พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ชี้แจงสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีรุนแรง พร้อมเสนอมาตรการทางการแพทย์และการควบคุมภายหลังพ้นโทษ โดยเน้นความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายร่วมกับวุฒิสภาเพื่อคุ้มครองสังคมจากผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ
ขอบพระคุณท่านณัฐวุฒิ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐค่ะ ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ในการพิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำ ความผิดซ้ำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ซึ่งสภาเราก็ได้ทำการ พิจารณาไปแล้วในครั้งหนึ่ง ต้องบอกว่าในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ ดิฉันในฐานะผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติคู่กับกระทรวงยุติธรรม อันดับแรกค่ะ ก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ได้เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเสียงเป็นเอกฉันท์รวมไปถึงคณะรัฐมนตรีที่ได้ร่วมผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อย่างเต็มที่ นั่นสะท้อนให้เห็นค่ะว่าพวกเราพยายามที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน แล้วก็แสดง ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ ดิฉันจะขออนุญาต ได้อภิปรายถึงสาระสำคัญโดยสังเขปอีกครั้งเพื่อที่ให้เพื่อนสมาชิกได้ตัดสินใจในการที่จะ ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งค่ะ แน่นอนว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วค่ะ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ดังนั้นตรงตัวเลยค่ะ ก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้มีขึ้นมาเพื่อที่จะป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยเป็นในลักษณะ ของการที่จะพยายามส่งเสริมการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีความรุนแรง ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ความผิดด้วยกัน นั่นก็คือความผิดเกี่ยวกับเพศ อย่างเช่น ข่มขืนกระทำชำเรา ข่มขืนเด็ก กระทำอนาจาร ความผิดที่ ๒ คือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย อย่างเช่น การฆ่าคนตาย ทำร้ายร่างกาย จนอันตรายสาหัส และสุดท้ายเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพอย่างเช่นการเรียกค่าไถ่นะคะ ซึ่งในการอภิปรายคราวก่อนดิฉันก็ได้ยกตัวอย่างคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่เป็น เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่าง ๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกนะครับ เพราะว่าผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวนั้น มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำ แต่เราไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะไปป้องกันและแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้กลับมา ณ สภาแห่งนี้อีกครั้งเนื่องจากว่าทางวุฒิสภาได้มีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขทั้งสิ้น ๑๒ มาตรา เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วเห็นมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลัก ๆ คือ ๒ มาตราด้วยกัน นั่นก็คือมาตรา ๒๑ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการแพทย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง ทางสังคมและสื่อมวลชนให้ความสนใจในประเด็นของเรื่องการฉีดไข่ฝ่อ ถึงแม้ว่าอาจจะ ไม่มีศัพท์นี้ในพระราชพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ แต่ในส่วนมาตรการตรงนี้ก็อาจจะเป็น ส่วนหนึ่งที่ใช้ในเรื่องของมาตรการทางการแพทย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาตรการต่าง ๆ ไม่ได้มี เฉพาะมาตรการทางการแพทย์เท่านั้นแต่ยังมีมาตรการถึงมาตรการการเฝ้าระวังไม่เกิน ๑๐ ปี อย่างเช่น การติดกำไลอีเอ็ม (EM) การรายงานตัว มาตรการคุมขังหลังพ้นโทษไม่เกิน ๓ ปี คือควบคุมผู้พ้นโทษที่มีความเสี่ยงจะกระทำความผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ หรือการคุมขัง ฉุกเฉินไม่เกิน ๗ วัน อย่างเช่นถ้าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำความผิดซ้ำหรือมีเหตุฉุกเฉินและไม่มี มาตรการอื่นใดที่จะยับยั้งการกระทำความผิดหรือก่อการเหตุซ้ำได้แล้วเราจะสามารถขอ คุมขังฉุกเฉินได้ทันทีค่ะ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะมีคณะกรรมการมาพิจารณาว่า ผู้ที่กระทำความผิดที่เข้าข่าย ๓ ความผิดด้วยกันที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้จะถูกบังคับใช้ในการ บำบัดฟื้นฟูอย่างไร รวมไปถึงหลังการปล่อยตัวจะเข้ารับมาตรการอย่างไร ซึ่งอย่างที่ได้ นำเรียนค่ะ มาตรการทางการแพทย์เป็นเพียง ๑ ใน ๑๓ มาตรการที่จะนำมาป้องกัน การกระทำความผิดซ้ำ แต่แน่นอนเมื่อเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเราก็จะต้องพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้กันอย่างละเอียดรอบคอบค่ะ ซึ่งในตัวของพระราชบัญญัติในมาตรา ๒๑ ก็คือ เป็นเรื่องของการที่จะใช้มาตรการทางการแพทย์ให้ดำเนินการผู้ประกอบโดยผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมอย่างน้อย ๒ คน ซึ่งมีความเห็นพ้องต้องกัน ทางวุฒิสมาชิกได้เพิ่มข้อความว่า ทั้งนี้ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชและสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ ๑ คน และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการใช้ยา หรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น ให้กระทำได้เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดิฉัน ต้องขออธิบายขยายความในประเด็นนี้อีกสักนิดหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจหลังจากที่สังคม ก็มีประเด็นคำถามเหล่านี้มากมายว่าแล้วถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมที่จะใช้มาตรการ ทางการแพทย์ค่ะ จะทำอย่างไร มาตรการทางการแพทย์เราอาจจะนำมาใช้พิจารณาในวรรคสอง ของมาตรา ๒๑ กรมราชทัณฑ์จะนำผลของการใช้มาตรการทางการแพทย์ตามวรรคหนึ่งมาใช้ เป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ หรือให้ประโยชน์อื่นใดเป็นผลให้ ผู้กระทำความผิดได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด นั่นหมายความเราก็อาจจะนำมาเป็นส่วน ในการพิจารณาลดโทษได้ หรือทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็มีมาตรการอีก ๑๒ มาตรการที่จะป้องกัน กระทำความผิดซ้ำดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นที่ไม่ใช่มาตรการทางการแพทย์มาใช้พิจารณากับ ผู้ที่ไม่ยินยอมใช้มาตรการทางการแพทย์ได้อีก สำหรับในส่วนของอีกข้อคือมาตรา ๓๔ ทางวุฒิสมาชิกได้เพิ่มข้อความในวรรคสองคือผู้ใดถูกคุมขัง ผู้ใดถูกสั่งให้คุมขังภายหลัง การพ้นโทษให้กรมราชทัณฑ์คุมขังไว้ในสถานที่คุมขังที่มิใช่เรือนจำ และจะปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ นั่นก็เป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่กระทำความผิด ที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ซึ่งดังที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมดก็แสดงให้เห็นถึงประเด็นที่ การแก้ไขของทางท่านวุฒิสมาชิก ดิฉันเห็นว่าการแก้ไขนี้ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยเห็นชอบไปแล้วในสภาแห่งนี้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร แต่อีกทั้งยังจะช่วยทำให้ ตัวกฎหมายมีความละเอียดรอบคอบและรัดกุมมากขึ้นครับ ท่านประธานดังที่ได้อภิปราย มาทั้งหมดคงทำให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นแล้วถึงความจำเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้องเร่งในการ พิจารณาและบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเร่งด่วนครับ เพื่อเป็นกลไกในการที่จะ ขับเคลื่อนด้านความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน และพวกเราคนไทยทุกคนได้อยู่ในสังคมนี้อย่างปลอดภัย ดิฉันจึงอยากขอให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ที่ทางวุฒิสภา ได้มีการแก้ไขขอบคุณค่ะ