วีระกร ตั้งข้อสังเกตงบประมาณท้องถิ่นขาด ส.ส.ร่วม-เรียกร้องทบทวน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

วีระกร คำประกอบ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการจัดทำงบประมาณที่ขาดการมีส่วนร่วมของ ส.ส. และเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรงบลงทุน โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและพัฒนาพันธุ์ข้าว พร้อมชี้ปัญหางบประมาณท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง วิพากษ์การคาดการณ์เศรษฐกิจที่ล้าหลัง และตั้งคำถามถึงความล้มเหลวในการเจรจาเอฟทีเอที่ส่งผลต่อการเติบโตของประเทศ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๗ ซึ่งผมได้ขอตัดไป ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ จากงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ ๒๒,๔๖๒ ล้านบาทเศษนะครับ เขาตัดเพราะเหตุว่ามันมีส่วนงานของสำนักนายกที่สำคัญ ที่สุดก็คือสำนักงบประมาณ การจัดทำงบประมาณของสำนักงบประมาณ ซึ่งหลายคนนะครับ ประชาชนในประเทศอาจจะเข้าใจว่าผู้จัดทำงบประมาณคือสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ ไม่ใช่ งบประมาณต่าง ๆ จัดทำโดยข้าราชการ และที่สำคัญที่สุดก็คือจะอนุมัติ ไม่อนุมัติอยู่ที่ สำนักงบประมาณเท่านั้นเอง ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ตัด เติมไม่ได้นะครับดังที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานในขั้นต้นว่ามาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญบังคับให้ ส.ส. และกรรมาธิการ ไม่สามารถที่จะแปรเพิ่มเติมหรือแปรปรับปรุง เพื่อให้มันต้องตามประสงค์ ตามเจตจำนงของ ประชาชน ทำไม่ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณท่านจะว่าดีหรือไม่ดีอยู่ที่ สำนักงบประมาณเป็นหลัก ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาเราจะเห็นได้ว่า งบลงทุนนั้นมีอยู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณบวกนิดหน่อย ตีเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำนักงบประมาณเคยคิดบ้างไหมครับ หรือตั้งเป้าบ้างไหมว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะมีงบประมาณใช้ในการลงทุนสัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าไว้ไหมครับ ไม่เลย การจัดทำงบประมาณถามว่าตรงใจพี่น้องประชาชนไหม โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ซึ่งต้องใช้ทั้งในเรื่องของน้ำในการทำชลประทาน หรือจะเป็นเรื่องของปุ๋ย โรงงานปุ๋ยต่าง ๆ ไม่เคยมีการคิดที่จะทำเลยเพื่อพี่น้องเกษตรกร ตรงกันข้ามงบกรมการข้าว ผมพูดไม่รู้กี่ปีแล้วในเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว ก็ไม่ได้รับการ สนับสนุนดูแลแม้แต่น้อย งบประมาณยังคงลดลง ๆ ทุกปี ซึ่งเดี๋ยวพอถึงกรมการข้าวผมก็คง จะพูดอีก

ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของงบประมาณท้องถิ่นครับ เช้าขึ้นมา ท่านประธานก็คงจะฟังอยู่ตลอด ส.ส. ของเราที่จะต้องมาหารือกับท่านประธานเป็นเรื่อง งานท้องถิ่นทั้งนั้นครับ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ถนนไม่ดี แหล่งน้ำไม่มี แหล่งน้ำไม่ดี ก็พูดวนกันอยู่ ในนี้ล่ะครับ เราให้งบประมาณท้องถิ่นเขาเพียงพอหรือเปล่า การกระจายอำนาจ สำนักงาน กระจายอำนาจก็อยู่ในนี้อยู่ในแผนงานของท่านนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะ ๓ แผนงานยุทธศาสตร์ ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราพูดกันไว้ตอนที่เราพูดกันถึง เรื่องการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่น เราบอกว่าเราจะถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ไปให้ท้องถิ่น แต่เราจะเพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นเป็นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย แผ่นดิน ซึ่งเรามีอยู่ประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ๑ ใน ๓ มันก็ควรจะเป็นประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ต้องตกไปให้กับท้องถิ่น วันนี้ท้องถิ่นได้เท่าไรครับ ได้ ๘๖,๓๓๒ ล้านบาท ท่านประธาน ลองนึกดูสิครับ นี่คือเงินอุดหนุนครับ เพราะอะไร ถามสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ ก็บอกว่าก็ท้องถิ่นต้องเก็บงบประมาณเอง ซึ่งเขาคาดการณ์ว่าท้องถิ่นจะเก็บงบประมาณเอง ได้มาก คือมากเกินกว่าที่ท้องถิ่นเก็บได้จริงเป็น ๑๐ เท่าครับ ปัจจุบันท้องถิ่นเก็บภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้เอง ผมว่าประมาณสักแสนกว่าล้านบาท แต่เขาคาดว่าท้องถิ่น จะเก็บได้ ๘๐๐,๐๐๐ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาถึงให้งบอุดหนุนแค่ ๘๖,๓๓๒ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ทำให้ท้องถิ่นขาดเม็ดเงินในการนำไปลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น ท้องที่ นี่ล่ะที่ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานว่าการจัดงบประมาณของสำนักงบประมาณไปใช้ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ผมเคยพูดหลายครั้งในที่ประชุมแห่งนี้ก็คือการนำไปสร้างศาลต่าง ๆ ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีตั้งแต่ศาลปกครอง ศาลแรงงาน ศาลอะไรต่าง ๆ เยอะหมดเลยครับ ซึ่งเมื่อก่อนก็อยู่กับศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ซึ่งเป็นตึกขนาดยักษ์ ขนาดใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ ก็ไม่เคยเต็มครับ การใช้ก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยล้น ไม่เคยว่าเขาจะมีปัญหา แต่สำนักงบประมาณ ก็ไปจัดเงินให้เขาไปสร้างเป็นเอกเทศ สร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่เป็นศาลแรงงาน ศาลปกครอง ศาลครอบครัว ศาลให้เยอะไปหมดเลย จนกระทั่งผมสังเกตดูเพราะอยู่ใกล้ ๆ บ้านผม ไม่มีผู้คนเข้าไปใช้กันเท่าไรหรอกครับ แล้วก็ถามท่านผู้พิพากษาซึ่งเป็นพรรคพวกกัน ว่ามีคดีมากน้อยแค่ไหน ศาลแรงงานภาค ๖ ก็ปรากฏว่าปี ๆ หนึ่งแทบไม่มีคดีครับ แต่สร้างอลังการใหญ่โตทั้งบ้านพัก ทั้งอะไรต่าง ๆ เราเอาเงินไปใช้กันในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่จะต้องพูดกับท่านประธานก็คือในเรื่องของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยฟื้นไหมในขณะนี้ หลังจากโควิด (COVID) เริ่มฟื้นครับ แต่การฟื้นตัวของจีดีพี (GDP) ประเทศไทยไปกันแบบ หอยทาก จีดีพี (GDP) ของไทยในควอเตอร์ (Quarter) ที่ ๑ ในไตรมาสแรกขึ้น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเวียดนามขึ้น ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ในควอเตอร์ (Quarter) ที่ ๒ หรือ ไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้ ประเทศไทยจีดีพี (GDP) ขึ้น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศ เวียดนามขึ้น ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียขึ้น ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียขึ้น ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพัฒน์ยังคาดการณ์ว่าปีนี้ทั้งปี จีดีพี (GDP) ประเทศไทยจะเติบโตประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซียจะเติบโตไม่ต่ำกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ เหตุไฉนถึงเป็นอย่างนี้ นั่นก็เพราะการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของสภาพัฒน์สิ่งหนึ่งที่ผิดพลาดแน่ ๆ ก็คือประเทศไทย เราเพิ่งมีเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศได้แค่ ๑๘ ประเทศ ในขณะที่เวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) หรือเขตการค้าเสรีส่งของไปขายโดยไม่เสียภาษีได้ถึง ๕๓ ประเทศ การลงทุนจึงลดลง ๆ ในประเทศไทยเศรษฐกิจประเทศไทยจึงฟื้นตัวได้ช้าเพราะสามารถส่งไปขายได้แค่ ๑๘ ประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่เวียดนามและประเทศในอาเซียน (ASEAN) อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งกับประเทศไทยเขาสามารถส่งไปขายยังต่างประเทศได้ถึง ๕๓ ประเทศครับ โดยไม่ต้องเสียภาษี ก็เดี๋ยวจะไปพูดในมาตราต่อ ๆ ไป ขอบพระคุณครับ