อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงความเหมาะสมของวงเงินงบประมาณปี 2566 ที่ 3.185 ล้านล้านบาท โดยยืนยันความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย พร้อมเน้นความจำเป็นในการจัดสรรงบเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากท่องเที่ยวและการส่งออก แม้ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์พลังงานและอาหารโลก ขณะเดียวกันย้ำถึงการบริหารจัดการหนี้อย่างรอบคอบ การขยายเพดานหนี้เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และความคืบหน้าในการเรียกคืนงบประมาณตามมาตรา 28 เพื่อรักษาวินัยการคลังอย่างมั่นคง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตเรียนชี้แจงสั้น ๆ นิดหนึ่งครับ เรื่องที่มีประเด็นในการอภิปรายในเรื่องของ ประมาณการรายได้ แล้วก็เรื่องของรายจ่าย และมีข้อเสนอในเรื่องของการปรับลด งบประมาณปี ๒๕๖๖ ก็เรียนว่าโดยในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณปี ๒๕๖๖ ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นั้นก็มีความเห็นในเรื่องของการยืนยัน ในเรื่องของวงเงินงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นวงเงินที่มีความเหมาะสม ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการ
ประการที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของความจำเป็นของหน่วยรับงบประมาณและการ จัดสรรให้กับงบลงทุนนั้นอย่างเพียงพอ ซึ่งก็มีประเด็นเยอะในเรื่องของการจัดสรรตรงนี้ ที่ท่านสมาชิกได้มีการประชุม แล้วก็มีการยกในข้อหารือเรื่องของญัตติต่าง ๆ ประเด็นเรื่อง ของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ทั่วถึง หรือมีการชำรุดเสียหายนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีการจัด งบประมาณให้กับในเรื่องของการปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด อีกเหตุผลหนึ่งก็คือในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินในงบประมาณแผ่นดินในช่วง ของเศรษฐกิจนั้นที่กำลังฟื้นตัว ต้องเรียนว่าในกรณีของเศรษฐกิจบ้านเรานั้นอาจจะเป็นการ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ซึ่งอันนี้ชัดเจนว่าจากดัชนีตัวชี้วัด หรือตัวเลขในเรื่องของการท่องเที่ยว ในปีนี้นั้นก็ดีขึ้นโดยลำดับโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งก็มีการคาดการณ์โดยกระทรวง การท่องเที่ยวนั้นก็คาดการณ์ว่าประมาณ ๖-๘ ล้านในปีนี้เราจะทำได้ แม้กระทั่งบางรายนั้น ก็บอกว่าในช่วง ๕ เดือนสุดท้ายนั้นก็อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวนั้นเพิ่มขึ้นมามากอาจจะไปถึง ๘ ล้านถึง ๑๐ ล้านนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวเลขการคาดการณ์ แต่เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มดีขึ้นซึ่งก็จะนำมาในเรื่องของรายได้ ในเรื่องของการจัดเก็บของ รัฐบาล ในส่วนปี ๒๕๖๖ ซึ่งปี ๒๕๖๖ นั้นทั้ง ๒ เรื่อง คือเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก ก็จะมีความขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็เป็นที่มาของรายได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยในเรื่องของความ ไม่แน่นอนอยู่อย่างน้อยก็ ๒ เรื่อง คือเรื่องของราคาพลังงาน ซึ่งขณะนี้นั้นถ้าหากเราดูตัวเลข ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้นั้นราคาก็ค่อนข้างที่จะออกไปในทางที่ปรับตัวลดลงอยู่ต่ำกว่า ๑๐๐ เหรียญต่อสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้บอกว่ามันจะต่ำอย่างนี้ตลอดไปก็ยังมี ความไม่แน่นอนอยู่ ส่วนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องแนวโน้มในเรื่องของราคาทางด้านอาหารใน ตลาดโลกนั้นก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ แต่สิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็คือส่วนของรายได้จากภาคการ ส่งออก สิ่งที่เราจะต้องเติมเต็มเข้าไปก็คือในเรื่องของการใช้จ่ายในภาคการลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นหากดูในเรื่องของกรณีเรื่องของรายได้ของการจัดเก็บ ของรัฐบาลในปี ๒๕๖๕ จนถึงขณะนี้นั้นก็ยังสามารถเก็บรายได้มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ และสูงกว่าการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๔ ก็เป็นสิ่งที่ สะท้อนให้เห็นเรื่องของความสามารถในการจัดเก็บรายได้ซึ่งก็เป็นที่มาว่าจากการจัดเก็บ รายได้ที่เกินเป้าตรงนี้ก็สามารถที่จะนำส่วนหนึ่งนั้นมาช่วยในเรื่องของการลดภาษีให้กับราคา น้ำมัน ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งก็อย่างที่เรียนว่าเราก็จะติดตามสถานการณ์เป็นช่วง ๆ ไป ดูทั้งด้านความเพียงพอของรายได้ การจัดเก็บ กับในเรื่องของขีดความสามารถในการที่จะเข้า ไปช่วยในเรื่องของการพยุงราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาสำหรับในเรื่องของการเพิ่มต้นทุน ให้กับราคาสินค้าต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นประเด็นที่อยากจะเรียนชี้แจงว่าก็มีความมั่นใจว่า ในปี ๒๕๖๖ นั้นนอกเหนือจากการลงทุนของภาครัฐ การลงทุนของภาคเอกชนตามนโยบาย ของรัฐบาลนั้นก็จะก่อให้เกิดในเรื่องของการกระตุ้นในเรื่องของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๕
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในเรื่องของมาตรการทางด้านการคลัง ซึ่งท่านสมาชิก ก็ได้มีการอภิปรายถึงในเรื่องของข้อจำกัดในเรื่องของการก่อหนี้ เรื่องของการใช้จ่ายที่อาจจะ เกินตัวไป ซึ่งก็ชัดเจนอยู่ใน ๒ ประเด็นว่าเรื่องของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ กับในเรื่องของ ระดับหนี้สาธารณะของประเทศ กับในเรื่องของการใช้วงเงินในมาตรา ๒๘ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าทางกระทรวงการคลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังในเรื่องของการขยายเพดานตรงนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับทางรัฐบาล ว่าในกรณีที่มีความจำเป็นนั้นรัฐบาลก็สามารถที่จะในกรณีที่จำเป็นนะครับ หรือกรณี ที่ฉุกเฉินก็สามารถที่มีพื้นที่ทางการคลังในการที่จะทำงานโดยใช้งบประมาณที่อยู่ นอกเหนือจากงบประมาณนี้ได้นะครับ ซึ่งหนี้สาธารณะนั้นขณะนี้ก็อยู่ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำให้ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ การขยายนั้นก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ เพียงแต่ว่ากรณีที่จำเป็นเราก็จะคุมไว้ให้อยู่ใน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ มาตรา ๒๘ นั้นมติคณะกรรมนโยบายก็ชัดเจนนะครับว่าให้กระทรวงการคลังนั้นเรียกเก็บ เรียกคืนวงเงินที่ได้มีการอนุมัติไป อนุมัติให้ใช้วงเงินล่วงหน้าไปนั้นให้ปิดโครงการต่าง ๆ ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ก็เราก็ปิดโครงการแล้วก็เรียกวงเงินคืนได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐- ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นมาตรการที่รัฐบาลและทางกระทรวงการคลังได้ดำเนินการอยู่ ในขณะในนี้นะครับ เพื่อที่จะให้ความมั่นใจว่าในเรื่องของการบริหารในเรื่องของหนี้กับเรื่อง ของการใช้จ่ายเงินงบประมาณ นอกงบประมาณนั้นมีอยู่ในระดับที่รักษาวินัยการเงินการคลัง ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ