เอด แจงการใช้เงินกู้โควิด ชี้เบิกจริงต่ำ-ปรับแผนเยียวยาเพิ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕

เอด วิบูลย์เจริญ ชี้แจงความจำเป็นในการปรับใช้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. โควิด-19 จากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจมาใช้ด้านสาธารณสุขและเยียวยา เนื่องจากสถานการณ์ระบาดระลอกใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม พร้อมยอมรับว่าการเยียวยาอาจไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและข้อมูล แต่รัฐพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ รวมถึงชี้แจงความคืบหน้าการกู้เงิน การเบิกจ่ายที่ยังไม่เต็มวงเงิน การกลั่นกรองโครงการเศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอีผ่านจังหวัด พร้อมอธิบายการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากการกู้เงิน ADB ด้วยการสว็อปที่ช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ

นายเอด วิบูลย์เจริญ ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ

สวัสดีครับ ผม เอด วิบูลย์เจริญ ที่ปรึกษาด้านที่สาธารณะ เป็นผู้ชี้แจงนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทาง ท่าน ส.ส. ทั้งหลายที่ได้ให้ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก. โควิด (COVID) ทั้ง ๒ ฉบับ ผมขอเรียนชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ เท่าที่ได้สอบถามมานะครับ

ประเด็นของท่านสุพิศาลก็คือในเรื่องของตัว พ.ร.ก. ที่เป็นกรอบ คือตาม กรอบนี้ตามมาตรา ๕ ที่ว่านี้ แล้วเสร็จแล้วมาบอกมาตรา ๖ ก็จะบอกไว้ว่ามาตรา ๕ (๑) กับ มาตรา ๕ (๒) ต้องไม่เกิน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาตรา ๕ (๓) คือไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอันนี้ อันนี้เป็นกรอบที่มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเวลาที่ทำจริงถ้าสมมุติว่า ในกรณีอย่างที่ท่านว่าครับ ถ้าในกรณีจำเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้นำวงเงินกู้เพื่อการ ตามมาตรา ๕ (๒) มาใช้ตามมาตรา ๕ (๑) หรือในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คณะรัฐมนตรี อาจจะมีมตินำวงเงินกู้เพื่อการตามมาตรา ๕ (๓) มาเพื่อใช้ในมาตรา ๕ (๑) และ มาตรา ๕ (๒) เพิ่มเติมได้ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท จะขอเรียนท่าน ก็คือว่าตอนที่กำหนดกรอบไว้เดิมซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ วรรคแรก จะเป็น กรอบว่าแผน ๑ แผน ๒ และแผน ๓ แผน ๑ คือเรื่องเครื่องมือทางแผนสาธารณสุข แผน ๒ จะเป็นเรื่องของการเยียวยา และแผน ๓ เป็นเรื่องการฟื้นฟู จะกำหนดตัวเลขเอาไว้ว่า เป็นเท่าไร แต่ถ้าในกรณีที่มีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็สามารถจะโยกจากแผนฟื้นฟู มาใช้ในเรื่องของสาธารณสุขหรือเรื่องของเยียวยาได้ หรือในกรณีที่เกิดความจำเป็นนี้ ก็อาจจะโยกจากแผนเยียวยามาแผนสาธารณสุขได้ ก็คือจะกำหนดไว้แบบนี้ ทีนี้ที่ท่านถามว่า เหตุผลความจำเป็นตอนนั้นมันคืออะไร ตอนนั้นที่เรามีการกำหนดตอนที่ออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วน เราไม่อาจคาดการณ์ได้แน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าวงเงินที่จะใช้ในเรื่อง สาธารณสุขหรือในเรื่องของการเยียวยา หรือว่าในเรื่องของการฟื้นฟูควรจะเป็นเท่าไร แต่เรา จะประมาณการคร่าว ๆ ว่าตัวเลขน่าจะเป็นแบบนี้ ดังนั้นในการเขียนกฎหมายจึงเขียน ในลักษณะที่มีความยืดหยุ่นไว้ว่า หากมีความจำเป็นเร่งด่วนก็สามารถจะโยกจากเรื่องฟื้นฟู มาในเรื่องสาธารณสุขและเรื่องของการเยียวยาได้ ซึ่งเหตุผลตอนนั้นที่จำเป็นต้องมีการโยก ก็เนื่องจากว่าในช่วงดังกล่าวนี้ปรากฏว่าพอ พ.ร.ก. ฉบับนี้ออกมาแล้ว ปรากฏว่ามันเกิด การระบาดของโควิด (COVID) ระลอก ๒ ระลอก ๓ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน งบประมาณในเรื่องของเครื่องมือหรือว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องเอางบในเรื่องของฟื้นฟูมา ทีนี้ประเด็นอย่างที่ว่าก็คือเรามองว่าหากเราสามารถ เคลียร์ (Clear) ประเด็นในเรื่องของการระบาดของโควิด (COVID) ได้ เราก็ถึงจะไปทำ ในเรื่องของการฟื้นฟู แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในช่วงที่มีการระบาดในระลอก ๒ ระลอก ๓ ก็มีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นจะต้องนำเงินจากแผนในเรื่อง ของการฟื้นฟูมาช่วยในเรื่องของการเยียวยาด้วย ทีนี้ที่ทางท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า การเยียวยาที่ผ่านมาอาจจะไม่ครบทุกกลุ่ม จริง ๆ แล้วอยากจะเรียนว่าในการพิจารณา ซึ่งเป็นคณะกรรมการซึ่งมีสภาพัฒน์เป็นประธานก็ได้มีการพยายามดูในเรื่องของประชาชน ทุกกลุ่ม พยายามจะให้ประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับความช่วยเหลือจาก เงินกู้ตรงนี้ แต่ด้วยเนื่องจากข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณที่มีอยู่จำกัด แล้วก็ในเรื่องของ ฐานข้อมูลก็เลยสามารถที่จะช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ไม่มากเท่าไร ก็อาจจะมีบางกลุ่มที่อาจจะ ตกหล่นไป แต่ว่าในกรณีอย่างนี้เราก็พยายามที่จะช่วยเหลือให้มากที่สุด โดยในเรื่องของ การเยียวยา เราก็พยายามช่วยในเรื่องของบัตรสวัสดิการของรัฐ ในเรื่องของผู้ประกันตน แล้วก็ประชาชน ซึ่งเราพยายามช่วยเหลือในทุกกลุ่มเท่าที่จะทำได้ ก็อาจจะมีบางกลุ่มที่ ตกหล่น แต่ถ้ามีเป็นกลุ่มที่ตกหล่นพอเราได้รับข้อมูลแล้ว เราก็จะพยายามจัดหาหรือมี มาตรการที่จะไปเสริมในส่วนนี้นะครับ อันนี้ขออนุญาตตอบท่านสุพิศาลนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของท่านกองตรีนะครับ ก็คือเรื่องของโครงการ ที่เสนอต่าง ๆ ในเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากต่าง ๆ ซึ่งมีเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอผ่านจังหวัดก่อน ทั้งนี้เพื่อให้จังหวัดดูถึงความ เหมาะสม ดูว่ามันมีความซ้ำซ้อนไหม ขั้นตอนมันจะเป็นลักษณะแบบนั้น เพราะฉะนั้นถ้า ในจังหวัดต่าง ๆ หากมีโครงการที่คิดว่ามันอยู่ในข่ายที่จะใช้เงินกู้ได้ก็เสนอผ่านจังหวัดนะครับ แล้วทางจังหวัดก็จะนำเสนอมาที่ทางคณะกรรมการกลั่นกรองการกู้เงินนะครับ ซึ่งที่ผ่านมา กระบวนการก็จะเป็นลักษณะแบบนี้นะครับ แต่ว่าที่ผ่านมาก็อาจจะมีความล่าช้ามากนะครับ เพราะเนื่องจากว่าจังหวัดต่าง ๆ มีหลายจังหวัด แล้วก็แต่ละจังหวัดก็จะมีหลายโครงการ คือเราอยากจะให้ทางจังหวัดได้มีการกลั่นกรองโครงการในระดับหนึ่งก่อนนะครับ ก่อนที่จะ มาถึงสภาพัฒน์นะครับ

ส่วนทางท่านนิคมที่พูดถึงเรื่องการกู้เงินมา อยากให้ใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์ จริง ๆ แล้วในการดูโครงการเงินกู้ในการพิจารณาของทางคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ เราพยายามยึดตัววัตถุประสงค์เป็นหลักนะครับว่าวัตถุประสงค์ของการกู้เงินคืออะไร และเรา จะเอาไปใช้อะไร อย่างไรบ้างนะครับ ซึ่งในการใช้จ่ายเงินกู้นะครับ ถ้าเป็นในเรื่องของแผน ฟื้นฟูเราจะบอกเลยนะครับว่าจะไม่เป็นในลักษณะที่เป็นเอาไปก่อสร้างอาคารที่เป็นอาคาร สำนักงานหรืออะไรแบบนี้นะครับ แต่จะต้องมีวัตถุประสงค์ว่าให้มันเกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นะครับ แล้วก็ดูว่าจะต้องมีตัวชี้วัดมาด้วยนะครับว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือทำโครงการ เหล่านี้แล้วมันจะได้ผลอะไร มีผลประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งในเวลาการพิจารณาทางหน่วยงาน จะต้องมาชี้แจงแล้วก็ต้องตอบข้อซักถามเหล่านี้ให้ได้ด้วย แต่แน่นอนครับในทางปฏิบัติ เมื่อลงไปแล้วพอไปหน้างานจริง ๆ แล้วมันก็อาจจะมีปัญหาอุปสรรคบางประการ ซึ่งอาจจะ ทำได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายนะครับ

สำหรับทางท่านอาจารย์พิสิฐนะครับ ต้องขอขอบพระคุณมากที่ท่านถาม คำถามเกี่ยวกับเรื่องของการกู้เงินนะครับ อยากจะขอเรียนท่านว่าจริง ๆ แล้วการกู้เงินที่ กำหนดไว้ในวันที่ ๓๐ กันยายนนะครับ ตัวเลขที่บอกว่ากู้ประมาณ ๙๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขตัวนั้นเป็นตัวเลขจริงนะครับ คือเป็นตัวเลขที่ทาง สบน. ได้เซ็นสัญญาเงินกู้เอาไว้นะครับ แต่ว่าการเบิกจ่ายจริงจะเป็นการเบิกจ่ายตามความจำเป็นและตามแผนงานที่ทางหน่วยงาน เสนอมา ฉะนั้นในขณะนี้การเบิกจ่ายจะยังไม่ถึง ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอย่างที่ว่านะครับ

แล้วอีกประการหนึ่งก็คืออย่างที่บอกก็คือว่าตัวเลข ตัวเลขมันจะมีบาง โครงการที่มีการลดลงก็จะทำให้ตัวเลขขออนุมัติโครงการมันลดลงด้วย แต่ปัจจุบันนี้มีการ เบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้วประมาณ ๙๔๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่ทางท่านว่าครับ ถ้าในกรณีที่ตัวเลขตรงนี้ยังไม่เบิกนะครับ เราก็ไม่เบิก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะไม่เกิดภาระ เงินกู้จริง ๆ ไม่เกิดภาระดอกเบี้ยนะครับ เพราะตัวเลขที่เซ็นไว้เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายนนั้นเป็น ตัวเลขที่อยู่ในสัญญาเงินกู้ แต่การเบิกจริงจะเป็นไปตามแผนงาน แล้วเราจะทยอยเบิกตาม ความต้องการของหน่วยงานครับ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของการกู้เงินเอดีบี (ADB) ต้องขอขอบพระคุณ มากครับที่ท่านให้ข้อคิดในเรื่องนี้นะครับ อยากจะเรียนว่าในการกู้เงินของเอดีบี (ADB) คือทางเราได้ดูแล้วอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ ครับ ก็คือว่าตอนที่เรากู้เงินมาจากเอดีบี (ADB) หากเราพูดออกมาเป็นเงินสกุลดอลลาร์หรือต่างประเทศนะครับ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ ประมาณที่ ๖.๖๔๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ในการกู้เงินต่างประเทศ ปกติตอนนี้จะเป็นหลักการของ สบน. เลยก็คือว่าเมื่อกู้มาแล้วจะต้องบริหารความเสี่ยงโดยการทำสว็อบ (Swab) นะครับ ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ได้ทำบริหารความเสี่ยงเรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายหลังจากทำสว็อบ (Swab) แล้วจะเหลือประมาณ ๑.๔๙ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณครับ