ศิริกัญญา ตันสกุล หารือปัญหางบประมาณที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความผิดพลาดในการประมาณการรายได้ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติหนี้กองทุนประกันวินาศภัยที่มีภาระสูงถึง 65,000 ล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนเหลือเพียง 5,600 ล้านบาท จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณรวม 50,000 ล้านบาท และนำรายได้ส่วนเกินไปใช้ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉันขอใช้สไลด์ (Slide) นะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สำหรับมาตรา ๔ อยากจะขอ ปรับลดงบประมาณในภาพรวมอีกราว ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ดิฉันเองก็เป็น หนึ่งในคณะกรรมาธิการนะคะแล้วก็ต้องขอยอมรับว่าอาจจะทำหน้าที่ได้ไม่เพียงพอที่จะ โน้มน้าวกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ปรับลดงบประมาณได้เพิ่มเติมได้อย่างที่ใจคิดนะคะ จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอเสียงของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ค่ะ
เรื่องแรกก็คือเรื่องของความไม่แน่นอนที่จะเป็นภาพในอนาคตที่เราจำเป็น ที่ต้องเจอในระยะเวลาที่อาจจะไม่ไกล เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและ การประมาณการรายได้มีการประมาณการไว้ตั้งแต่ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จนถึงทุกวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นตัวเลขเฉพาะของปี ๒๕๖๕ จีดีพี (GDP) ที่เราเคยคิด เคยเขียนไว้เอกสารประมาณว่าจะขยายตัว ๔ เปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้สภาพัฒน์ เพิ่งแถลงตัวเลขว่าคาดการณ์ว่าสำหรับปีนี้ทั้งปีจีดีพี (GDP) จะขยายตัวเพียงแค่ ๒.๙๕ ยังไม่ต้องพูดถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแต่จะอ่อนค่าลงนะคะ หรือว่าราคาน้ำมันดิบที่เคย ประมาณการไว้ที่ ๗๗ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วันนี้ขึ้นไปถึง ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว แต่นั่นคือตัวแรกของปี ๒๕๖๕ มาดูตัวเลขของปี ๒๕๖๖ ค่ะเราก็ยังคงเจอการประมาณการ ที่ผิดพลาด ซึ่งดิฉันเข้าใจได้ว่าโลกมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ขอหน้าถัดไปค่ะ จีดีพี (GDP) ที่เคยคิดว่าจะขยายตัว ๓.๗ ทั้งปีของปี ๒๕๖๖ ตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้ตามนั้น แล้วนะคะ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกก็กำลังเผชิญกับปัญหาของเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่ที่ดิฉันใส่ตัวสีเขียวไว้เดี๋ยวดิฉันจะ อธิบายตามมา หน้าต่อไปค่ะ ทำให้ประมาณการรายได้น่าจะมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นแล้วก็มี โอกาสที่จะลดลงเช่นเดียวกันนะคะ ปัจจัยที่เป็นบวกต่อรายได้รัฐ อย่างเช่นราคาน้ำมันดิบ อาจจะกระทบกับปัญหาของประชาชน ต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่เป็นบวกสำหรับรายได้ ภาครัฐเพราะว่ารัฐจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจากน้ำมัน จากรายได้ สัมปทานปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนะคะ โดยที่รวมกับอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนลง แล้วก็ทำให้ราคาน้ำมันเมื่อคิดเป็นเงินบาทยิ่งแพงขึ้นไปอีกนะคะ น่าจะทำให้กรมสรรพากร สามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นราว ๆ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อดูจากสมมติฐานค่าเซนซิทิวิตี อานาลิสิส (Sensitivity Analysis) ที่ทางกระทรวงการคลังได้เคยทำไว้ แต่ปัจจัยด้านลบก็มี จีดีพี (GDP) ที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนต้นปี ๒๕๖๕ หรือว่าเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะชะลอตัวเมื่อเกิดเงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก รวมถึงมาตรการการลดภาษีสรรพสามิตอีก ๕ บาทต่อลิตร ที่ยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไร ตรงนี้ก็จะทำให้รายได้รัฐในอนาคตอาจจะลดลง ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่พอนะคะนี่คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการประมาณการ รายได้ที่ไม่สามารถที่ตอบสนองกับเศรษฐกิจที่ผันผวน ยังมีความท้าทายอยู่ตรงหน้าอีก ๓ ประการ อย่างแรกค่ะ หน้าถัดไปค่ะ ก็คือเรื่องของหนี้อื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนี้สาธารณะคือหนี้ ตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งเสมือนกับการให้บัตรเครดิตกับ นายกรัฐมนตรีที่จะสามารถรูดได้ ซึ่งตอนนี้นายกรัฐมนตรีรูดได้ใกล้เต็มวงเงินเต็มที่แล้วนะคะ วงเงินของปี ๒๕๖๖ จะอยู่ที่ประมาณ ๑.๑๑ ล้านล้านบาท แต่ว่าใช้ไปแล้ว ๑.๐๗ นะคะ ก็คือสเปซ (Space) ที่ยังจะสามารถกู้ได้เพิ่มจากหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อย่างเช่นรัฐวิสาหกิจ หรือว่า ธ.ก.ส. ก็เหลืออยู่น้อยเต็มทีนะคะ คิดจากที่จะใช้หนี้คืนในปีนี้แล้วก็ยังจะกู้ใหม่ได้ เพียงแค่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพียงพอหรือไม่กับการที่จะทำโครงการประกันรายได้ และมาตรการคู่ขนานต่อเนื่อง เพราะว่าปีที่แล้วใช้เงินมากถึง ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เรา ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ หน้าถัดไปค่ะ นอกจากนี้ล่าสุดเมื่อวานนี้เองกองทุนน้ำมันก็ได้มีการออกมติ ครม. เพื่อที่จะ ออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน ในวงเงินสูงถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แถมยังบอกว่าจะอนุมัติงบกลางอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้บริหารจัดการระหว่างที่รอ ดิฉันย้อนกลับไปดูว่างบกลางตอนนี้เหลือเท่าไร ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๕ อนุมัติไว้ที่ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท มีการอนุมัติให้ใช้จ่ายไปแล้ว ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท มีภาระที่จะต้องชดเชยงบบุคลากรที่ตั้งไว้ไม่เพียงพออีกราว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็น เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ๆ ว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะหามาจากไหน ถ้าไม่ใช่จาก งบประมาณปี ๒๕๖๖
หน้าต่อไปอันสุดท้าย เรื่องของยอดหนี้กองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งตอนนี้ พุ่งไปแล้ว ๑๐ เท่าของเงินกองทุน เงินกองทุนมีอยู่เพียงแค่ ๕,๖๐๐ ล้านบาท แต่ยอดหนี้ จากเจ้าหนี้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าราย รวม ๆ แล้ว ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนว่ากองทุนประกัน วินาศภัยไม่สามารถที่จะใช้หนี้ได้จากเงินที่อยู่ในกองทุนอยู่แล้วก็จำเป็นที่จะต้องกู้เพิ่ม แต่ก็ยังสารภาพกับหนังสือพิมพ์หลาย ๆ แห่งว่ายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าสุดท้าย ใช้ไม้ตายเดิมเดียวกับกองทุนน้ำมันก็คือให้กระทรวงการคลังเป็นคนค้ำประกันอีก สุดท้ายหนี้ ทั้งในส่วนของกองทุนน้ำมัน และหนี้ในส่วนของกองทุนประกันวินาศภัยก็จะตกเป็นหนี้ สาธารณะด้วย แน่นอนว่าถ้าสุดท้ายแล้วทางกองทุนทั้ง ๒ กองทุนยังไม่มีความสามารถที่จะ ชำระหนี้ได้ก็จะกลายเป็นภาระในงบประมาณเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพจากที่ดิฉัน พูดมาทั้งหมดนี้เพื่อฉายให้เห็นว่ามันมีความท้าทายในด้านงบประมาณที่กำลังรอเราอยู่ แล้วเราไม่สามารถที่จะจัดการกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ปัจจัยภายนอกได้เลย ดังนั้น จึงขอปรับลดงบประมาณที่ท่านพริษฐ์ได้พูดไปแล้วว่ามีความไม่จำเป็น ซ้ำซ้อน กระจุกตัว ให้ลงได้อีกราว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ที่เหลือไม่ใช่ว่าเอาเข้างบกลางแต่ให้ออกเป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น และความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอบพระคุณค่ะ