ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตงบกลาโหม ชี้ไร้ประสิทธิภาพ-เสนอตัดลดเพิ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะการเพิ่มงบบุคลากรร้อยละ 6 ทั้งที่ไม่มีการเพิ่มอัตรากำลัง และการเบิกจ่ายที่ต่ำกว่าเป้าในหลายส่วน พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ความโปร่งใสในการเข้าถึงเอกสารที่ถูกจำกัดด้วยข้ออ้างเรื่องความลับ และการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่เลี่ยงการตรวจสอบ จึงเสนอให้ตัดงบประมาณเพิ่มเติมและกำหนดวงเงินใหม่ที่ 83,757 ล้านบาทตามมาตรา 8 เพื่อให้เกิดความรัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับกระทรวงกลาโหม ดิฉันขอตัดปรับลดลงเหลือ ๘๓,๗๕๗ ล้านบาทค่ะ ท่านประธานคะในชั้นกรรมาธิการนี้ กระทรวงที่ถูกตัดงบลดประมาณลงมากที่สุดก็คือกระทรวงกลาโหมอยู่ที่ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท จากยอดที่ตัดได้ทั้งหมด ๗,๖๔๔ ล้านบาทค่ะ ถ้าดูอย่างนี้ท่านประธาน อาจจะเห็นอกเห็นใจกระทรวงกลาโหมขึ้นมาว่า โฮถูกตัดมากที่สุดนะเกือบครึ่งหนึ่ง ที่กรรมาธิการตัดได้มาจากกระทรวงกลาโหม แต่ในความเป็นจริงแล้วปีนี้ไม่ใช่เป็นปีที่ กลาโหมถูกตัดเยอะมากอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ว่ายอดรวมที่กรรมาธิการกับอนุกรรมาธิการ สามารถตัดได้มันน้อยมากกว่าทุกปี เรียกว่าน้อยที่สุดในรอบ ๔ ปีที่ดิฉันเป็นกรรมาธิการ งบประมาณมาเลยก็ว่าได้ ๔ ปีที่เป็นอายุของสภาชุดนี้เลยนะคะ ปีที่แล้วขนาดเป็นปีที่ งบประมาณเหลือน้อยวงเงินรวม ๓.๑ ล้านล้านบาท เราก็ยังสามารถที่จะตัดงบกลาโหมได้ถึง ๓,๓๔๕ ล้านบาท แสดงว่าปีนี้กรรมาธิการอาจจะไม่ขยันที่จะตัดงบประมาณสักเท่าไรนะคะ แต่ว่าถึงแม้ว่าจะตัดไปแล้ว ๒,๘๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็ยังเห็นว่ายังมีอีกหลายส่วนที่ยังสามารถ ที่จะตัดเพิ่มได้ถ้ากรรมาธิการหรือว่าอนุกรรมาธิการได้ใส่ใจในรายละเอียดมากจริง ๆ เราจะเห็นปัญหาของความด้อยประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของกลาโหมอย่างมาก ก่อนที่จะไปชี้ให้เห็นว่าความด้อยประสิทธิภาพของกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างไร ดิฉันขอแวะ เรื่องหนึ่งก่อนนะคะ ท่านกรรมาธิการสมชัย ขออภัยที่เอ่ยนามนะคะได้มีการทวงถามเอกสาร คำถาม คำตอบต่าง ๆ ที่จะได้จากกระทรวงกลาโหม เพราะว่านี่ก็ผ่านมา ๑ เดือนแล้วสำหรับ อาจารย์สมชัยแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ ต้องบอกท่านกรรมาธิการสมชัยว่าดิฉันรอมา ๓ ปี กับคำตอบของกระทรวงกลาโหมที่ให้ไปแต่ละปี ๓ ปีผ่านไปก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบได้อย่าง ครบถ้วน อาจจะมีการเลือกตอบบางคำตอบที่เป็นที่น่าพอใจ และถ้าใครอยู่มาตลอดจะรู้ว่า การเรียกเอกสาร การได้เอกสารจากกระทรวงกลาโหมนั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ปีแรกที่ดิฉันเป็น กรรมาธิการทุกอย่างอยู่ในเอกสารชี้แจงมาเป็นซองอย่างดีแล้วกรรมาธิการสามารถนำ เอกสารกลับบ้านได้ ต่อมาไม่กี่เดือนค่ะเรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ เวทีนั้นเป็นเวทีแรกค่ะที่กลาโหมเริ่มใช้เทคนิคการใช้เอกสารลับ แล้วก็เรียกกลับ จากนั้นมาก็มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จากเอกสารลับเฉย ๆ รับแล้วเรียกคืน เป็นเอกสารลับและลับมากและเรียกคืน จนถึงวันนี้เราแทบจะไม่เหลือเอกสารอะไรที่จะเก็บ เป็นที่ระลึกจากการพิจารณางบกระทรวงกลาโหมอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะว่าทุกอย่างเป็น เอกสารลับและลับมากและเรียกคืนแทบทั้งหมด แม้แต่ในชั้นอนุกรรมาธิการซึ่งต้องใช้ เอกสารจำนวนมาก เนื่องจากงบกลาโหมมีปริมาณมาก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จะต้อง พิจารณาเอกสารมาเป็นแฟ้ม ๆ ได้ดูประมาณ ๑๐ นาที ถ้าไม่เรียกขอก็ไม่ได้ แล้วก็เรียกเก็บคืน ถ้าอ่านไม่เสร็จไม่ให้คืนนี้ก็มายืนเฝ้าจนกว่าเราจะอ่านเสร็จแล้วก็จะขอแฟ้มกลับคืนไปนะคะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ต้นก็คือเรื่องของงบบุคลากร ของกลาโหมที่โตเอา ๆ นะถึงแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่กลาโหมยินยอมพร้อมใจตัดลดงบประมาณ ของตัวเองลงในทุก ๆ หน่วยงานรับงบประมาณ แต่ว่างบบุคลากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้รับคำตอบในห้องกรรมาธิการว่ากระทรวงกลาโหมไม่ได้เพิ่มจำนวนบุคลากรในปีนี้ แต่งบที่เพิ่มขึ้นนั้นก็คือการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ซึ่งปีนี้ปรับขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ก็ไม่แน่ใจว่าข้าราชการกระทรวงอื่น ข้าราชการสังกัดอื่นนั้นได้เงินเดือนขึ้นเฉลี่ยที่ ๖ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เพราะนี่มันคือ ๒ ขั้นเต็มเลยด้วยซ้ำไปที่เป็นค่าเฉลี่ย แสดงว่าจะมี ข้าราชการของกระทรวงกลาโหม จะมีนายทหารบางส่วนที่ได้มากกว่า ๒ ขั้นใช่หรือไม่ มาที่ประเด็นของความด้อยประสิทธิภาพค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เรื่องง่าย ๆ เลยค่ะ คือเรื่องของ การเบิกจ่าย ซึ่งนี่น่าจะเป็นเรื่องที่อนุกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการควรจะต้องดูเป็น อย่างแรก ถ้ายังเบิกจ่ายไม่ได้ก็ไม่ควรจะได้รับเงินเพิ่มไป ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการ สนับสนุนการส่งกำลังบำรุง และซ่อมบำรุง และผลิตเพื่อแจกจ่ายนี้มีอยู่ในทุกกองทัพ และเป็นงบที่มีคำอธิบายเพียงแค่บรรทัดเดียว ขอย้ำว่าของบประมาณรวม ๆ แล้วเป็น หมื่นล้านบาทแต่คำชี้แจงมีเพียงแค่บรรทัดเดียว แต่ถ้าไปดูในการเบิกจ่ายจริงค่ะ นี่คือเบิกจ่ายจริงสุดท้ายแล้วเพราะว่าเป็นข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ก็จะพบว่ากองทัพไม่เคยเบิกจ่ายครบ โดยเฉลี่ยแล้วของปี ๒๕๖๓ ทั้ง ๓ เหล่าทัพจะอยู่ที่ ประมาณแค่ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๔ เพิ่มขึ้นมาหน่อยเป็น ๗๔ เปอร์เซ็นต์ งบของ ปี ๒๕๖๕ ยังไม่ครบปีก็ใช้ไปได้แค่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงผลของการเบิกจ่าย จริง ๆ แล้วกรรมาธิการควรจะต้องตัดลดงบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน การส่งกำลังบำรุงลงได้อีกร่วม ๆ ๒,๔๐๐ ล้านบาท แต่ก็น่าเสียดายว่าสุดท้ายในส่วนนี้ เราปรับลดไปได้เพียงแค่ ๖๐ ล้านบาท กองทัพบกไม่ได้ตัดเลย กองทัพเรือกับกองทัพอากาศ ตัดไปแค่กองทัพละ ๓๐ ล้านบาท

ประเด็นต่อมาที่เป็นเรื่องของความไร้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ก็คือเรื่อง ของการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งแน่นอนว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่มี งบประมาณมากขนาดนี้ก็คงไม่สามารถที่จะกะเกณฑ์งบประมาณอะไรได้ตรงเป๊ะ ๆ อาจจะมี เหลือเศษเกินบ้าง ขาดบ้าง เกินบ้างก็ต้องมีโอนเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่สำหรับ กระทรวงกลาโหมแล้วดูจะเป็นเรื่องปกติมากจนเกินไป ในบางปีอย่างเช่นปี ๒๕๖๒ กองทัพเรือมียอดงบประมาณโอนเปลี่ยนแปลงสูงถึง ๒,๔๙๔ ล้านบาท นี่คือราว ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ถ้าจะคาดการณ์งบประมาณ กันไม่ได้ ต้องมาโอนเปลี่ยนแปลงกันเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแบบนี้ ดิฉันคิดว่า ก็คงต้องแชร์ความผิดกันด้วยระหว่างหน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณและหน่วยงาน อย่างเช่นสำนักงบประมาณที่ต้องดูแลการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามจริง นี่ล่ะค่ะ สุดท้ายแล้วการโอนเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นก็เท่ากับว่ากระทรวงกลาโหมสามารถที่จะใช้ งบประมาณไปทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านหูผ่านตาของสภา ไม่ต้องได้รับการอนุมัติจาก สภาก่อน เรามาดูว่ากองทัพบกชอบโอนเปลี่ยนแปลงไปอะไรบ้าง กองทัพบกมีการโอน เงินเดือนทหารค่ะ เงินเดือนที่ขึ้นทุกปีก็ใช้เหลือแล้วก็โอนไปเป็นค่าตอบแทนอาสาสมัคร ทหารพราน มาปีนี้มาขอซื้อกระสุนปืนใหญ่ก็แอบโอนเปลี่ยนแปลงไปเป็นการสร้างลาน สวนสนาม มีการโอนงบอาวุธยานเกราะล้อยางเฮลิคอปเตอร์ไปเป็นแฟลตนายทหาร มีการโอนงบซื้อปืนกลมินิกัน (Minigun) ไปซื้อรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก บางคนอาจจะคิดว่า เอ๊ะระเบียบของการโอนเปลี่ยนแปลงนี่มันโอนเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะโครงการที่อยู่ใน โครงการเดียวกันเท่านั้น แต่ก็ด้วยวิธีการทำงบประมาณแบบกลาโหม กลาโหมค่ะ โครงการหนึ่ง ก็จะกินนิยามค่อนข้างกว้างมาก แล้วเราก็เลยเห็นแบบนี้ที่สามารถจะโอนจากการซื้ออาวุธ ไปเป็นงบก่อสร้างได้อย่างปกติ ของกองทัพเรือยิ่งแล้วใหญ่ค่ะ มีการเปลี่ยนโอนกลับไป กลับมาในปีเดียวกันก็โอนงบที่จะซื้อเรือตรวจการณ์ไปเป็นซื้อเรือฟริเกต (Frigate) จากนั้น ก็โอนงบของเรือฟริเกต (Frigate) ไปเป็นงบประมาณซื้อยูเอวี (UAV) หรือว่าจรวดมิสไซล์ (Missile) แทน แล้วก็มีการโอนงบเรือดำน้ำ อันนี้น่าจะเป็นงบที่เหลือจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือว่าอะไรก็ตามไปซื้อเรือยกพลขึ้นบก แล้วก็เรือลากจูงด้วยซ้ำไป กองทัพอากาศนี่แทบไม่รู้ อะไรเลยนะคะ เพราะว่าเขียนเป็นประเภทงบประมาณอย่างเช่นค่าครุภัณฑ์สายพลาธิการ ซึ่งเราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย ดังนั้นมันคือการไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งดิฉันคิดว่าคนที่อนุมัติให้โอน เปลี่ยนแปลงก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกันนั่นก็คือสำนักงบประมาณค่ะ เป็นเหตุให้จำเป็น ที่จะต้องตัดงบเพิ่มให้เหลือ ๘๓,๗๕๗ ล้านบาท สำหรับงบกระทรวงกลาโหม มาตรา ๘ ขอบพระคุณค่ะ