พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตการกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาทที่ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 60% ของ GDP พร้อมท้วงติงการกู้ยืมจากต่างประเทศผ่าน ADB ที่มีต้นทุนสูงกว่าการออกพันธบัตรในประเทศ ขณะที่มีสภาพคล่องเพียงพอ และเรียกร้องให้ชี้แจงการใช้จ่ายเงินกู้ที่เหลือและวงเงินที่ยกเลิกว่ามีการส่งคืนคลังหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นขอขอบคุณ สบน. ที่ได้จัดทำรายงานขึ้นมาเพื่อจะรายงานการกู้เงินทั้ง ๒ ก้อน รวมเป็นเงิน ๑.๕ ล้านล้านบาทครับ คิดเป็นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้สาธารณะของเราเขยิบขึ้นมา จนกระทั่งขณะนี้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) จากเดิมซึ่ง ๒-๓ ปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นต้องถือว่าเงินที่เราใช้ไปในส่วนนี้มีผลอย่างมาก ต่อเรื่องของหนี้ และแน่นอนเรื่องของการใช้คืนในอนาคต จริง ๆ แล้วงาน สบน. ที่มาเสนอ ในครั้งนี้มีแค่ ๒ หน้าเองครับ ก็คืออยู่ในหน้า ๔ และหน้า ๕ ก็คือท่านรายงานท่านไปกู้เงิน อย่างไร กู้จากเอดีบี (ADB) จากการออกพันธบัตรออมทรัพย์เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งส่วนที่เหลือ จริง ๆ แล้วเป็นงานของหน่วยงานอื่น เช่น สภาพัฒน์หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่ทำเรื่องของ การใช้เงิน ผมไม่คอมเมนต์ (Comment) เพราะถือว่าเรื่องของการใช้เงินในสภาวะของโควิด (COVID) น่าจะมีความจำเป็นแล้วเวลาก็อาจจะไม่เพียงพอด้วย ผมจะมุ่งเป้าไปที่เรื่องของการกู้เงินของท่าน ในปี ๒๕๖๔ ก็เป็นปีสิ้นสุดของการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แต่ว่าท่านใช้อำนาจในการกู้เพียง ๙๘๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คือทิ้งวงเงินไป ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ก็ขอให้ท่านยืนยันว่าท่านทิ้งวงเงินนะครับ ไม่ได้มี การเอามาใช้ต่อ เพราะว่าอำนาจท่านนี้มีหมดแล้วตั้งแต่สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ทีนี้เงินที่ ท่านกู้มานี้ขอให้ท่านช่วยยืนยันด้วยนะครับว่า ๙๘๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ได้มีการใช้ไปจริง เท่าไรเพราะว่าในตอนท้ายของรายงานฉบับแรกนี้ ท่านมีการระบุว่ามีการยกเลิกโครงการ ๙๑,๖๔๒ ล้านบาท ท่านช่วยยืนยันนะครับว่า ๙๑,๖๔๒ ล้านบาทนี้ ได้มีการเบิกจ่ายเงินไป หรือเปล่านะครับ หรือว่าท่านเอาเงินส่วนนี้ไปทิ้งไว้ที่ไหน มีการนำส่งคลังไหม เงินที่เป็นส่วน ต่างระหว่างเงินที่ท่านกู้มากับเงินที่ใช้ไป ส่วนต่างนี้มีการส่งคลังเท่าไร ในงบประมาณ ประจำปีไหน ในปี ๒๕๖๕ หรือว่ายังเก็บได้อยู่ ท่านช่วยชี้แจงด้วยนะครับ ผมเคยพูดในสภากับ ท่านประธานไปแล้วนะครับว่าไม่อยากให้กระทรวงการคลังหรือ สบน. นี้ไปกู้ต่างประเทศเพราะ ประเทศไทยเรานี้ระบบการเงินตอนนี้มีสภาพคล่องสูงนะครับ ประชาชนอยากจะซื้อพันธบัตร แต่ว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้ซื้อเพราะว่าไม่มีสินค้าในตลาดนะครับ แต่ว่าท่านก็ยังไปกู้เงินจาก เอดีบี (ADB) ซึ่งผลก็ปรากฏว่าจากที่ผมดูคร่าว ๆ นี้เราเสียเงินค่าใช้จ่ายในการกู้เอดีบี (ADB) สูงกว่าที่กู้โดยการออกพันธบัตร ท่านกู้เอดีบี (ADB) นี้ใช้อัตราดอกเบี้ยไลบอร์ (LIBOR) ๖ เดือน แล้วก็ยังบวก ๐.๕ แล้วยังบวกค่าชาร์จ (Charge) อีก ๐.๑๓๕ สำหรับก้อนแรก แล้วก็ก้อนหลังนี้ยังมีอีก ๐.๑๕๙๑๕๔ ถ้าเราเช็ก (Check) ดูไลบอร์ (LIBOR) ตอนนี้มัน ประมาณ ๒.๐๗ บวกค่าชาร์จ (Charge) บวกค่าสเปรด (Spread) อีก ๐.๕ นี้ มันเกือบ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ท่านออกพันธบัตรให้กับคนไทยให้กับประชาชนได้ถือ ท่านจ่ายดอกเบี้ย ด้วยอายุใกล้เคียงกันนะครับ ท่านจ่ายดอกเบี้ยประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์เองนะครับ ผมเคยพูด บ่อยครั้งว่าเงินส่วนนี้เป็นเงินรายได้ภาษีอากรที่เราควรจะส่งกลับคืนให้ประชาชนคนไทย ที่เขาอยากจะลงทุนนะครับข้าราชการที่เกษียณอายุนี้ได้เงินก้อนจาก กบข. มาเขาชอบที่จะ ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้วก็กินดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านให้กรอบนะครับ แต่ท่าน กลับไปกู้เอดีบี (ADB) เสียดอกเบี้ยเกือบ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์ ณ เวลานี้ แล้วก็แนวโน้มก็คือว่า ไลบอร์ (LIBOR) มีทีท่าว่าจะต้องแพงขึ้นอีก เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกตอนนี้ มันกำลังพุ่งสูงขึ้นนะครับ วันดีคืนดีแบงก์ชาติสหรัฐก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็จะต้อง ประกาศขึ้นดอกเบี้ยไปอีกหลายปี ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียวเพราะฉะนั้นก็อยากจะขอฝากท่าน นะครับว่าเราไม่ควรจะไปมีเอ็กซ์โพเชอร์ (Exposure)ขนาดนั้น สภาพคล่องของเรานี้สูง มีเงินออมอยู่เราควรจะใช้เงินของคนไทยแล้วก็จ่ายคืนคนไทยไม่ใช่ไปช่วยเอดีบี (ADB) เข้ามา แวะหาท่าน มาชักชวนให้กู้เงิน ก็ไปใจอ่อนคู่กับเขาโดยที่ดอกเบี้ยสุดท้ายนี้แพงกว่า ร้ายไป กว่านั้นนะครับตั้งแต่ต้นปีมาเราก็เห็นนะครับว่าอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทนี้มันอ่อนลง จากเดิมตอนนั้นที่ท่านกู้เงินบาทเราอยู่ที่ ๓๐ ต้น ๆ ๓๑ บาท ๓๒ บาทตอนนี้มันปาเข้าไป ๓๔ บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับว่าเราจะต้องเสียเงินแพงขึ้นทั้งในเรื่องของการไปซื้อดอลลาร์เพื่อ จ่ายเป็นหนี้ จ่ายชำระหนี้ดอกเบี้ยหรือว่าเพื่อชำระคืนต้นนะครับ ที่ต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะฉะนั้นผมย้ำประเด็นที่ผมเคยกล่าวกับท่านในการประชุมหลายปีที่ผ่านมานี้ว่าผม ไม่อยากให้กระทรวงการคลังไปกู้ต่างประเทศนะ ควรจะเป็นวิธีสุดท้ายเพราะเราเห็นตัวอย่าง จากหลาย ๆ ประเทศในโลกอย่างเช่นล่าสุดตอนนี้ก็ศรีลังกา แล้วก็อาจจะมีปากีสถานและ อีกหลายประเทศที่ตามมาตอนนี้จะมีปัญหาเรื่องวิกฤติหนี้สาธารณะ หนี้ต่างประเทศ เพราะว่ามีเรื่องของหนี้ต่างประเทศมากเกินไป จริงอยู่ ณ เวลานี้ประเทศไทยเรายังดูดี เพราะว่าเรามีทุนสำรองเยอะนะครับ ต่างชาติก็อยากจะมาให้กู้ เรามีหนี้สาธารณะที่อาจจะมี สัดส่วนไม่สูงกว่าที่อื่น เราอาจจะมีหนี้ที่เป็นหนี้ต่างประเทศยังน้อยนะครับ แต่ผมไม่อยากให้ ประมาทครับ เรายิ่งกู้จากเขาน้อยเท่าไรนี้ เขาจะดูเรามีเครดิตดีเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้น นโยบายเรื่องของการก่อหนี้ต่างประเทศนี้นะครับ ผมก็อยากจะขอฝากทาง สบน. นะครับว่า ควรจะต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ให้ดี ผมไม่อยากเห็นท่านก่อหนี้ต่างประเทศโดยใช่เหตุครับ ขอบพระคุณมากครับ