สกุณา สาระนันทัน หารือบทบาทของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติในการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากฟ้าทะลายโจร ผ้าย้อมคราม และข้าวเม่า เพื่อแสดงความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้กระจายงบประมาณวิจัยอย่างเป็นธรรมไปยังมหาวิทยาลัยในภูมิภาค และกำหนดทิศทางนโยบายที่ทำให้งานวิจัยตอบโจทย์ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะดิฉัน จะขอร่วมอภิปรายรายงานการพัฒนาสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๔ ในแง่มุมของการฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) สู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม ท่านประธานคะด้วยสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย ของเราก็เผชิญกับปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งดิฉันมีความเห็นว่าปัญหานี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงนะคะกับสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เนื่องจากว่าทุกวันนี้ประชาชนมีความยากลำบาก ในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน เราก็ทราบกันดีว่าวันนี้การแข่งขันมันต้องอาศัย เทคโนโลยีนวัตกรรมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนะคะ และประกอบด้วย ณ ปัจจุบันนี้ องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพมีความก้าวหน้า ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลให้ ผู้ประกอบการหรือว่าภาคธุรกิจที่มีทุนรอนค่อนข้างมากก็จะมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ในทางตรงกันข้ามประชาชนโดยเฉพาะคนฐานรากก็จะไม่สามารถเข้าถึงโอกาสของ เทคโนโลยีทำให้โอกาสแข่งขันก็น้อยลงนะคะ แล้วก็ดิฉันเห็นว่าจุดนี้ที่สภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขแล้วก็เปิดโอกาส ให้กับประชาชนที่อยู่ข้างล่างและจะส่งผลต่อให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศเรานี้ลดลง เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาดิฉันมองเห็นว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็น รูปธรรมนี่ยังน้อยเกินไป จริง ๆ แล้วดิฉันก็ดีใจนะคะที่เห็นรายงานฉบับนี้มันสะท้อนว่า สภานโยบายนี้ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ประเด็นของดิฉันก็คือว่า การลงไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ให้กับเกษตรกร ให้กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมค่ะ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนนะคะ อย่างเช่นวันนี้เรามีปัญหา ในเรื่องของโควิด (COVID) แล้วเราก็ทราบกันค่ะดีเขาว่าตัวฟ้าทะลายโจรมันมีฤทธิ์ มีสรรพคุณในการที่จะยับยั้งป้องกันการแพร่กระจายของโควิด (COVID) ได้ แต่วันนี้เอง เรารับประโยชน์จากเรื่องนี้น้อยเกินไป เกษตรกรเราพื้นที่ของเรามีความเหมาะสมในการที่จะ ปลูกฟ้าทะลายโจร แต่เกษตรกรเราขาดงานวิจัยที่จะสนับสนุน วันนี้กลไกการป้องกันโควิด (COVID) ระหว่างแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ซึ่งอยู่ในฟ้าทะลายโจร กับฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งเรานำเข้าจากต่างประเทศ เรามีงานวิจัยที่บอกว่ากลไก จริง ๆ แล้วมันมีความคล้ายคลึงกันมากนั่นก็คือว่าสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) หรือกับฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) มันเข้าไปบล็อก (Block) เข้าไปจับ กับเอนไซม์ (Enzyme) ที่จะไปสร้างโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของไวรัสโคโรนา (Virus Corona ) แต่เราไม่มีงานวิจัยที่จะต่อยอดนะคะ มันทำให้การใช้ฟ้าทะลายโจรของเรา ถูกจำกัดอยู่ภายในประเทศ นอกจากนี้การปลูกฟ้าทะลายโจรเราไม่ได้ปลูกเพื่อให้ได้ ฟ้าทะลายโจรเป็นยิลด์ (Yield) หรือว่าเป็นน้ำหนักแต่เราต้องการปลูกแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ดังนั้นมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความแม่นยำใน องค์ความรู้ว่าเราจะปลูกอย่างไร เราจะเก็บเกี่ยวเมื่อไร เราจะทำแห้งอย่างไร ดิฉันยกตัวอย่าง อย่างเช่น ฟ้าทะลายโจรทั่วไปมีแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) อยู่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าปลูกถูกวิธี เก็บถูกวิธี เราจะสามารถเพิ่มปริมาณได้ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้เป็นต้น จริง ๆ แล้วงานวิจัยลักษณะนี้มันจะสามารถที่จะซัปพอร์ต (Support) ให้เกษตรกรสร้าง รายได้สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก แต่วันนี้เรากลับพบว่างานวิจัยมันยังไม่ลงไปถึง ประชาชนจนกระทั่งสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเขาเรียกว่าอย่างชัดเจนนะคะ
อีกอันหนึ่งดิฉันอยากจะขอยกตัวอย่างเพราะเป็นงานในพื้นที่ นั่นก็คือการทำ ผ้าย้อมคราม การทำผ้าย้อมครามจริง ๆ เป็นงานหัตถกรรมที่เกิดในชุมชนอาศัยภูมิปัญญา แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างยิ่ง การปลูกคราม ๓ เดือนถ้าเราเก็บผิดเวลาเราก็จะไม่ได้เนื้อครามเลย เนื่องจากว่าเราต้องการ สารสีน้ำเงินจากพืชที่มีสีเขียว ครามนี่เกิดจากสารอินดิแคน (Indican) แตกตัวเป็นอินด็อกซิล กรุ๊ป (Indoxyl Group) แล้วก็เป็นกลูโคส แล้วก็เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนได้สารสีน้ำเงิน ทั้งหมดนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้นนะคะ แต่ชาวบ้านวันนี้อาศัยการบอกเล่าเรื่องภูมิปัญญา แล้วก็เก็บเกี่ยวได้บ้าง ทิ้งบ้าง เก็บเกี่ยวได้บ้างอย่างนี้นะคะ ดังนั้นแค่เทคโนโลยีในการ เก็บเกี่ยวนี้ก็จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่ทำข้าวเม่าเกษตรกร ต้องการข้าวเม่าที่มีคุณภาพมาตรฐานจะต้องรู้ว่าข้าวมันมีเปอร์เซ็นต์แป้งอยู่เท่าไรถึงจะ เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยว อย่างนี้เป็นต้น ที่ดิฉันยกตัวอย่างมาอยากให้พวกเราได้เห็นว่า องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มันจะสามารถขยับยกระดับสิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่และสร้าง รายได้เกิดได้จริงค่ะ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ดิฉันจะขออนุญาตเสนอแนะใน ๓ ประเด็นนะคะ
ประเด็นแรก ก็อยากจะให้สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ มีนโยบายที่ชัดเจนค่ะว่าเราต้องมีไมนด์เซต (Mindset) ว่าวันนี้ ความเหลื่อมล้ำมันเป็นปัญหาที่หนักหนา เราเดินมาจนสุดทางแล้วจริง ๆ จำเป็นต้องได้รับ การแก้ไข เมื่อท่านมีไมนด์เซต (Mindset) แบบนี้ ท่านจะสามารถวางกรอบนโยบายที่ชัดเจน ว่างบประมาณการวิจัยนี้จะพุ่งตรงลงไปที่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างชัดเจนขึ้นนะคะ
อันที่สองก็คือเมื่อนโยบายชัดเจนแล้ว ระบบจะต้องเอื้อต่อการที่จะทำให้ นโยบายนั้นปฏิบัติได้ งบประมาณจะต้องกระจายลงไปสู่มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเพราะว่า เขาเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน และการส่งงานวิจัยลงไปมันจะต้องลง ไปพาทำค่ะ แค่เป็นนโยบายแค่เป็นทฤษฎีมันยังปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นดิฉันจึงมองว่าทางสภา นโยบายควรจะไปกำกับให้การส่งงบประมาณลงไปในหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่าง เป็นธรรม วันนี้ดิฉันได้รับการร้องเรียนมาอย่างหนาหูนะคะว่าการกระจายงบวิจัยในส่วน ภูมิภาคมันไม่ค่อยได้รับโอกาส ถ้าใครอยากจะได้รับเงินวิจัยก็ต้องมาห้อยกับสถาบันที่มี ชื่อเสียงนะคะ
อันที่ ๓ อันสุดท้ายก็คือการปฏิบัติ ทำอย่างไรนโยบายนี้จะลงถึงประชาชนได้ จริง ๆ เนื่องจากเวลาจำกัดดิฉันก็ขอฝากนะคะ อย่างไรแล้วอยากจะให้สภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มองเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับ ประชาชนและทำในสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ขอบคุณค่ะ