนครับ

ส่วนแรกคือการแก้ในกรณีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้นท่านแยกให้เห็นว่า จะต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ๑. สาขาจิตเวชศาสตร์ กับ ๒. สาขาอายุรศาสตร์ จิตเวชศาสตร์นี้ผมเห็นด้วยแล้วก็เป็นประเด็นที่ผมอภิปรายทั้งในวาระหนึ่งแล้วก็ในชั้น กรรมาธิการว่าผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องมี เพิ่มอายุรศาสตร์เข้าไปก็คงไม่เสียหาย แต่ประการใด แต่ผมติดใจครับในการเพิ่มเติมข้อความของคำว่า นอกเหนือจากการใช้ยา ซึ่งเราเข้าใจว่าคือการใช้ยาในการปรับฮอร์โมน อาจจะมีวิธีการรูปแบบอื่น ๆ ผมคงต้องค้น และต้องดูว่าวิธีการประชุมของวุฒิสภานั้น วิธีการรูปแบบอื่น ๆ นั้นท่านหมายความแค่ไหน เพราะนี่กำลังอาจจะกลายเป็นช่องทางในการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง อีกทั้งยังระบุตอนท้าย ว่าเว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องเขียนให้ชัดครับ การเขียนแบบนี้หมิ่นเหม่ต่อการที่จะเปิดช่องให้มีวิธีการที่หลากหลายในการควบคุมหรือลงโทษ ผู้ต้องขังที่มีโอกาสกระทำความผิดซ้ำซึ่งต้องเขียนให้ละเมียดละไม ต้องเขียนให้ชัดเจนกว่านี้ และต้องมีรูปแบบรูปธรรมที่ชัดเจนว่านั่นหมายถึงอย่างไร แบบใด ประการใดซึ่งเป็นสิ่งที่ อาจจะต้องระวังครับ

ประการที่ ๒ ที่วุฒิสภามีการพิจารณาก็คือเรื่องของการเพิ่มเติมสถานที่คุมขัง นักโทษภายหลังการพ้นโทษในกรณีมีความเสี่ยงว่าเขาอาจจะกระทำความผิดซ้ำ ผมคิดว่าวุฒิสภา เพิ่มเติมไม่เสียหายครับ ก็คือการพูดให้ชัดซึ่งจริง ๆ สภาผู้แทนราษฎรเราก็พูดแต่เราไม่อยาก มีการปรับแก้ข้อความเข้าไปว่าสถานที่คุมขังต้องไม่ใช่เรือนจำ สถานที่คุมขังต้องไม่ใช่คุก ฉะนั้น คงเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมจะต้องไปออกรูปแบบสถานที่คุมขังในกรณีแบบนี้ว่า จะสร้างรูปแบบมาตรฐานแบบใดเพิ่มเติมอย่างไร อย่าเขียนแต่เพียงข้อความในกฎหมายซึ่งผม เห็นด้วยและสนับสนุนว่านี่เป็นการย้ำให้ชัดว่าต้องไม่ใช่เรือนจำ ต้องไม่ใช่คุก แต่รูปสถานที่นั้น ที่เป็นสถานที่คุมขังที่รองรับนั้นคงต้องมีความชัดเจนไปกว่านี้ นั่นเป็นเงื่อนไขประการที่ ๒

เงื่อนไขประการที่ ๓ ที่วุฒิสภามีการปรับแก้ ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะเป็นการแก้ไขข้อความที่มีการผิดหลง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเราก็คงต้องระมัดระวัง มากกว่านี้ เช่น ในกรณีที่ท่านแก้จากคำว่า พื้นฟู ของเราเป็นคำว่า ฟื้นฟู นี้ถูกต้อง ท่านแก้ จากคำว่า กรมคุมประพฤติ เป็น พนักงานคุมประพฤติ ก็ถูกต้องเพื่อให้เห็นในทางปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่พวกเราเห็นช่องทางที่ท่านวุฒิสภาติงเข้ามา เพียงแต่ว่า กระบวนการติงแบบนี้หากสภาผู้แทนราษฎรยันก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมหลายครั้ง กฎหมายที่สำคัญและจำเป็นอาจจะไม่ได้ถูกใช้ในกรอบเวลาที่ควรหรืออาจจะตกไปเพราะเหตุ ดังกล่าว ฉะนั้นช่องทางนี้ดีครับ แต่ผมคิดว่าในอนาคตคงต้องมาปรับรูปแบบในรัฐธรรมนูญกันว่า การติติงของวุฒิสภานั้นคงไม่ใช่การนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมแต่ต้องกลับมาเบ็ดเสร็จ ที่สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน

ในประการที่ ๔ ประการสุดท้ายก็คือประเด็นเรื่องของสิทธิในการอุทธรณ์ต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนท่านประธานแต่ต้นว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ เพราะเป็น กฎหมายที่จำกัดสิทธิและกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขังและครอบครัวและญาติพี่น้องของเขา สภาผู้แทนราษฎรเราบอกว่าการอุทธรณ์นั้นจะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่วุฒิสภาท่านได้เพิ่มว่าไม่จำเป็นต้องเป็นข้อกฎหมายเท่านั้น ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งคู่ภายในระยะเวลา ๑ เดือน เพียงแต่ผมห่วงประเด็นวรรคสองที่ท่าน เพิ่มเข้ามา วรรคสองของมาตรา ๔๒ ท่านเพิ่มบอกการยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลา การบังคับ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่าน แต่กลายเป็นว่ามาตรการที่ท่าน บอกจะใช้ตามมาตรา ๒๑ หากผู้ต้องขังอุทธรณ์แล้วจะฉีดยาเขาอย่างไรครับ เพราะว่านี่บอกว่า ไม่เป็นการทุเลาการบังคับ แสดงว่าทำไปก่อนแล้วค่อยมาดูว่าสุดท้ายคำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น จะเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าการเขียนแบบนี้ไม่ระมัดระวังอย่างมากพอ ถึงแม้ว่ากรณีการใช้ การฉีดยาหรือการใช้ยา ที่เป็นหนึ่งในมาตรการทางการแพทย์นั้นจะต้องได้รับความยินยอมแต่มันไม่ครอบคลุม ประเด็นนั้น ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่วุฒิสภาอาจจะไม่ละเมียดละไมอย่างเพียงพอครับ แต่อย่างไรตามทั้งหมดทั้งมวลผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่ ต้องป้องปรามและป้องกันตั้งแต่ต้นที่ต้องระมัดระวังมิให้คนที่มีโอกาสไปก่อการกระทำ ความผิดในเรื่องเพศนั้นมีโอกาสที่จะกระทำความผิดซ้ำ ส่วนเมื่อเขากระทำความผิดครับ สังคมต้องมีที่ยืนและมีวิธีการที่เหมาะสม ผมย้ำคำนี้คำสุดท้ายนะครับ รายบุคคลมิใช่ตัดเสื้อโหล แต่เป็นการแก้ไขปัญหารายบุคคลให้ผู้ต้องขังเพื่อไม่ให้เขาไปกระทำความผิดในลักษณะ แบบเดียวกันนี้อีก แบบนี้ต่างหากที่สังคมก็จะได้ประโยชน์ ประชาชนก็จะได้รับความสงบเรียบร้อย ตามเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่สำคัญในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ในภาพรวมพรรคก้าวไกลเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีนัยที่ดีขึ้น และการแก้ไขนั้นมิได้มีการตัด สาระสำคัญแต่ประการใด เราจึงเห็นชอบให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้โดยการลงมติ เห็นชอบในวันนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ