วรภพ สนับสนุนตัดงบกลาโหม 10% ผลักดันเงินนอกงบเข้าระบบโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายสนับสนุนการตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเงินนอกงบประมาณที่มาจากการดำเนินธุรกิจของกองทัพ เช่น บ่อน้ำมัน สนามกอล์ฟ โรงแรม และปั๊มน้ำมัน ซึ่งไม่มีการเปิดเผยหรือตรวจสอบได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรของรัฐ.

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนการตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เหตุผล ก็คือว่าทุกวันนี้กระทรวงกลาโหมมีเงินนอกงบประมาณ ผมคำนวณเร็ว ๆ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ดังนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่ควรจะต้องตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้เพื่อให้เอาเงินนอกงบประมาณมาเป็นเงินในงบประมาณนะครับ แล้วก็ ให้กระทรวงกลาโหมเอาเงินก้อนนี้ไปสร้างเป็นสวัสดิการประชาชนแทนนะครับ แล้วก็เงิน นอกประมาณที่ผมกำลังจะอภิปรายนี้จริง ๆ ถ้าเรียกให้มันถูกต้องบอกว่ามันคือเงินของ นอกงบประมาณ เพราะว่ามันไม่ใช่เงินที่อยู่ในงบการเงินของกระทรวงกลาโหมที่รายงาน ออกมานะครับ เพราะว่าเงินนอกประมาณที่รายงานไว้นั้นส่วนใหญ่เป็นรายได้ของ โรงพยาบาลของกองทัพซึ่งมีการรายงานอยู่ แต่ที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้มันคือธุรกิจกองทัพ พาณิชย์ที่ว่าไม่มีการรายงาน ไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำมัน สนามกอล์ฟ โรงแรม สนามม้า สนามมวย ค่าเช่า สถานีวิทยุ ปั๊ม รายได้เหล่านี้ไม่มีการ เปิดเผยนะครับ มีแต่คำอ้างว่าเอามาเป็นสวัสดิการกองทัพ ซึ่งก็ควรจะต้องตั้งคำถามได้แล้ว ว่านี่มันเป็นสวัสดิการของใคร ของนายพล ขุนศึกศักดินาหรือเปล่า เพราะทำไมถึงไม่มีการ เปิดเผย อย่าว่าแต่สภาเลยนะครับ สตง. ก็ตรวจสอบไม่ได้นะครับ เพราะว่ากองทัพนี้อ้างมา ตลอดว่ากองทัพตรวจสอบกันเองนะครับ ถ้าเป็นสวัสดิการจริงทำไมถึงตรวจสอบไม่ได้ ที่ตลกร้ายที่สุดก็อาจจะเป็นคะแนนความโปร่งใสของ ป.ป.ช. ที่ให้กระทรวงกลาโหม ทุกหน่วยงานผ่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็ค่อนข้างย้อนแย้งกับข้อมูลที่ผมได้รับรู้มา แล้วถ้าเงินนอกของนอกงบประมาณถ้าถามว่ามันเยอะแค่ไหนผมอาจจะลองไล่ให้ดูทีละก้อน เริ่มจากบ่อน้ำมัน จริง ๆ เราก็มีความพยายามสื่อสารกับประชาชนมาตลอดว่าคนไทยต้องใช้ น้ำมันแพง เพราะว่าเราไม่มีบ่อน้ำมัน แต่จริง ๆ มันมีครับ เพียงแต่ว่าโชคร้ายหน่อยที่บอก น้ำมันนั้นมันอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ ทรัพยากรควรจะเป็นของประชาชนมันก็เลย กลายเป็นรายได้ของนายพลนะครับ เพราะว่ามันมีบ่อน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงพลังงานเขาก็มีข้อมูลยืนยันมาชัดเจนนะครับว่าวัน ๆ หนึ่งกองทัพขุดน้ำมันมากลั่น ได้ถึง ๕๔๐ บาร์เรลต่อวัน ถ้าคำนวณออกมาให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือประมาณ ๘๖,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ต่อให้เอาคิดว่าคุณภาพน้ำมันอาจจะเป็นเกรดที่ไม่ค่อยดี ก็คือได้เป็นน้ำมันเกรดน้ำมันเตา เสียเยอะ คิดคำนวณเร็ว ๆ ต้นทุนถูก ๆ เลยก็ได้ออกมาเป็นรายได้ ๖๐๐ ล้านบาทต่อปี อย่างที่บอกว่า ๖๐๐ ล้านบาทนี้จริง ๆ มันควรจะเป็นทรัพยากรของประชาชนทุกคน แต่น่าเสียดายโชคร้ายครับมันก็เลยกลายเป็นรายได้ของนายพล หรือแม้กระทั่งสนามกอล์ฟ ๓๖ แห่ง อันนี้คือเฉพาะที่กองทัพบกเปิดเผยออกมานะครับ ยังไม่รวมของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ที่ไม่มีการเปิดเผยออกมาเลยนะครับ และที่กองทัพบกเขาเปิดเผยมาจริง ๆ เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องเท้าความว่าเพราะมันมีเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ซึ่งก็เป็นจังหวะที่มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพนะครับ ผบ.ทบ. ในขณะนั้นก็มาพูดกับ กรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งตอนนั้นผมก็เป็นกรรมาธิการงบด้วยนะครับ พูดเสียงแข็งเลยครับ ๓ เดือนจะเปิดเผยออกมาว่าเงินนอกงบประมาณพวกนี้มีเท่าไรบ้าง นี่รอมา ๓ ปีแล้วครับ ยังไม่เห็นวี่แววนะครับ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นว่าเป็นทางสื่อหรือแมตเทอร์ (Matter) ครับ ต้องใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารถึงได้ข้อมูลตรงนี้มา ก็ได้รู้ครับว่ากองทัพมีสนามกอล์ฟ ๓๖ แห่งนะครับ อย่างที่บอก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ไม่เปิดเผยนะครับ ซึ่งผมก็ต้อง ตั้งเป็นคำถามครับ นี่มันกลาโหมหรือกลุ่มทุนอสังหานะครับ สนามกอล์ฟแต่ละที่ใจกลางเมือง ทั้งนั้นนะครับ แล้วก็จริง ๆ ผมตั้งเป็นข้อสงสัยนะครับว่ารายได้ที่แจ้งจริงไหม เพราะว่า เปิดเผยออกมาสนามกอล์ฟอย่างที่รามอินทรา ๕๐๐ ไร่ แจ้งรายได้เพียง ๑๕๐ ล้านบาทต่อปี นี่คำนวณออกมากลายเป็นว่าสร้างรายได้ ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี นี่ขนาดที่ที่รามอินทรา ตรงเมืองนี่ครับ ดังนั้นมันน้อยมากถ้าเทียบกับศักยภาพของมันนะครับ นอกจากนี้กองทัพ มีโรงแรมอีก ๕ แห่งครับ สนามม้า ๑ แห่ง สนามมวย ๑ แห่ง รายได้รวมกลม ๆ ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ก็เหมือนกันครับ เข้ากระเป๋าใครครับ ปั๊มอีกจำนวนมากนะครับ แล้วก็ยังไม่รวมถึงที่ดินราชพัสดุครับ ที่ดินราชพัสดุทั้งหมดประเทศไทยเรามี ๑๒ ล้านไร่ครับ ธนารักษ์เขาก็เปิดเผยมาครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในความครอบครองของกองทัพก็คือ ประมาณ ๖ ล้านไร่นะครับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่อะไรเยอะขนาดนั้นนะครับ เพราะว่าต่อให้มี พื้นที่กำลังพลซ้อมรบอะไรนี่ ผมคิดว่าไม่ควรจะเกินล้านไร่ด้วยซ้ำนะครับ แล้วก็ถ้าเรามาคิด ง่าย ๆ ครับ ถ้าวันนี้เราให้ชาวบ้านเขาเช่าทำเกษตร ที่ดินทำกินที่ขาดแคลนจำนวนมากครับ ไร่ละพันบาท นี่ก็คือ ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะครับ ที่จะเกิดขึ้นจากที่ดินกองทัพที่ไม่มีการถูก ใช้ประโยชน์อยู่นะครับ หรือแม้กระทั่งค่าเช่าประชาชนวันนี้เป็นแสน ๆ รายนะครับที่เช่าที่ กองทัพอยู่ครับ ซึ่งแน่นอนครับ ก็ไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการรายงานว่ารายได้ตรงนี้เข้ากระเป๋า ใครนะครับ นี่ยังไม่รวมสถานีวิทยุกองทัพบกครับ อันนี้ไม่เคยมีการเปิดเผยมานะครับ สถานีโทรทัศน์ ทีวี (TV) กองทัพบกนะครับ ที่วันนี้ผู้ถือหุ้นยังเป็นนายพลอยู่ ทั้ง ๆ ที่ก็ใช้ สินทรัพย์ราชการครับ คือมันเลยกลายเป็นว่าแทนที่รายการเงินนอกงบประมาณเหล่านี้ สินทรัพย์เหล่านี้ ถ้าถูกเปิดเผยออกมา ถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จริง ๆ มันสามารถตัดลบงบประมาณของกลาโหมแล้วก็มาสร้างเป็นสวัสดิการประชาชนได้อีกอย่าง น้อย ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วมันก็กลายเป็นว่ากองทัพกลายเป็นหน่วยงานที่มี อภิสิทธิ์พิเศษ คือเอาสินทรัพย์แผ่นดินมาสร้างรายได้ให้กับเหล่านายพล ขุนศึก ศักดินานี่ครับ ไม่ต้องมาตรวจสอบครับ ไม่ให้เกิดการตรวจสอบอ้างเป็นสวัสดิการกองทัพอย่างเดียวนะครับ และสุดท้ายที่ผมว่ามันเป็นประเด็นสำคัญครับ คือมันเป็นการเบี่ยงเบนโฟกัส (Focus) ของกองทัพให้ออกจากภารกิจหน้าที่ในการป้องกันประเทศครับ กลายเป็นว่ากองทัพวัน ๆ ก็หมกมุ่นอยู่แค่ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของกองทัพพาณิชย์ของตัวเองนะครับ ทั้งที่ไม่ใช่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ความถนัด แต่เป็นขุมทรัพย์ของเหล่านายพลนะครับ วันนี้จริง ๆ ก็อยากให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับ หรือแม้กระทั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งโพยมาก็ได้นะครับ ว่าที่ผม อภิปรายไปนี่ไม่ถูกต้องอย่างไร ว่าเงินนอกของนอกงบประมาณมันเป็นมูลค่าเท่าไร แล้วทำไมถึงไม่มาเป็นเงินงบประมาณประจำปีครับ ขอบคุณครับ