อนุพงษ์ แจงปมรถไฟฟ้าบีทีเอส ชี้ปัญหาภาระหนี้ กทม.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕

อนุพงษ์ เผ่าจินดา อธิบายที่มาและปัญหาความซับซ้อนของโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย รวมถึงภาระหนี้และข้อจำกัดในการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขผ่านการเจรจาและพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขออนุญาต ทวนอีกครั้งว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวแรกเริ่มเดิมทีก็เกิดจากสายหลักสีเขียวหลัก ซึ่งบริษัทบีทีเอสนี่นะครับ เอาในปัจจุบันนี้นะครับ ได้รับสัมปทานโดยเงื่อนไขคือเขาดำเนินการ ก่อสร้างทั้งหมด เดินรถทั้งหมด จัดหารถทั้งหมด แล้วรายได้ที่ได้ในช่วง ๓๐ ปี ก็เป็นรายได้ ในช่วงสัมปทานซึ่งเป็นรายได้ของเขา นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ต่อมากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่กำกับ เพราะในขณะนั้นในขณะที่เริ่มกระบวนการนี้ยังไม่มี รฟม. ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องของการเดินรถไฟฟ้านี่นะครับ กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นก็ให้กรุงเทพมหานคร เป็นเหมือนหน่วยรับผิดชอบบริหารโครงการสัมปทาน กรุงเทพมหานครก็ได้ไปขยายส่วนต่อ ขยาย ๑ ขึ้นมา ในส่วนต่อขยาย ๑ นี้ไม่มีโรงรถ ไม่มีซ่อมบำรุง ไม่มีศูนย์อำนวยการทั้งสิ้น หมายความว่าไม่มีเรื่องของสัญญาณ กรุงเทพมหานครก็ไม่มีทางอื่นดำเนินการ ก็จ้างบริษัท บีทีเอสเดินรถเพื่อเมื่อสร้างแล้วก็ต้องเดินรถ ต่อมารัฐบาลในขณะนั้นก็ได้ให้โอนเรื่องของการก่อสร้างตามแผนงานของระยะที่ ๒ นี้ ส่วนต่อ ขยายระยะที่ ๒ ไปให้ รฟม. รฟม. ก็ดำเนินการก่อสร้างอันนี้เริ่มต้นปัญหาอันแรก เพราะผมได้ เรียนแล้วว่าส่วนหลักเมื่อจบสัญญาสัมปทานแล้วจะเป็นสมบัติกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยาย ระยะที่ ๑ ก็จะเป็นสมบัติกรุงเทพมหานคร ในส่วนต่อขยายระยะที่ ๒ หัวกับท้าย คูคตแล้วก็ ทางด้านสำโรงที่ไปต่อ รฟม. ไปลงทุนใช้เงินของรัฐบาลไปลงทุน แน่นอนในการดำเนินการนี้ มันก็จะเกิดความยุ่งยากกับพี่น้องประชาชนอย่างแน่ ๆ ถ้าเป็นคนละเจ้าดำเนินการ หมายความ ว่าอย่างน้อยประชาชนก็ต้องลงรถ รัฐบาลในขณะนั้น ต่อมาจึงได้ให้โอนโครงการนี้กลับมาให้ กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ว่า รฟม. ดำเนินการไปแล้วก็เริ่มสร้างก็ให้สร้างจนจบ แต่โอนมานี้ก็จะโอนภาระหนี้มาด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นปัญหาของรถไฟฟ้าบีทีเอสกรุงเทพมหานคร เมื่อรับมาก็จะต้องจ้างเดินรถเพราะว่าเพื่อให้เป็นผู้บริการเดียวกันเมื่อสร้างเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จ เพราะเมื่อเริ่มต้นที่ กทม. รับมาหรือยังสร้างไม่เสร็จครับ สิ่งที่ตามมาก็คือว่าปัญหาภาระหนี้สิน ที่ตามมา กรุงเทพมหานครจะดำเนินการอย่างไร กรุงเทพมหานครก็หาแนวทางแรกก็คือว่า ทำมาร์เกตซาวน์ดิง (Market Sounding) ที่จะหาผู้ประกอบการด้านต่อขยายระยะที่ ๒ นี้ ๑ กับ ๒ นี้หาผู้ประกอบการ ปรากฏว่าทำแล้วไม่มีใครสนใจที่จะมาเพราะว่ามันเป็นช่วงที่มา ต่อท่อนปลายแล้วก็จะต้องมีภาวะขาดทุน ถ้าไม่มีเชื่อมต่อกับรายเดียวกับท่อนหลักว่าอย่างนั้น อธิบายให้คนฟังง่าย ๆ ทางกรุงเทพมหานครก็มาพิจารณาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร ก็ดำเนินการขั้นต่อไปคือขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล รัฐบาลในขณะนั้นก็คงจะพิจารณาอย่างไรนี้ ผมคงไม่ตอบแทนเพราะท่านถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลก็หาเงินกู้ให้กับ หนี้ในส่วนนี้ นั่นคือปัญหาว่ากรุงเทพมหานครก็ยังมีปัญหาหนี้สินอยู่ดี นั่นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่ง คือถ้าเมื่อสร้างเสร็จจะให้บริการประชาชนจะต้องมีการวางเขาเรียกว่าระบบอีเอ็มเอ็ม (EMM) คือวางระบบสัญญาณเพื่อจะให้เดินรถได้ว่าอย่างนั้นอีกส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันในการเดินรถ ก็จะมีปัญหาเรื่องของการขาดทุนทั้งต่อขยายระยะที่ ๑ และต่อขยายระยะที่ ๒ นั่นคือปัญหา ที่กรุงเทพมหานครรับทราบว่าจะเกิดปัญหาเมื่อรัฐบาลจะให้เพียงแค่เงินกู้ กรุงเทพมหานคร ก็เตรียมที่จะทำพีพีพี (PPP) หรือหาผู้ร่วมทุน ปัญหาคือเมื่อร่วมทุนแล้วนี้มันจะต้องมีปัญหา เรื่องค่าโดยสารแน่นอน ๑. เรื่องปัญหาของหนี้สินที่กรุงเทพมหานครก็อยากได้เงินสนับสนุน จากรัฐบาล จึงได้นำเรื่องนี้เข้าหารือ คสช. ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อหนี้ส่วนนี้ อันนี้ผม อธิบายความนี้จะได้ทราบว่ามันมีที่มาอย่างไรเพราะคำถามนี้อาจจะไม่เข้าใจ คำสั่ง คสช. นี้ก็ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเจรจาตามกฎหมายเลยว่าสามารถเจรจากับผู้ดำเนินการเดิมได้ สิ่งที่จะต้อง ชี้แจงพี่น้องประชาชนและสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้เข้าใจก็คือว่ามันมีกฎหมายร่วมทุนอยู่ทำไมไม่ทำ อันนี้เป็นคำถามพื้นฐานถ้าทำตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนจะใช้เวลาประมาณ ๒ ปี นั่นคือปัญหาหนี้สิน ที่กรุงเทพมหานครแจ้งว่าไม่สามารถจะแบกรับภาระทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่โอนมาค่าอีเอ็มเอ็ม (EMM) ค่าเดินรถขาดทุนได้มันกระเทือนต่อการบริการของกรุงเทพมหานครด้านอื่น ๆ จึงขอให้ คสช. ช่วยแก้ปัญหา คสช. จึงตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเจรจา หน้าตาโครงสร้างของ คณะกรรมการชุดนี้เหมือนกับพีพีพี (PPP) เพียงแต่ระยะเวลานั้นจะกระชับสั้น เอาว่าอย่างนั้น คณะกรรมการก็ดำเนินการ ในข้อสั่งการของ คสช. นั้น เมื่อดำเนินการเสร็จนั้น ขออนุญาต ต้องเน้นนะครับ ให้กระทรวงมหาดไทยทำตามขั้นตอนแล้วนำเสนอ ครม. ตัดสินตก มีมติว่าจะ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการที่จะแก้สัญญาที่หลายคนเรียกว่า ต่อสัมปทาน เอาว่าแก้ สัญญาก็คงเปลี่ยนแปลงสัมปทาน นั่นคือหน้าที่ขอกระทรวงมหาดไทยต้องนำเสนอ ไม่ว่าจะ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ต้องไปให้มันจบสุดทาง ไม่ใช่การไม่นำเสนอคือคำตอบหรือ คำนำเสนอคือตอบว่าจะต้องให้ อันนี้ตอบให้เห็นโครงร่างที่เข้าใจว่ากรุงเทพมหานครมีปัญหา คสช. หาทางแก้ แนวทางที่แก้คือให้เกิดความโปร่งใสที่สุด มีคณะกรรมการข้อตกลงคุณธรรม แม้ว่าโครงการนี้ไม่ใช่ให้จัดซื้อจัดจ้างก็มีคณะกรรมการ มีการดำเนินการตามขั้นตอน โดยคำนึงถึงพี่น้องประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการตามรัฐธรรมนูญคือเป็นธรรมกับเขาก็ ดำเนินการมา ขณะนี้สถานะเรื่องอยู่ที่ ครม. ไม่สามารถเสนอได้ ๓ ครั้ง ๔ ครั้งอย่างที่ท่าน ได้กรุณาเรียน เพราะในคำสั่ง คสช. บอกว่าเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วเสนอ ครม. ครม. ก็จะมี มติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น จบ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ผมเสนอ และไม่ใช่ กระทรวงมหาดไทยไปเจรจา แล้วน่าจะผิดกฎหมายด้วยที่ผมจะไปยุ่งกับราคาหรือว่าข้อตกลง อะไรเพราะผมไม่ใช่เป็นกรรมการในการที่จะเจรจาตกลง เพราะฉะนั้นการที่จะมากล่าวอ้างว่า ผมมีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ อย่างไร มันถูก มันแพง กระผมตอบในขั้นนี้ว่าไม่ว่าจะถูกหรือแพง กระผมไม่เกี่ยว กระผมมีหน้าที่เอาเรื่องนี้เข้าเจรจาเสร็จเสนอ ครม. เพื่อให้ ครม. มีมติว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ต้องจบที่นั่น ไม่ใช่เสนอแล้วเห็นชอบ หรือไม่เสนอแล้วคือได้ ไม่ใช่ ต้องให้จบว่าจะเสนออย่างไร ขณะนี้เรื่องยังอยู่ที่ ครม. แต่ ครม. ให้มาปรับตัวเลขเท่านั้น แต่จะไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เพราะผมถือว่าคณะกรรมการเขาทำมาจบขั้นตอนแล้ว มันจะแพงก็ไม่ต้องเห็นชอบ มันไม่โปร่งใสก็ไม่ต้องเห็นชอบ มันไม่ถูกต้อง ครม. ก็ไม่เห็นชอบ ท่านจะได้เห็นด้วยว่าเสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ๒ ปีกว่ามาแล้ว ครม. รับฟังข้อคิดเห็น ตอบคำถามข้อเสนอแนะ ข้อคัดค้านทั้งหมด ๑๑ ครั้ง โดยกรุงเทพมหานครเป็นคนตอบ ก็ให้เป็นข้อมูลกับ ครม. เพื่อให้ ครม. ตัดสินใจ ครม. ก็ฟังแล้วจะตัดสินใจ แม้กระทั่งรัฐสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไปอยู่ในข้อมูลที่ ครม. ทั้ง ครม. ต้องใช้เป็นข้อมูล อย่างที่ท่านถามวันนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ว่ามีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ท้วงติงไว้ว่ามันแพง เขาเอาเข้าไปหมด ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาใด ๆ ทั้งสิ้น จะออกมา เท่าไรก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านลองผมฟังผมอธิบายต่อไป