รงค์ บุญสวยขวัญ หารือปัญหาโครงสร้างสภานโยบายการอุดมศึกษาที่ขาดความหลากหลายและตัวแทนจากภาคสนาม พร้อมเสนอให้ปรับองค์ประกอบเพื่อเพิ่มความใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เน้นย้ำความสำคัญของการผลิตกำลังคนในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ที่ถูกละเลย ผลักดันการขยายหลักสูตรนอนดีกรีให้สอดคล้องกับความต้องการท้องถิ่นและอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงสนับสนุนการเรียนการสอนรูปแบบผสมผสานโดยนำข้อดีของการเรียนออนไลน์และในสถานที่มาบูรณาการ พร้อมเรียกร้องการสื่อสารนโยบายอย่างเข้าใจทั่วถึงเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายรับทราบผลการดำเนินงาน จากรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปี ๒๕๖๔ ของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากเรื่องนี้องค์กรนี้ รายงานชิ้นนี้ตั้งแต่ผมเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ก็ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่อาจจะใหม่ทั้งประเทศ อาจจะใหม่ในสภาหรืออาจจะใหม่ของผู้คนที่จะทำ ความเข้าใจว่าวันนี้ทิศทางของชาวมหาวิทยาลัย ชาวอุดมศึกษา ทิศทางของวิทยาศาสตร์การ วิจัยและนวัตกรรมที่เราใฝ่หาว่าเราจะไปกันทางไหน วันนี้เริ่มต้นที่จะมีกรอบของมัน มีกรอบภายใต้สภานโยบายแห่งนี้ แม้ว่าวันนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายก่อนหน้าผม ว่าบางไป ใช่ ผมเห็นด้วยว่าบางไป แต่บางไปในต่อไปอาจจะหนาขึ้นเป็น ๒ เท่า ๓ เท่า ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าสภานโยบายสามารถที่จะออกทิศทางของนโยบายวิเคราะห์ตัวนโยบายและ ผลผลิตทางนโยบายที่จะมานำเสนอในสภาได้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพ สิ่งแรกที่ผม จะนำเสนอก็คือว่าโครงสร้างทั้งหมดสภาการนโยบายใหญ่มาก มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๐ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิเปรียบเสมือนคนชั้นนำของประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้มีทั้งอำนาจมีออทอริตี (Authority) ที่จะกำหนดทิศทางเพื่อที่จะทำ นโยบายและยุทธศาสตร์แผนการอุดมศึกษา การวิจัย การผลิตกำลังคน แต่พอดูโครงสร้าง ของสภามันสูงเกินไปที่คนระดับธรรมดาที่จะเข้าถึง นั่นผมตั้งข้อสังเกตไว้ประการที่ ๑ ทำอย่างไรที่จะให้มีตัวแทนซึ่งมาจากคนธรรมดาเพิ่มเข้ามาในสัดส่วนที่มีบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อจะทำให้เห็นว่าเรากำลังพูดถึงมหาวิทยาลัยแต่ให้คนในมหาวิทยาลัยมาเป็นส่วนหนึ่ง ของสภานโยบาย อุปมาเหมือนถ้าเราพูดเรื่องการทำนาก็น่าจะมีตัวแทนจากชาวนามาพูด เรื่องการทำนา เพราะคนในสภาชาวนาอันนั้นไม่เคยเหยียบแม้กระทั่งคันนา หรือไม่รู้จัก แม้กระทั่งปูนาหรือว่ากุ้งอยู่ในนา สมมุตินั่นประการที่ ๑ เพราะฉะนั้นตัวสภานโยบายในอนาคต ก็จะต้องปรับ เมื่อมันปรับตรงนี้เสร็จมันจะได้เพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ของนโยบาย
เรื่องต่อมาผมคิดว่าตัวกรอบรายงานที่นำเสนอผมก็สนใจ เห็นแล้วทำให้ เห็นถึงอนาคตที่เราจะใช้ชาวอุดมศึกษาใช้งานวิจัยและวิทยาศาสตร์หรือนวัตกรรมขับเคลื่อน ประเทศ เห็นหลายอย่างเห็นถึงความสามารถของอุดมศึกษาของกระทรวงนี้ เห็นว่าเขาจะพูด ถึงเกษตรกรอัจฉริยะ เขาจะพูดถึงเรื่องอาหาร เรื่องอาหารตัวมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำภายใต้ การวิจัยมหาวิทยาลัยนี้ มหาวิทยาลัยที่ภาคเหนือน่าจะรวมกลุ่มกันทำอะไร เพื่อวิจัย ทั้งผลิตคนและวิจัย มหาวิทยาลัยที่ภาคใต้บ้านผมรวมกลุ่มกันวลัยลักษณ์ สงขลา ทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ราชภัฏเขาน่าจะทำอะไร เรื่องอาหาร เรื่องเกษตรอาหาร พวกเหล่านี้เห็นทิศทางที่น่าสนใจ เห็นถึงเครื่องมือแพทย์เห็นเทคโนโลยีทั้งหมดเห็นอะไร มากมาย แต่ว่าที่ผมเห็นน้อยในการผลิตกำลังคนความสามารถในหัวข้อ ๑.๑๕ หน้า ๑๙ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์เล็กนิดเดียว ด้านนี้ถูกอุทิศหรือถูกให้ ความสำคัญน้อยไป ทั้ง ๆ ที่สังคมของคนไทยสังคมของเรามีความคิดความเชื่อ ความแตกต่าง ความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อเยอะมาก ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้เอาโจทย์สิ่งนั้นขึ้นมาเป็น โจทย์เลย โจทย์ว่าด้วยความคิด ว่าด้วยความเชื่อ ว่าด้วยอุดมการณ์ถูกเบียดบังไว้ด้วยวิทยาศาสตร์ ทั้งหมด ๔-๕ หน้ามีข้อที่ ๑.๑ จนถึง ๑.๑๔ แต่ ๑.๑๕ คือสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ อันนี้ว่าด้วยความคิดความเชื่อ ซึ่งความคิดความเชื่อเหล่านี้ จะเป็นตัวสายใยสัมพันธ์ในการสร้างความอยู่ร่วมกัน ผมคิดว่าตรงนี้อ่อนไป ตั้งข้อสังเกตให้ สภานโยบายว่าต่อไปท่านจะต้องไปปรับสิ่งเหล่านี้ด้วย ส่วนเรื่องที่น่าสนใจผมสนใจว่าในการ ปรับทิศทางของอุดมศึกษาในการพัฒนาประเทศเห็นด้วยอย่างยิ่ง เราเรียกร้องในสภาแห่งนี้ ผมก็เคยอภิปรายบอกว่านอนดีกรี (Non Degree) ก็คือการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน แบบไม่ได้รับปริญญาจะต้องเพิ่มมากขึ้น ภาษาสวย ๆ อยู่ในเอกสารฉบับนี้มันควรจะ ถูกแปลงหรือถูกอิมพลิเมนเทชัน (Implementation) ในมหาวิทยาลัย มันจะถูกแปลงไปสู่ การปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ หรือมหาวิทยาลัยทั้ง ๑๐๐ ๒๐๐ แปลงกันอย่างไร แล้วหลักสูตรตรงนี้ที่ว่านี้ตัวเนื้อหาของหลักสูตรมันเดินไปตามศักยภาพของ มหาวิทยาลัยที่มีความแตกต่างหลากหลายตามวัฒนธรรม แต่จะทำให้เกิดและรวดเร็วในการ เพิ่มกำลังคนเพื่อเข้าไปเรียน เข้าไปศึกษาในนอนดีกรี (Non Degree) อย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเอาเข้ามา ปัจจุบันนี้มี ๖๗๗ หลักสูตร นอนดีกรี (Non Degree) สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดคล้องกับซอฟต์สกิล (Soft Skill) ทำอะไรทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าวันนี้ตรงนี้มีอนาคตแต่จะต้องเพิ่มรายละเอียดเข้ามามากขึ้นนะครับ
อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าเวลาพูดถึงการเรียนการสอนยุคใหม่แบบนิวนอร์มอล (New Normal) เนื่องจากประสบการณ์เรา ๒ ปี ผมเคยสอนในมหาวิทยาลัยแต่ตอนนั้นไม่ใช่ นิวนอร์มอล (New Normal) ไม่ใช่ก่อนโควิด (COVID) แต่หลังโควิด (COVID) ท่านประธาน ที่เคารพครับ ควรจะเอา ๒ ปีที่สอนแบบนิวนอร์มัล (New Normal) สอนแบบทางไกลหรือ สอนแบบออนไลน์ (Online) มาผสมผสานกับออนไซต์ (Onsite) เป็นไฮบริด (Hybrid) ในมหาวิทยาลัยทำอย่างไรเพื่อจะให้นักศึกษาหรือผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตที่บ้าน เป็นส่วนหนึ่งในการใช้แรงงานในการทำงานเพื่อประกอบรายได้ของเขาตรงนี้ก็ต้องขบคิด แต่อย่างไรก็ตามนี่คือทิศทางที่สถาบันอุดมศึกษาภายใต้สภานโยบายแห่งนี้ได้คิดกัน ซึ่งผมคิด ว่ามีหลักเกณฑ์ มีทิศทางดีกว่าก่อนหน้านี้ที่มหาวิทยาลัยอิสระภายใต้ พ.ร.บ. ของ มหาวิทยาลัยแล้วต่างคนต่างไป วันนี้มีตรงนี้เป็นเหมือนกับกรอบแม่บทที่จะทำให้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เดินแล้วก็ควรจะทำความเข้าใจสุดท้ายกับประชาคมมหาวิทยาลัยครับ ประชาคมมหาวิทยาลัยอิสระต่อต้านได้ แต่การที่จะแปลงนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปสู่ความรับรู้ ความเข้าใจของประชาคมมหาวิทยาลัย หรือชาวมหาวิทยาลัยนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญนำไปสู่การแก้ปัญหาธรรมาภิบาลซึ่งมีอยู่มากมาย ในมหาวิทยาลัยครับ ผมจึงชื่นชมแล้วก็ฝากความหวังกับการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ ผ่านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งรอคอยอยู่นะครับ ขอบคุณมากครับ ท่าน ประธานครับ