โกวิทย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕

โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายรายงานการพัฒนาอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 2564 โดยเสนอให้ส่งเสริมหลักสูตรนอนดีกรีอย่างเป็นนโยบาย พร้อมเรียกร้องข้อมูลความคืบหน้าการผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังเน้นย้ำการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอระบบการประเมินผลที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และเรียกร้องให้สภานโยบายการอุดมศึกษาผลักดันความเท่าเทียมระหว่างบุคลากรในมหาวิทยาลัยทั้งสามกลุ่มในด้านเงินเดือน ระบบประเมิน และสวัสดิการ

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย รายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศปี ๒๕๖๔ การฟื้นตัวจากโควิด-๑๙ (COVID-19) สู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติที่ได้ให้ รายละเอียดทำรายงานให้ทราบ ซึ่งมีหลายเรื่องผมคิดว่าเราได้ประโยชน์จากการสภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติที่ได้ชี้แจงเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ และการลงทุนเพื่อพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งปรากฏอยู่ในเล่ม ด้วยเวลา อันสั้น ผมขออภิปรายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติสัก ๕ ประการดังนี้

ในประการที่ ๑ ผมเข้าใจว่าในบทที่ ๓ บทที่ ๔ ต่อเนื่องกันได้พูดเรื่อง การจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยแบบนอนดีกรี (Non Degree) ซึ่งปรากฏเป็น หลักสูตรที่ไม่เป็นหลักสูตร ไม่ให้ปริญญา ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา เช่น หลักสูตรเรื่องของ ผู้สูงอายุ หลักสูตรออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ หลักสูตรที่ไปเพิ่มทักษะแรงงานอันนี้ก็ดีนะครับ แต่ว่าอยากให้เป็นนโยบาย เพราะมหาวิทยาลัยขณะนี้เราทำหลักสูตรในระบบปริญญา แต่หลักสูตรนี้ควรขยายกว้างไปสู่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนนะครับ นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่อยากให้สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติกำหนด ลงไปเพื่อเป็นกรอบให้มหาวิทยาลัยได้ปฏิบัติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์

ในประเด็นที่ ๒ การผลิตบัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะ หมายความว่าในแง่ ของมหาวิทยาลัยที่จะไปร่วมมือกับผู้ประกอบการหรือเป็นสหกิจศึกษา บูรณาการทำงาน อันนี้เห็นด้วย แล้วก็มีผลที่เป็นตัวเลขในรายงานชัดเจน แต่ผมอยากรู้ว่าที่ทำไปแล้ว หลักสูตร แบบนี้มีเท่าไร ก็อยากถามนะครับ ในประการที่ ๒

ประการที่ ๓ มันมีในเรื่องของราชภัฏ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. ราชภัฏ แต่ผมอยากให้สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติได้กำกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในแง่ของการทำอย่างไรให้ไปสู่ เป้าหมาย ตอบโจทย์มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง อันนี้อาจจะต้องผ่าน สภามหาวิทยาลัยที่จะต้องไปประเมินและกำหนด อาจจะต้องมีโซเชียลแล็บ (Social Lab) ที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ติดตามหรืออาจจะทำงานวิจัยในแง่ของการส่งเสริม ชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมให้ชุมชนสร้างสมรรถนะของตัวเองในแง่ของการดำรงชีวิตของ ประชาชนคนในท้องถิ่น ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านกับ มหาวิทยาลัยเป็นเนื้อเดียวกันในการใช้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัยนะครับ

ประเด็นที่ ๔ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ผมคิดว่ายังมียังมีปัญหาอยู่ แม้ว่าจะบอกเป้าหมาย ๓,๐๐๐ ตำบลในการจ้างงานผู้จบปริญญาตรี แต่ผมคิดว่าตรงจุดนี้ มันมีปัญหาตรงที่ว่าไปจ้างงานในชุมชนส่วนใหญ่จะให้ลงไปอยู่กับท้องถิ่น ไปอยู่กับ อบต. แล้วไปเก็บข้อมูลใน ๑ ปีในการจ้าง ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นปัญหาตรงที่ว่าเด็กที่จบปริญญาตรี ไปทำงานเมื่อครบปีก็หลุด อาจจะบางคนจ้างต่อ บางคนไม่ได้จ้าง อันนี้ก็นำไปสู่ความไม่ยั่งยืน แต่ประเด็นก็คือว่าทำอย่างไรให้การจ้างงานเกิดความยั่งยืนขึ้นมาได้ อยากถามเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรกับนักศึกษาที่ว่างงานหลังจากได้ไปทำงานในตำบลแล้ว อยากมีคำตอบตรงจุดนี้ ด้วยนะครับ

ในประเด็นสุดท้ายก็คือ ในระบบประเมินทั้งหมดที่ท่านวางไว้ในบทที่ ๓ กับบทที่ ๔ ผมคิดว่าในบทที่ ๕ พูดถึงระบบประเมินมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าตรงจุดนี้เป็นเรื่อง สำคัญ ก็อยากให้มีระบบการติดตามประเมินตามนโยบายที่สภานโยบายกำหนดไว้ด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะถามว่ามีมาตรการอย่างไรจะไปกำกับให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ หรือประเด็นที่ท่านได้วางเป้าหมายไว้

สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในระบบบทสุดท้ายที่ท่านเขียน เรื่องอนาคตของมหาวิทยาลัย ผมเห็นด้วยที่จะต้องวางกรอบไว้ แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมอยาก เสนอก็คือว่าในมหาวิทยาลัยขณะนี้เราจะเห็นว่ามีอาจารย์ พนักงานอยู่สัก ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือมหาวิทยาลัยอาจจะเปลี่ยนโฉมไปเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ แต่ ๓ กลุ่มคือกลุ่ม ข้าราชการ อาจารย์ข้าราชการ อาจารย์พนักงานเงินแผ่นดิน และอาจารย์อัตราจ้างตาม หน่วยงาน ผมอยากให้สภานโยบายได้ติดตามเรื่องความเท่าเทียมกัน กฎเกณฑ์ในลักษณะ ทั้งเงินเดือน ทั้งกฎเกณฑ์ในการประเมิน แล้วก็ในเรื่องของการจัดสวัสดิการ เพราะมีการ ร้องเรียนว่าหลายมหาวิทยาลัยพนักงานที่มีความแตกต่างกัน ๓ ประเภทที่ผมกล่าวถึงยังมี ความเหลื่อมล้ำ ยังไม่มีความเท่าเทียม ผมคิดว่าสภานโยบายต้องเข้าไปดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียม อยากจะทราบเหมือนกันว่าทางสภานโยบาย มีนโยบายตรงนี้อย่างไรบ้าง ก็อยากจะเป็นคำถามในส่วนที่ ๓ ขอบคุณครับท่านประธาน