เกียรติ ชี้รายงานขาดข้อมูลวิจัย-เทคโนโลยี ยันต้องเพิ่มลงทุนก้าวกระโดด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕

เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตถึงการรายงานที่เน้นภาษาทันสมัยแต่ขาดข้อมูลผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงข้อมูลเชิงประจักษ์ ปรับปรุงรายงานให้โปร่งใส และเปรียบเทียบข้อมูลกับประเทศคู่แข่งเพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันกลไกเงินอุดหนุนและกองทุนร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายและกำหนดทิศทางเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศในระยะยาว

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอร่วมอภิปรายนิดหนึ่งครับ ผมพยายามจะ มีข้อเสนอแนะแล้วกันที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์

ประการแรก ในรายงานของท่านดูไล่ตั้งแต่หน้า ๑๖ ไปเรื่อย ถ้อยคำที่ท่านใช้ เป็นวลีเด็ด ๆ ทั้งนั้น เป็นถ้อยคำที่ทันสมัยหมดเลยครับ แต่ไปไล่ดูว่าผลที่สัมฤทธิผล เป็นรูปธรรมอยู่ตรงไหน ไม่มีนะครับ ถ้ามีช่วยบอกผมหน่อย ผมอ่านทุกหน้าผมพลิกทุกหน้า เลยนะครับ ผลที่เป็นรูปธรรมของแต่ละข้อมันคืออะไร อย่างเช่นถ้าพูดถึงอาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) อะไรครับ เงินลงไปเท่าไร ลงไปกับใคร แล้วผลสัมฤทธิ์ คืออะไร หรือถ้าผลสัมฤทธิ์ภายในปีนี้มันยังไม่ได้ ปีไหนมันจะได้ เห็นไหมครับ เรื่องในแง่ของ การทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี่ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ว่าสิ่งที่ทำในอดีตมันจะคืออะไร แต่ผลสัมฤทธิ์ในที่สุดมันคืออะไรในแต่ละหัวข้อที่ท่านเขียนไว้ ตรงที่ผมคิดว่าขอให้ปรับปรุง นิดเถอะครับ หรือถ้ามันมีข้อมูลท่านก็อธิบายพวกเราฟัง เพราะอ่านในเอกสารไม่พบครับ

ประการที่ ๒ ผมให้ความสำคัญตั้งแต่หน้า ๘๓ เป็นต้นไป หัวข้อ ๒.๒ ท่านประธานครับ ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นเรื่องของการแข่งขัน เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ ระหว่างกัน เราเขียนเฉพาะว่าเราทำอะไรบ้าง ในเรื่องการวิจัย การพัฒนา การต่อยอด ทางด้านเทคโนโลยีมันเป็นเรื่องของการแข่งขัน มันต้องเปรียบเทียบกันครับ ประเทศไทย ตอนนี้ในรายงานของท่านบอกว่าเราใช้เงินทั้งหมดอยู่ที่ ๑.๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วเป็นภาครัฐ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเอกชน ๑๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับไล่ไม่ทัน ประเทศที่เป็นชั้นแนวหน้าที่ได้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาเขาลงทุนปีหนึ่งเท่าไรรู้ไหมครับ ขั้นต่ำคือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ขั้นต่ำนะครับ แล้วเรายังอยู่ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์เลย อีก ๑๐ ปีก็ไม่ทัน อย่างไรก็ไล่ไม่ทัน ถ้าเราจะไล่ให้ทันหมายความว่าอย่างไร คนอื่นอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ เราต้องอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำได้ไหม ต้องไม่พูดว่าข้อจำกัดคืองบประมาณ ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่งบประมาณเลย ข้อจำกัดอยู่ที่วิธีการมากกว่าว่าท่านใช้วิธีใดในการที่จะให้ เงินงบประมาณที่มีอยู่จำกัดนั้นได้ผลสัมฤทธิ์สูงที่สุด นั่นคือสิ่งที่ท้าทายท่าน ในรายงานก็ต้อง เรียนคราวหน้าผมอยากเห็นเปรียบเทียบกับประเทศอื่น คู่ค้าคู่แข่งในโลกเราเบนช์มาร์ก (Benchmark) กับใคร เราเทียบกับใคร อันนี้เขียนของเราเองแค่นั้นล่ะครับ เราพอใจกับสิ่งที่ เรามีอยู่ไม่ได้ครับ เพราะสิ่งที่เรามีอยู่มันไม่พอจริง ๆ มันไล่เขาไม่ทันจริง ๆ เราต้องเขย่ง ก้าวกระโดด หมายความว่าเราต้องลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนก็ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับวิธีการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าขอให้ท่านช่วยกรุณาใส่มิติของการ เปรียบเทียบของการลงทุนของประเทศคู่ค้าคู่แข่งของเราไปด้วยนะครับ

เรื่องต่อไปนะครับ ในเรื่องของสัดส่วนของจีดีพี (GDP) เรื่องที่สำคัญไม่น้อย ไปกว่ากันเลยครับ เครื่องมือที่ท่านใช้คืออะไร ถ้าทราบไหมครับ ท่านเคยเปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นไหมที่เขาก้าวหน้าทางวิจัยพัฒนาเขาใช้เครื่องมืออะไรบ้าง อันนี้รายงานท่าน ไม่มีเลย ผมยกตัวอย่างประเทศแคนาดา ถ้าเขามองว่าอุตสาหกรรมใดเป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายที่เป็นประโยชน์กับประเทศเขาจะให้เงินช่วยเหลือ แล้วเป็นเงินวิจัยนะครับ แต่มีหลายรูปแบบมาก มีทั้งเป็นแกรนต์ (Grant) ให้เปล่าให้ฟรี (Free) ตามโครงการที่เสนอ มาแล้วต้องเสนอว่าเป็นประโยชน์อย่างไรด้วย อันที่ ๒ เป็นแมตชิงฟันด์ (Matching Fund) ก็คือพูดง่าย ๆ รัฐลงครึ่งเอกชนลงครึ่ง หรืออาจจะสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นอีก หนทางหนึ่งใช้เงินน้อยได้ประโยชน์เยอะ เอกชนร่วมด้วย แล้วเป็นการทำวิจัยที่เกิดประโยชน์ กับเอกชนทันทีเลย หรือเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งทันที แคนาดา เคยทำเรื่องด้านสิ่งแวดล้อม เยอรมันเคยทำเรื่องสิ่งแวดล้อม วิจัยทั้งสิ้นเลย ตลาดเป้าหมาย ชัดเจนมากเลย บางครั้งใช้เงินบาทหนึ่งแต่ทำให้สามารถให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยหรือเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำได้ เห็นไหมครับ ใช้เงินบาทหนึ่งร่วมกับแบงก์เอกชนได้เงินเท่าไรครับ ๑๐ เท่า ๑๐๐ เท่าของเงินที่ลงไป เห็นไหมครับ ใช้เงินน้อยได้ประโยชน์เยอะ ออสเตรเลียเหมือนกันเลย มีการตั้งธุรกิจในตลาดยุทธศาสตร์ถือเป็นงานวิจัย เดนมาร์กไม่แพ้กันเลยครับ สิ่งเหล่านี้ ของสหรัฐเองก็มี ท่านเคยทำไหมครับ เปรียบเทียบกับประเทศเหล่านี้ ผมคิดว่ามันจะเป็น ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในการดำเนินการของท่าน

ประการต่อมาเรื่องที่ควรวิจัยคืออะไรครับ มันกลายเป็นเรื่องที่นักวิจัยสนใจ หรือเรื่องที่มันเป็นประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ตรงนี้ผมไม่เห็นรายงานความสำคัญ พอดีท่านใส่คำพูดที่ทันสมัยทุกอันเลยครับ เลยไม่เห็นลำดับความสำคัญเลย อันไหนลำดับ ความสำคัญเป็นอันดับที่ ๑ อันไหน ๒ อันไหน ๓ จะเกลี่ยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างไรในสัดส่วนเท่าไร อันนี้ไม่มีรายงานซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ อีกส่วนหนึ่ง ที่ผมคิดว่ารายงานของท่านยังไม่ได้มีการวิเคราะห์เป็นรูปธรรมก็คือผลสัมฤทธิ์ลงเงินไป ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทของประเทศไทยหรือของ อว. เอง อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่เป็น รูปธรรมต่อคนกลุ่มใดบ้าง โครงการไหนใครได้ประโยชน์เป็นประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างไร หลายประเทศเขาทำนะครับ ตรงนี้ท่านยังไม่ได้ทำ ผมคิดว่าอันนี้มันสะท้อนขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

ประการสุดท้ายเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยเขย่งก้าว กระโดดตามศักยภาพที่มีมันคืออะไรท่านไม่ได้เขียน อย่างเช่นประเทศไทยเหมาะจะไป นาโนเทคโนโลยี (Nano Technology) ไหม หรือประเทศจะเหมาะไปในเรื่องอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร เชื่อไหมครับกลุ่มฟาร์มา (Pharma) ของทั้งโลกเขารวมตัวกันเขาบอก ประเทศไทยมีครบทุกอย่างที่จะไปในการทำวิจัยเป็นศูนย์กลางการวิจัยของโลกในเรื่อง อุตสาหกรรมยา ตรงนี้ผมก็ฝากท่านในรายงานฉบับต่อไปขอความชัดเจนหรือถ้าท่านสามารถ ตอบได้ในครั้งนี้ก็ยินดีขอบพระคุณครับ