พริษฐ์ วัชรสินธุ หารือประเด็นความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณและการใช้จ่ายของกองทัพ โดยเสนอให้ปรับลดงบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เลื่อนโครงการที่ไม่จำเป็น และทบทวนโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสในงบประมาณลับ รายได้จากธุรกิจทหาร และผลักดันนโยบายออฟเซตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงเสนอโอนภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญ
ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะ ขอเสนอปรับลดงบประมาณ และเลื่อนโครงการใหม่หลายส่วนออกไปในปีนี้ก่อนจนกว่า กองทัพจะสามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นได้ถึงความจริงจังและความจริงใจในการปฏิรูป ตนเองผ่าน ๕ ข้อพิสูจน์ดังต่อไปนี้ครับ
ข้อพิสูจน์ที่ ๑ คือการควบคุมขนาดของกองทัพแล้วก็งบบุคลากร กองทัพไทยนั้น นับเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร และนับวันก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อย ๆ ซึ่งสวนทางกระแสโลกนะครับ แล้วก็ทำให้สัดส่วนของงบบุคลากรนั้นสูงขึ้นถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด ซึ่งสูงสุดในรอบ ๖ ปี แม้ว่าท่านปลัดกระทรวงกลาโหม ก็จะยืนยันกับผมด้วยวาจาในชั้นกรรมาธิการว่าท่านก็เห็นถึงความจำเป็นในการลดจำนวน กำลังพล แต่ต้องยอมรับครับว่ากองทัพปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่ผมเรียกว่า นายพลล้น พลทหารเฟ้อครับ ในส่วนของอาการนายพลล้นต้องยอมรับว่ามรดกที่ตกทอดมาจากอดีต ได้ทำให้จำนวนนายพลในกองทัพไทยมีสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว ด้วยเงินเดือนและสวัสดิการที่สูง การที่กองทัพไม่สามารถควบคุมจำนวนนายพลในสังกัด ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ก็ส่งผลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของงบบุคลากร ในส่วนของ อาการพลทหารเฟ้อนะครับ นอกจากระบบเกณฑ์ทหารเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยการ ประกอบอาชีพของผู้มีเพศกำเนิดชายแล้ว แต่การมีอยู่ของการบังคับเกณฑ์ก็ยังทำให้กองทัพนั้น ไม่ละเอียดและไม่จริงจังพอในการลดจำนวนพลทหารที่ไม่จำเป็น เพราะเขารู้ครับเพราะถ้าขอ จำนวนเยอะ ๆ เผื่อไปก่อน พอถึงเวลาที่คนสมัครไม่ถึงยอดเขาก็ไปบังคับคนมาเป็นทหาร ในส่วนที่ขาดได้
ข้อพิสูจน์ที่ ๒ คือการตัดสิทธิพิเศษของนายทหารให้มาอยู่เหนือพลเรือน ผมไม่ปฏิเสธครับว่าทหารเป็นอาชีพที่สร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยได้แน่นอน แต่อาชีพอื่น ก็สร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยได้เช่นกันครับ ปัญหาของระบบราชการปัจจุบันคือการทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการพลเรือน และข้าราชการทหาร จนทำให้ทหารในระดับ นายพลนั้นได้รับสิทธิพิเศษด้านสวัสดิการและงบประมาณหลายอย่างเหนือข้าราชการ ในสายงานอื่น ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากระเบียบข้าราชการที่ไปกำหนดให้ทหารระดับนายพล ซึ่งรวมกันแล้วมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ คนภายในกระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียว มีลำดับ อาวุโสเทียบเท่ากับอธิบดีในกรมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงอื่นนั้นก็อาจจะมีอธิบดีรวมกันไม่ถึง ๑๐ คนต่อกระทรวง มันเลยเป็นความปกติที่ไม่น่าแปลกใจที่งบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับ ข้าราชการแทนที่รถประจำตำแหน่ง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ค่าตอบแทนเหมาจ่าย แทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง เลยกระจุกอยู่ที่กระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียวถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ขนาดผมยังไม่ได้รวมงบของรถควบคุมสั่งการที่อาจารย์สมชัยกล่าวไว้ เมื่อสักครู่เข้าไปนะครับ
ข้อพิสูจน์ที่ ๓ คือการโอนถ่ายภารกิจที่ไม่เกี่ยวกับทหารไปให้หน่วยงานอื่น ที่เชี่ยวชาญกว่า หลักสูตรการบริหาร ๑๐๑ มักจะพูดเสมอถึงการพุต เดอะ ไรท์ เพอร์ซอน อิน เดอะ ไรท์ จ็อบ (Put The Right Person In The Right Job) หรือว่าการมอบหมายงาน ที่ตรงกับความถนัดของแต่ละคน หรือว่าหน่วยงาน แต่ปัจจุบันหลายโครงการที่กองทัพขอรับ งบประมาณนั้นเป็นโครงการที่ดูจะเกินเลยความเชี่ยวชาญหรือว่าพันธกิจของกองทัพ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการที่มีชื่อว่า โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนา ประเทศและการช่วยเหลือประชาชน ที่ใช้งบประมาณรวม ๓,๑๖๐ ล้านบาท ครอบคลุม ตั้งแต่โครงการน้ำ ๑,๓๔๓ ล้านบาท โครงการถนน ๗๑๕ ล้านบาท หรือการเกษตรและ การประมง ๖๖ ล้านบาท ผมไม่ปฏิเสธครับว่าโครงการเหล่านี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน แต่ผมก็หวังว่ากองทัพก็จะไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าประเทศเรามีหน่วยงานอื่น ที่มีความเชี่ยวชาญ และทำเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่า ถูกกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่ากองทัพ
ข้อพิสูจน์ที่ ๔ คือการวางหลักประกันในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ให้ตกถึงคนไทยผ่านนโยบายออฟเซต (Offset) แน่นอนครับว่างบยุทโธปกรณ์ทุกบาท ทุกสตางค์นั้นจำเป็นต้องถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็น แต่แม้ในส่วนที่กองทัพอาจจะพิสูจน์ ได้ว่าจำเป็นต้องจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศจริง เราก็ยังจำเป็นที่ต้องวางมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตกมาสู่คนไทย ๑ มาตรการที่ควรพิจารณาคือการริเริ่ม หรือว่าการเริ่มดำเนินการนโยบายออฟเซต (Offset) อย่างจริงจังครับ ผ่านการตั้งเงื่อนไข ในสัญญานำเข้ายุทโธปกรณ์เพื่อรับประกันประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเป้าหมายการสร้างงาน หรือว่าข้อบังคับเรื่องการโอนถ่ายเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในประเทศ และช่วยเรา ประหยัดงบประมาณโดยการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศได้ในอนาคตครับ
ข้อพิสูจน์สุดท้ายครับ หรือว่าข้อพิสูจน์ที่ ๕ คือการเปิดตนเองต่อการ ตรวจสอบโดยประชาชน ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงงบลับของกองทัพ ความจริง ต้องเรียนตามตรงนะครับว่ากองทัพนั้นมีงบลับ ๒ ชั้นครับ ชั้นที่ ๑ ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกัน คืองบลับ หรือว่าเงินราชการลับของกองทัพ ซึ่งแม้จะเป็นไปตามระเบียบราชการ แต่ปีนี้ก็มีปริมาณ สูงถึง ๔๓๘ ล้านบาท แต่งบลับชั้นที่ ๒ ที่ผมเรียกว่างบลับกว่าครับ ก็คืองบที่เราไม่รู้ แม้กระทั่งปริมาณ แล้วก็ไม่เคยเห็นรายละเอียด นั่นก็คืองบรายได้และรายจ่ายของธุรกิจ ทั้งหลายของกองทัพ ตั้งแต่สนามกอล์ฟยันสนามมวย แม้กองทัพก็ได้ชี้แจงว่าเขากำลังจะเริ่ม จ่ายค่าเช่าและค่าธรรมเนียมกับกรมธนารักษ์ แต่ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่ากองทัพมีรายได้จาก เงินนอกงบประมาณส่วนนี้เท่าไร เราจะประเมินได้อย่างไรว่ากองทัพต้องใช้เงินจากใน กระบวนการงบประมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสม ผมเข้าใจว่าในบางกรณีมันก็อาจจะมีงบ บางส่วนที่เปิดเผยไม่ได้จริง ๆ เพราะอาจจะกระทบต่อความมั่นคง แต่หากกองทัพใช้เหตุผล เรื่องความมั่นคงมาเป็นข้ออ้างในการปกปิดงบประมาณในทุก ๆ เรื่อง ประชาชนก็จะยิ่ง สงสัยว่าความมั่นคงนั้นหมายถึงความมั่นคงของประเทศ ของกองทัพ หรือว่าของใคร ในทางกลับกันถ้ายิ่งกองทัพเปิดเผยงบประมาณอย่างโปร่งใสต่อประชาชนเท่าไร หรือเปิด ช่องให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปตรวจสอบงบที่อาจเปิดต่อสาธารณะไม่ได้ ผมก็เชื่อว่าถ้าไม่มี อะไรผิดปกติอย่างที่ท่านชอบยืนยัน ข้อสงสัยของประชาชนก็จะยิ่งลดน้อยลง ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนมาร่วมกันปรับลดงบประมาณ ขอกระทรวงกลาโหมในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกลับไปที่กองทัพว่า แม้ที่ผ่านมาท่านอาจจะยังทำได้ดีไม่พอในการได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ในการอนุมัติงบประมาณทั้งหมดในวันนี้ แต่หากกองทัพสามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นได้ ในอนาคตว่าเขามีความพร้อมจะปฏิรูปตนเองให้เป็นกองทัพของประชาชนที่เท่าทันโลกผ่าน ๕ ข้อพิสูจน์ดังกล่าว ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกองทัพในการกอบกู้ ความไว้วางใจจากผู้แทนราษฎรและจากประชาชนที่กำลังหดหายไปอย่างน่าเป็นห่วง ขอบคุณครับท่านประธาน