สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน โดยเห็นด้วยกับการเพิ่มองค์กรในมาตรา ๑๔ แต่คัดค้านการตัดมาตรา ๑๕, ๑๙(๗), ๓๓, ๓๐ และ ๓๔ พร้อมเรียกร้องให้คืนบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อรักษาประสิทธิภาพของคณะกรรมการและตัวแทนประชาชน ทั้งย้ำถึงความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ จึงจำเป็นต้องมีการรับฟังพยานและรักษาความโปร่งใสในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยเสนอให้ทบทวนมาตราเกี่ยวกับการค้นหาพยานหลักฐานภายใต้การตรวจสอบของสาธารณะ.
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในร่างพระราชบัญญัติที่ส่งคืนมาในการป้องกันและปราบปรามทรมานดังกล่าว พ.ศ. .... ที่วุฒิสมาชิกส่งคืนมา ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ในทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และขอคืนครับท่านประธาน ในประเด็นของการไม่เห็นด้วย สิ่งแรกคือคำปรารภที่ท่านตัด มาตรา ๓๓ ออกไปผมไม่เห็นด้วยแน่ เพราะว่าท่านไปตัดมาตรา ๑๙ (๗) ทิ้งนะครับผมถึงว่า ทำไมถึงต้องตัดมาตรา ๓๓ ฉะนั้นมาตรา ๑๙ (๗) ยังคงต้องอยู่ท่านประธานครับ ก็ขอคืน แล้วสิ่งที่ขอคืนนั้นในมาตรา ๑๕ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ เดี๋ยวผมอภิปรายถัดไปครับ แต่สิ่งที่ดีขึ้นและผมก็ยืนยันว่าในมาตรา ๑๔ นั้นเป็นเรื่องของการให้มีสถาบันใหม่ ๆ เข้ามา เพื่อพิจารณา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ เป็นเรื่องของที่มีองค์กรอื่น ๆ เข้ามา เช่น องค์กรเกี่ยวข้องคือดีเอสไอ (DSI) สภาทนายความ และประธานสื่อมวลชน ประธาน สื่อมวลชนนี้นะครับ ผู้แทนของรากหญ้าจริง ๆ กระแสข่าวต่าง ๆ จากข่าวสารที่มากระทบ ในสังคมจะเป็นตัวแทนที่เอามาช่วยเหลือได้ครับ ท่านประธานครับแต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วย ในมาตรา ๑๕ คือการตัดคณะกรรมการสรรหา นี่คืออำนาจผู้แทนนะครับ ท่านเห็นไหมว่า ตั้งแต่ประธานสภาเป็นประธานสรรหา ไล่บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ไปนี่ ทั้งหมด นี่คืออกรอบของตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ครับท่านประธาน มาตัดตรงนี้ทิ้งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คืออำนาจบริสุทธิ์ของ ประชาชนที่จะเข้ามาใช้ตัวแทนของเขาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นผมยังคงยืนและยังคิดว่า มาตรา ๑๕ นี้คงจะต้องเก็บไว้ครับ
ส่วนในมาตราถัดไปมาตรา ๑๙ ที่ไปตัด (๗) ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยกับ ส.ส. รังสิมันต์ โรม เรื่องอำนาจที่เข้าไปค้นนั้น อำนาจเข้าไปเคหะสถาน (๗) นั้นเป็นอำนาจ ของคณะกรรมการในกลุ่มคณะกรรมการเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนทั่วไปครับ เมื่อเหตุฉุกเฉิน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นหาพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงในบ้าน หรือใช้อำนาจของ พระราชบัญญัติฉบับนี้มันก็ต้องเกิดขึ้นทันทีครับ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาครับท่านประธาน
ในมาตราที่ถัดไปนั้นจะเป็นเรื่องของมาตรา ๓๐ ผมเห็นว่ามาตรานี้ที่ปรากฏต่อ สาธารณชนโดยเฉพาะมาตรา ๓๐ ที่เป็นการรับฟังพยานก็ตัดทิ้งนะครับ ผมว่าอันนี้มันเป็น เรื่องเฉพาะคดีครับ ผมก็ยังขอคืนในมาตรา ๓๐ ส่วนเรื่องการดำเนินคดีนั้นก็พูดง่าย ๆ ระยะเวลาในมาตรา ๓๒ ก็ดีขึ้น ถือว่าปรับอย่างนี้รับได้ครับ แต่โดยเฉพาะมาตรา ๓๔ ท่านประธานครับ คดีนี้มันไม่ใช่คดีขี้หมูขี้หมา มันเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากความซับซ้อนของ การดำเนินการโดยเฉพาะการใช้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด การสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง เป็นอำนาจ อัยการใช่ครับ แต่คดีนี้เป็นคดีพิเศษจริง ๆ มันไม่ใช่คดีธรรมดาเพราะมันพิเศษ พิสดาร ซับซ้อน ท้าทายอำนาจรัฐ และที่เหลือก็คือรังแกประชาชนที่มีความอ่อนแอกว่า นั่นคือ ประเด็นสำคัญเลย เพราะฉะนั้นมาตรานี้ผมก็ว่าวุฒิสมาชิกไม่น่าไปตัดทิ้ง ผมก็ขอคืนมาตรา ๓๔
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน อีกมาตราหนึ่งที่เกี่ยวข้องครับ ผมอยาก เรียนเลยครับว่าในการดำเนินการของวุฒิสมาชิกนี้ไม่ได้มองมุ่งเน้นถึงเรื่องของการใช้อำนาจ ที่สำคัญในเรื่องของการพิจารณา เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติพิเศษ ที่จะดูแลคนที่อ่อนด้วยพลัง ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และคณะกรรมการ ที่บอกว่าเป็นผู้บังคับใช้ตามกฎหมายนั้นคือเป็นศัตรู ไม่กระทำการ ไม่ดูแลให้ และเป็นเป้าหมาย ที่ทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถสู้ หรือไม่สามารถจะต่อกรได้กับอำนาจรัฐ หรืออำนาจ ของผู้มีอิทธิพล หรืออำนาจของบุคคลที่เป็นระดับอาชญากร นั่นคือประเด็นว่าการซุกซ่อน พยานหลักฐานต่าง ๆ มันมีความซับซ้อน ดังนั้นการมีคณะกรรมการก็ดีซึ่งจะเข้าไปค้นหา พยานหลักฐานนั้นผมเชื่อว่าท่านมีความบริสุทธิ์ใจ มีสิ่งที่ท่านจะทำเพื่อประชาชนเพื่อผู้ที่ตก เป็นเหยื่อ หรือญาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างจริงจังครับ และประเด็นของการใช้อำนาจนั้น เราตั้งคณะกรรมการผ่านระบบสภาคือจากผู้แทนของราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งครับประธาน มิใช่มาจากการแต่งตั้ง ถ้าเมื่อไรวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ๒๐๐ คนในอีก ๕ ปีข้างหน้า ผมก็จะยอมรับ เพราะนั่นคือมาจากอำนาจประชาชนเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ไม่ใช่ มาแก้ของเรา เพราะมีอำนาจชั่วคราวตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องขอคืนในบางมาตรา และโดยเฉพาะอำนาจที่จะค้นหาพยานหลักฐาน ผมเชื่อว่าเป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่คณะกรรมการ ไม่กระทำความผิด เพราะว่าอยู่ในสายตาของประชาชน อยู่ในสายตาของเหยื่อ อยู่ในสายตา ของผู้เสียหาย อยู่ในสายตาของทายาท อยู่ในสายตาของประชาชน ที่มองเห็นคดีนี้เป็นคดี สำคัญ ซับซ้อน ท้าทายอำนาจรัฐ และรังแกประชาชน ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการที่จะพิจารณา ร่วมกันนั้นยังเป็นประเด็นสำคัญ แล้วแต่สภาแห่งนี้ว่าจะพิจารณาอย่างไรในประเด็นของการแก้ไข กฎหมายนะครับ อยู่ที่โหวตของสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน