ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แสดงความกังวลต่อการจัดงบประมาณปี 2566 ที่มีรายจ่ายลงทุนต่ำแต่กลับเพิ่มการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ เช่น เรือดำน้ำ เครื่องบินรบเอฟ-35A และยูเอวี ทั้งที่อยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและมีภาระหนี้สูง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินจำนวนมากเพื่อนำไปชำระหนี้เดิมและตั้งงบประมาณสูงต่อเนื่องจะกระทบฐานะการคลังในอนาคต ขณะที่งบช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาโควิดและค่าครองชีพยังขาดความชัดเจน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ในมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ จำนวน ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ผมขอสงวนคำแปรญัตติปรับลดลงร้อยละ ๑๐ เหตุผลที่ผมมีความจำเป็น ที่จะต้องปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากว่าในยอดงบประมาณรวม ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท เรามาจากการจัดเก็บรายได้ในยอด ๒.๔๙๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นการกู้ชดเชยครับ ท่านประธานอีกจำนวน ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ รายจ่ายประจำ ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ นี่นะครับคิดเป็นร้อยละ ๗๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๒.๔๘๙ ล้านบาท มีงบลงทุนครับท่านประธาน จำนวน ๖๙๕,๐๗๗ ล้านบาท นี่ตอนที่ตั้งครับ ท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นว่างบลงทุนกับการกู้ชดเชยการขาดดุลมันใกล้เคียงกันมาก แล้วท่านประธานครับผมต้องเรียนท่านประธานว่างบลงทุนเรามีน้อยนะครับ เนื่องจากว่า รายจ่ายประจำเราก็สูง และขณะเดียวกันการจัดเก็บรายได้ในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ก็น้อยแล้วก็จะไม่เข้าเป้าด้วย ท่านประธานครับ การตั้งงบประมาณที่มี งบรายจ่ายในการลงทุนน้อยแล้วยังมีความฟุ่มเฟือยไม่เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจ ในขณะนี้ ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับว่าอย่างงบประมาณที่ตั้งไว้มีการใช้จ่ายนำไปซื้อ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นในภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ยกตัวอย่าง กองทัพเรือครับ งบประมาณปี ๒๕๖๖ ๔๐,๑๒๓ ล้านบาทนะครับ ก็ยังมีปัญหา ท่านประธานครับ เรือดำน้ำ ท่านประธานครับซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ งบประมาณปี ๒๕๖๐ ขณะนี้ก็มีปัญหาว่าเรือดำน้ำไม่สามารถที่จะหาเครื่องยนต์ตามสัญญา ก็คือเครื่องยนต์เอ็มทียู ๓๙๖ (MTU 396) ของเยอรมันมาติดตั้งให้ และขณะเดียวกันเรื่องนี้ แทนที่ว่าทางกองทัพเรือจะได้รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่กลับมีการพยายามซื้อเวลาแล้วก็ มีแนวโน้มมีท่าทีว่าจะเปลี่ยนเอาเครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศจีนรุ่นซีเอชดี ๖๒๐ (CHD 620) มาใส่ทดแทนนะครับ ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่านี่ครับแสดงให้เห็นถึงว่าการใช้ งบประมาณมันมีความฟุ่มเฟือยครับแล้วก็มันไม่เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจในขณะนี้ นอกจากนี้กองทัพเรือก็ยังมีงบประมาณในปี ๒๕๖๖ ก็คือการจัดซื้อยูเอวี (UAV) ก็คืออากาศยาน ไร้คนขับอีกจำนวน ๓ ลำ ๔,๐๐๐ กับ ๗๐ ล้านบาทอย่างนี้ ท่านประธานครับ แสดงให้เห็น ถึงอะไรครับ แสดงให้เห็นถึงว่าการใช้จ่ายงบประมาณเป็นงบลงทุนก็มีน้อยอยู่แล้วแต่กลับ เอาเงินจำนวนมากไปซื้อของอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศอีก ต่อไปผมยกตัวอย่าง อีกอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยครับท่านประธานก็คือในงบประมาณปี ๒๕๖๖ มีการจัดซื้อรายการ ใหม่เลยก็คือเป็นเครื่องบินรบทางยุทธศาสตร์เอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ของกองทัพอากาศ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ ก็จะมีการตั้งงบประมาณไว้ในการจัดซื้อจำนวน ๒ ลำ แต่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าราคาเครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ราคามันแพงมาก เครื่องบินเปล่า ๆ ลำหนึ่ง ๗๘ ล้านเหรียญ ยังไม่รวมอาวุธก็ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าจะซื้อใหม่ คือหมายความว่าถ้าเราได้เริ่มซื้อปีนี้ก็จะต้องทยอยซื้อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ๑๒ ลำ แล้วท่านประธานครับเครื่องบินที่เราซื้อทั้งหมดก็เป็นเครื่องบินที่ไม่มีอาวุธ เป็นเฉพาะ เครื่องบินเปล่า ๆ ซึ่งมันก็จะเป็นปัญหาในอนาคตที่ทางกองทัพอากาศจะไม่มีเงินไปทำอะไร อย่างอื่นเลยในการพัฒนากองทัพแล้วก็ที่จะซ่อมดูแลเครื่องบินเก่า อุปกรณ์เรดาร์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพราะว่าท่านจะต้องตั้งงบประมาณชนเพดานทุกปี ๆ ในการจัดซื้อเครื่องบินรบเอฟ-๓๕ (F-35) และขณะเดียวกันราคาค่าใช้จ่ายชั่วโมงบินหนึ่งก็ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมาก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ารายละเอียดเดี๋ยวผมจะกราบเรียน ท่านประธานในงบประมาณมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมในรายละเอียด แต่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่าผมต้องการชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าการใช้จ่ายงบประมาณ ที่เรามีอยู่จำกัดแล้วก็อยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้กลับนำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จำนวนมากซึ่งมันไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ในขณะนี้ นอกจากนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานเห็นไหมครับในงบประมาณปี ๒๕๖๖ เรามีการชำระเงินกู้คืนจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าเหมือนเรากู้มาแล้วก็เอาไปชำระเงินกู้ เหมือนว่าเราไม่ มี มีแต่หนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นปัญหาในการบริหารประเทศแล้วก็เป็น อันตรายในสภาพการเงินการคลังของประเทศในอนาคต แล้วขณะเดียวกันงบประมาณในปี ๒๕๖๖ ที่จะนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซึ่งขณะนี้ ประสบปัญหาในเรื่องของโควิด (COVID) หนักอย่างยิ่ง ในปีนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่ชัดเจน นอกจากนี้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของแพง น้ำมันแพง แล้วก็ ค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแพงยิ่ง ๆ ขึ้นในปีนี้ ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ที่ตั้งไว้ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาทก็ยังไม่มีทิศทาง หรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้ ผมจำเป็นที่จะต้องขอ ปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ ขอบคุณครับ