ทวี ชี้งบฯ 66 ขัดกฎหมายการคลัง ขอตัด 6.37%

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

ทวี สอดส่อง วิพากษ์การจัดงบประมาณปี 2566 ที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องยุทธศาสตร์ ขาดการประเมินผล กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และส่วนกลาง ส่งผลให้เงินกู้มีดอกเบี้ยสูง ขาดการกระจายอย่างเป็นธรรม ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 75 และพ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 (1) จึงขอตัดงบประมาณร้อยละ 6.37 เพื่อลดภาระประชาชนและผลักดันการใช้จ่ายที่คุ้มค่าและโปร่งใส

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ มีจำนวน ๔๐ มาตรา ซึ่งมาตราที่เรากำลังพูดนี้อยู่ใน หมวด ๑ หมวดทั่วไป คือมาตรา ๔ ที่พูดถึงภาพรวมว่าเราได้จัดงบประมาณไว้ ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านล้านบาท โดยผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติว่าจะขอตัดไปประมาณ ๖.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ฐานที่จากการตัดเราก็ดูง่าย ๆ ว่าการใช้งบประมาณรายจ่ายย้อนหลังไปพอสิ้นปีงบประมาณ อย่างเพื่อนกรรมาธิการได้พูดไปจะใช้ไม่หมด จะเป็นเงินค้างท่อไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วงบประมาณ แต่ละปีต้องใช้ให้เสร็จภายในวันที่ ๓๐ กันยายนของปีงบประมาณนั้น ๆ เราก็พบว่ามีการ ค้างท่อ แล้วพอมีการค้างท่อไว้ก็คือเป็นภาระของประชาชน เพราะเงินก้อนที่ใช้ไม่หมด ก็มีภาระดอกเบี้ย เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลจะมีหน้าที่กู้เป็นหลัก แล้วก็หารายได้เป็นเรื่องรอง จึงไม่มีความคิดเป็นอย่างอื่น เมื่อเป็นเงินกู้ เงินกู้ก็มีดอกเบี้ยจึงมีดอกเบี้ย ดังนั้นผมจึงใช้ ฐานจากข้อมูลดังกล่าวมาตัดไป ๖.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๖๖ มันยังอยู่ในฐานเดิม ๆ ที่จัดมา โดยเฉพาะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ที่มาชี้แจงงบประมาณ ก็เป็นงบประมาณที่ไม่มุ่งผลในยุทธศาสตร์ คือมียุทธศาสตร์ก็ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ ไม่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่าย งบประมาณอย่างจริงจัง แล้วเดี๋ยวผมก็จะชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ได้ประเมินคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะตัด ผมอยากเป็นข้อมูลด้วยว่าในโครงสร้าง งบประมาณปี ๒๕๖๖ เราพบว่ามีการจัดเก็บรายได้ในช่วงประมาณการของปี ๒๕๖๖ กับรายจ่ายประจำมีตัวเลขห่างกันเล็กน้อย แล้วที่สำคัญก็คือการจัดทำดังกล่าวมันจะขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เนื่องจากว่าเรามีเงินกู้ที่ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เราได้ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ (๑) ผมจะอ่านให้ฟังนิดหนึ่งว่า งบประมาณรายจ่ายลงทุน เงินกู้ ต้องมาใช้ในรายจ่ายลงทุนจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของปีงบประมาณนั้น ในปีนี้ในรายงานของสำนัก งบประมาณเราพบว่าเรามีรายจ่ายประจำอยู่ ๒,๓๙๖,๙๔๒ ล้านล้านบาทเศษ แต่เรามีรายได้ เพียง ๒,๐๔๙,๐๐๐ ล้านล้านบาทเศษ คือเรามีเก็บเงินทั้งหมดแล้วเหลือเงินรายได้อยู่แค่ ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าประชาชนที่เสียภาษีอากร แล้วก็มีการจัดเก็บทั้งหมดเราเอามาเป็นรายจ่ายประจำทั้งหมด รายจ่ายประจำ ผมก็กราบเรียนว่าส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างจีดีพี (GDP) ให้เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างความเจริญ ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น แต่มันเป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับรัฐราชการ แต่เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนโดยเฉพาะสิ่งที่เราจะทำให้เราเห็นก็คือกรณี ของรายจ่ายประจำเวลามาจัดงบแล้วเราก็พบว่าเราจะมีงบประมาณที่ไปกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพมหานครแล้วก็ในส่วนกลางประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เรามีใจบุญของรัฐบาลนี้เกลี่ยไปให้ ๗๖ จังหวัด อันนี้คือโครงสร้างงบประมาณแล้วก็ประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ ที่เดียวนะครับ ประเทศไทยผมคิดว่าต้องรวมทุกภูมิภาคของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้จึงเป็นที่มาของเหตุที่ผมต้องตัดเพราะว่าประการต่อมา ที่ผมเห็นได้ชัดก็คือมีการกระจุกตัว ไม่กระจายตัว ซึ่งอันนี้ขัดรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เราระบุว่าไว้เลยประชาชนต้องมีโอกาสได้รับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะได้รับการเจริญเติบโตจากงบประมาณก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ว่า ๗๔ เปอร์เซ็นต์เป็นงบที่มากระจุกตัวในกรุงเทพฯ แล้วก็งบกลางที่อยู่ในมือของท่านนายก แล้วก็ประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์นี่มีการกระจายตัวไปในจังหวัดต่าง ๆ และบนจังหวัดต่าง ๆ ที่กระจายตัวส่วนใหญ่ก็จะกระจายตัวเป็นแบบกระจุกตัวอย่างที่มีท่านกรรมาธิการสงวน ได้พูดไปก็คือไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาลนี้ กับ ส.ส. ที่อยู่ในรัฐบาลนี้ ส่วนในพื้นที่ที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามยถากรรมเหมือนเดิม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประการสำคัญที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ที่จะให้อภัยกับการงบประมาณไม่ได้ ก็คือการบริหารงบประมาณที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ เกิดต้นทุนดอกเบี้ยสูง อย่างผม ยกตัวอย่างให้เห็นคือเงินที่มาลงทุนทั้งหมดเป็นเงินกู้เงิน เงินกู้ไม่ได้กู้มาเปล่า ๆ เป็นเงินกู้ ที่มีดอกเบี้ย แล้วดอกเบี้ยในสภาที่นี้ท่านประธานได้กรุณาตามเอกสารให้ผมก็พบว่า มีดอกเบี้ยอยู่ร้อยละ ๒.๔-๒.๕ ขณะที่เงินฝากของประชาชนเวลาไปฝากกับแบงก์ร้อยละ ไม่ถึงสลึง ประมาณสลึงเดียว ก็คือธนาคารก็หากินกับการให้รัฐกู้ แต่รัฐกู้ก็จำเป็นต้องกู้ แต่กู้มาแล้วกลับไม่ใช้เพราะว่าประชาชนคือผู้มีเสียงที่ไม่มีเสียง ดังนั้นเงินจึงกระจุกตัว ผมจึงยกตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบกลางจึงเป็นงบที่มีการค้างท่อมากที่สุด จากเหตุผล ดังกล่าวครับ ผมจึงขอสงวนตัดไว้ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ดังที่กล่าวข้างต้นครับเพื่อนำไปใช้ ในส่วนที่จำเป็นครับ ขอบพระคุณมากครับ