วิชาญ มีนชัยนันท์ ตั้งข้อสังเกตการปรับลดงบประมาณในมาตรา 7 โดยชี้ถึงปัญหาการตั้งหน่วยงานรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ พร้อมเสนอให้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและองค์กรไม่แสวงหากำไรมีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาเมือง นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ 1.2 ล้านล้านบาทเพื่อรับมือโควิด โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงวดย่อยที่ไม่ชัดเจน และโครงการที่ได้รับอนุมัติแต่ไม่มีการจ่ายเงินจริง จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ในมาตรา ๗ ผมได้มีการสงวนไว้เพื่อปรับลดจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่จะต้องปรับลดในมาตรา ๗ นั้น ผมมองเห็นว่าในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานจำนวนมากที่งอกขึ้นมาเต็มไปหมด เลยครับ โดยเฉพาะในส่วนของเช่น ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชนเกิดขึ้นเยอะมาก ทีนี้ประเด็นก็คือว่าการตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มันก็มีการใช้เงินแล้วก็มีการตั้งภารกิจ กรอบต่าง ๆ มีการดูและทับซ้อนในส่วนต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผมจะขออนุญาตหยิบยกประเด็น ที่จะเอาขึ้นมาพูดหารือ อันแรกคือในเรื่องของทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมได้มีเอกสารเมื่อสักครู่พอดีจะขึ้นจอก็ไม่ทัน ผมกับทางคณะ โดยเฉพาะตัวผมเองได้ทำในส่วนหนึ่งในการเป็นมูลนิธิ เป็นองค์กรที่ไม่หวังประโยชน์ แต่กำลังบอกกล่าวว่าในเรื่องของการพิจารณาส่วนใหญ่เราจะเอาหน่วยงานราชการเป็นหลัก แล้วก็มักจะบอกว่าหน่วยงานราชการมีการขอเงินงบประมาณต่าง ๆ ในการศึกษาหน่วยงาน ในการวิเคราะห์ วิจัยต่าง ๆ ซึ่งในกรรมาธิการเองก็ได้สอบถามแล้วก็มีการปรับลดทุกครั้ง ทุกปี แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มองครับว่าหน่วยงานที่เป็นภาคเอกชนที่สามารถดำเนินการได้ เราไม่ได้ส่งเสริมเขาเลยครับ ผมได้ทำโครงการการศึกษาการพัฒนาเมืองฝั่งตะวันออก ของกรุงเทพมหานครเล่มนี้ครับ เมื่อสักครู่จะขึ้นจอแล้วก็ผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมามีการรับฟังความคิดเห็น ถึง ๓,๐๐๐ ครั้ง แล้วก็มีในส่วนของพี่น้องประชาชนเองให้ความเห็น รวมถึงหน่วยงาน ราชการที่มาทำ มาตอบ มีทั้งในเรื่องของการจัดกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องลงทุน เรื่องของการตัด แหล่งน้ำต่าง ๆ เป็นการป้องกันน้ำท่วม มีเส้นทางรถเป็นสายมอเตอร์เวย์ (Motorway) ต่าง ๆ ที่เราทำขึ้นมา เสียดายนะครับผมไม่สามารถขึ้นจอได้แล้วก็ได้นำส่วนนี้นำส่งให้กับ หน่วยงานทั้ง สทนช. ทั้งกรมชลประทาน กรมทางหลวง และหน่วยงานต่าง ๆ แต่เสียดาย ที่ว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มีการสำรวจและการทำโครงการต่าง ๆ ควบคู่กันไป ก็เลยไม่ สามารถที่จะเอาชิ้นงานที่ผมกับทางคณะแล้วก็มีหน่วยงานที่ทางมูลนิธิที่ผมเป็นประธานอยู่ มูลนิธิคนรักเมืองมีนได้ทำขึ้นมา เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อสภา แล้วก็ไปศึกษาอีก หลายเรื่อง ผลปรากฏว่าการศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้มีภาคเอกชนจำนวนมากที่เอาไปใช้ ประโยชน์ แล้วก็มีภาคเอกชนที่เขาสำรวจออกแบบต่าง ๆ อยากจะมานำเสนอให้กับภาครัฐ แต่ภาครัฐเองรู้สึกว่าจะมีความรู้สึกว่าใจแคบไปในเรื่องหน่วยงานต่าง ๆ ผมไม่ทราบว่า การศึกษาบางอย่างใช้เงินของรัฐเป็นจำนวนมาก เป็นเม็ดเงินบางทีเป็นหลายร้อยล้านบาท บางทีก็หลายสิบล้านบาท แต่เล่มนี้ศึกษาจนละเอียดนะครับ ใช้เงินไป ๓ ล้านกว่าบาทครับ ท่านประธาน มีเจ้าหน้าที่ มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมด ๗๐ กว่าหน่วยงานที่มารับฟัง ความคิดเห็น ผมจึงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดว่าในส่วนของ สทนช. เป็นสำนักแผนน้ำ ที่จะต้องมาดูในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม การใช้น้ำ แต่การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าในหน่วยงานปฏิบัติเองทำได้หรือเปล่า อันนี้ก็เลยเป็นข้อสังเกตประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผมติดใจ ครับว่ามีโครงการที่เป็นเงินกู้ของทางรัฐบาล ๑.๒ ล้านล้านบาท ตอนที่เอาไปกู้เพื่อดูแล เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจของโควิด (COVID) บังเอิญมันมีเงินอยู่ประมาณจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เขาตัดออกมาทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องธงฟ้า คนละครึ่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง บอกว่าให้เอาไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปให้หน่วยงานภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยได้กำหนดกรอบตรงนี้ให้เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน โดยผ่านทาง สปน. ในส่วนของ สำนักนายก แล้วก็ได้มอบหมายให้กับทางสภาพัฒน์ไปดูโครงการ แต่แปลกครับท่านประธาน โครงการที่อยู่ในมือผม ๒ โครงการผ่านเรียบร้อยนะครับ แต่เงินไม่ได้ลงมาในรายละเอียด ก็เลยเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการที่ทำเป็นโครงการ เช่นโครงการเลี้ยงปลาซึ่งมีเกษตรกร ลงชื่อกันมาเป็นหลายร้อยชื่อ ผ่านจากทางกระทรวงเกษตร อีกโครงการหนึ่งเป็นโครงการ ตู้ฟักไข่ ๒ โครงการนี้รวมแล้วประมาณ ๙ ล้านกว่าบาท รายชื่อต่าง ๆ ถูกรวบรวมเรียบร้อย เงินทั้งหมดในโครงการ และผมไปตามเช็ก (Check) ๑๘ ๑๙ โครงการหายหมดครับ ไม่รู้ไปอยู่ไหน ไม่มีการตอบ ไม่มีการบอกเลยว่าโครงการที่เขามาชี้แจงถึง ๕ ๖ ครั้ง กับภาคประชาชนไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แล้วปรากฏว่าสิ่งที่ได้มาอีกฉบับหนึ่งก็คือการอนุมัติเงิน ออกมา อนุมัติเป็นยิบ ๆ ย่อย ๆ ครับท่านประธาน ไม่รู้จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร กับตัวเลขตัวเงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ออกมาประมาณ ๕๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ลงไปในส่วนของท้องถิ่น สิ่งนี้ก็เลยทำให้หวนคิดขึ้นมาว่าในส่วนของ สำนักนายกนี่องค์กรเยอะแยะมากมายที่ผมกล่าวไปนะครับ ท่านจัดตั้งขึ้นมาจนกระทั่ง จะต้องมีสำนักงาน จะต้องมีคน จะต้องมีค่าใช้จ่าย มันเป็นการสิ้นเปลืองหรือเปล่า ผมจึงคิดว่าในหน่วยงานของสำนักนายกในมาตรา ๗ เป็นหน่วยงานซึ่งมากเกินความจำเป็น แล้วก็ใช้พัฒนาในส่วนขององค์กรที่มันทับซ้อนกัน จึงพิจารณาปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของสำนักนายกในมาตรา ๗ ครับ ขอบพระคุณครับ