พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรีร้อยละ 5 โดยเฉพาะการทบทวนบทบาท กอ.รมน. ที่ได้รับจัดสรรงบสูงถึงร้อยละ 24 ของงบฯ ทั้งหมด พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็น ความเป็นกลาง และการขยายอำนาจขององค์กรที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและมีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น จึงเสนอให้ทบทวนบทบาทเพื่อใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเงินที่ประหยัดได้ไปสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิต ควบคุมมลพิษ และป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ โดยย้ำว่าไม่ได้ลดทอนความมั่นคง แต่ต้องการกระจายบทบาทให้เหมาะสมและโปร่งใสมากขึ้น พร้อมแสดงความห่วงใยต่อเหตุระเบิดในพื้นที่ชายแดนใต้และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชน
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ขออภิปรายต่อที่ประชุมให้พิจารณา ปรับลดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ จะขอเจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูในสไลด์ (Slide) ที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังจะขึ้น เราจะเห็นครับว่าจาก ๒๘ หน่วยรับงบประมาณ ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ความจริงมีหลายงานเลยครับที่สมควรถูกปรับลดบทบาท และถูกทบทวนถึงความจำเป็นของภารกิจ โดยเฉพาะภารกิจของบางหน่วยงาน ในหลากหลายมิติ หน่วยงานที่คงหนีไม่พ้นการตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าว ก็คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือว่า กอ.รมน. ที่ขอรับงบประมาณ ปีนี้ ๗,๘๖๗ ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ ๑ จาก ๒๘ หน่วยงาน และคิดเป็น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมดของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะเริ่มต้นวันนี้ครับด้วยการขอทำ ความเข้าใจจากข้าราชการใน กอ.รมน. นะครับว่าการอภิปรายเพื่อปรับลดงบประมาณ ในวันนี้ไม่ได้เป็นการโจมตีตัวท่านหรืองานของท่านเป็นรายบุคคล แต่เป็นการบอกว่าจากการ ประเมินวัตถุประสงค์โครงสร้างแล้วก็ผลงานที่ผ่านมาของหน่วยงาน บทบาทของหน่วยงานนี้ จำเป็นจะต้องทบทวนด้วย ๔ เหตุผล ไปสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ
เหตุผลที่ ๑ กอ.รมน. ที่ผ่านมาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเมืองเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าความมั่นคงของรัฐหรือว่าของประชาชน มันเป็นเรื่อง ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่ กอ.รมน. นั้นจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นแทบจะทุกครั้งหลังจากมีการทำ รัฐประหาร หลังจากรัฐประหารปี ๒๕๔๙ กอ.รมน. ก็ถูกยกระดับสถานะทางกฎหมายขึ้นมา และหลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ กอ.รมน. ก็ถูกเพิ่มอำนาจครั้งใหญ่ผ่านคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่นำไปสู่การขยายตัวของ กอ.รมน. ระดับภาคและระดับจังหวัด จนแทรกซึมไปถึงการอบรม ตามสถานศึกษา บทบาทที่ผ่านมาของ กอ.รมน. ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการระดมมวลชนเพื่อไปสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในประชามติปี ๒๕๕๙ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของนักการเมืองแล้วก็ประชาชนที่อยู่ฝั่ง ตรงข้ามกับรัฐบาล หรือว่าการฟ้องร้องแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านด้วยมาตรา ๑๑๖ จากงานเสวนาทางวิชาการ แม้เราจะได้รัฐบาลใหม่หลังจากการเลือกตั้งครั้งถัดไป แต่หากเราไม่ปรับบทบาทของ กอ.รมน. หน่วยงานนี้ก็เสี่ยงที่จะยังคงถูกใช้เป็นแขนขาของฝ่ายความมั่นคงที่แอบอิงกับ คณะรัฐประหาร แล้วก็ระบอบประยุทธ์เพื่อแฝงตัวอยู่ในรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ
เหตุผลที่ ๒ ภารกิจด้านความมั่นคงภายในของ กอ.รมน. นั้นก็มีความซ้ำซ้อน กับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น หากเรามองลึกลงไปถึงภารกิจของ กอ.รมน. ที่เกี่ยวกับความมั่นคงเราก็จะค้นพบว่าแทบทั้งหมดนั้นล้วนเป็นภารกิจที่หน่วยงานอื่นที่มี อยู่แล้วก็ทำแทนได้หมด ถ้าเราจะพูดถึงภารกิจในระดับปฏิบัติการ ตำรวจหรือทหารก็มี หน้าที่เช่นนี้อยู่แล้ว หรือว่าถ้าเราจะพูดถึงการประเมินสถานการณ์และการวางแผน สภาความมั่นคงแห่งชาติก็มีอยู่เพื่อสิ่งนี้ หรือหากเราไปดูสำนักงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ โครงสร้างอันใหญ่หลวงของ กอ.รมน. เราก็จะเห็นว่าหลายสำนักงานมีพันกิจที่คล้ายกับ หน่วยงานที่มีอยู่แล้วในสังกัดอื่น
เหตุผลที่ ๓ คือโครงการของ กอ.รมน. ความจริงก็ได้ขยายบทบาทเกินเลย ภารกิจความมั่นคงนั้นไปไกลแล้ว ถ้าเหตุผลข้อที่แล้วทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกแปลกใจว่าทำไม กอ.รมน. มีภารกิจด้านความมั่นคงที่ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น ท่านจะแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อท่านค้นพบว่า กอ.รมน. ปัจจุบันนั้นมีการทำโครงการที่ดูแล้ว อย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ในปีนี้ กอ.รมน. มีการตั้งงบประมาณไว้อย่างน้อย ๓๒ ล้านบาท สำหรับงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้อย ๑๐ ล้านบาท สำหรับ พัฒนาการเมืองอย่างน้อย ๘ ล้านบาท สำหรับงานด้านพลังงานและอาหาร และอย่างน้อย ๗ ล้านบาท สำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผมต้องพูดว่าอย่างน้อยก็เพราะว่า กอ.รมน. นั้น มีการของบประมาณในหลายโครงการที่ตั้งชื่อไว้กว้างและไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าเอาไป ทำอะไร เห็นแบบนี้แล้ว กอ.รมน. ก็อาจจะแย้งผมกลับมาว่าความจริงแล้วภารกิจเหล่านี้ บางส่วนก็เป็นไปตามกรอบของภารกิจความมั่นคงของหน่วยงาน เนื่องจากยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ก็เป็นนิยามความมั่นคงไว้อย่างครอบจักรวาล รวมไปถึง ๑๐ หมวดหมู่ ความจริงแล้วการตีความคำว่า ความมั่นคง ในลักษณะที่กว้าง มันก็ไม่ได้เป็น เรื่องที่ผิดเสมอไปหรอกครับ แต่สิ่งที่มันผิดนั้นคือการไปสรุปจากตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้น ภารกิจเกี่ยวเกี่ยวกับความมั่นคงทุกรูปแบบจะต้องเป็นหน้าที่ของทหารหรือว่าหน่วยงาน กึ่งทหารอย่าง กอ.รมน. ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เราควรจะไปสู่ข้อสรุปที่ว่าความมั่นคง ปัจจุบันนั้นได้วิวัฒนาการเป็นหลากหลายรูปแบบที่ต้องการความรู้เฉพาะทางจนทำให้ภารกิจ และงบประมาณความมั่นคงทั้งหมดไม่ควรจะถูกผูกขาดไว้กับทหาร หรือว่าหน่วยงาน กึ่งทหารอย่าง กอ.รมน. เป็นหลักอีกต่อไป
เหตุผลข้อสุดท้าย เหตุผลที่ ๔ คือการทบทวนบทบาทของ กอ.รมน. นั้น ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการรับมือกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยมิติอื่น ๆ ท่านประธานครับ การลดงบประมาณหรือลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นไม่ได้จะทำให้ชีวิต ของพี่น้องประชาชนเราปลอดภัยน้อยลง เพราะนอกจากจะไม่กระทบการรักษาความมั่นคง รูปแบบเดิม ๆ ที่หน่วยงานอื่นทำแทนได้อยู่แล้ว แต่งบประมาณที่เราประหยัดได้จาก กอ.รมน. ก็ยังจะช่วยทำให้ประเทศเรานั้นมีงบประมาณมากขึ้นในการไปลงทุนกับการป้องกัน พี่น้องประชาชนจากภัยต่อความปลอดภัยรูปแบบอื่น ๆ ถ้าอยากจะรู้ว่าช่วยได้แค่ไหน ลองจินตนาการดูว่าถ้าเรามีงบเพิ่มขึ้นปีละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท หากเราบริหารดี ๆ เราจะมีงบ พอสำหรับทั้งการจ้างตำรวจหญิงประจำทุกสถานีเพื่อรับมือกับคดีการล่วงละเมิดทางเพศ เราจะมีงบพอสำหรับการเพิ่มประมาณ สำหรับควบคุมและกำจัดมลภาวะ ๒ เท่าจากปัจจุบัน และเราก็มีงบประมาณพอสำหรับการตรวจสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานประจำปีให้กับนักเรียน มัธยมแล้วก็นักศึกษาทุกคน
ท่านประธานครับ ด้วย ๔ เหตุผลดังกล่าว ผมเลยอยากจะขอให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นพิจารณาปรับลดบทบาทและงบประมาณของ กอ.รมน. ภายใต้สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรีในปีนี้ แต่ผมต้องขอทิ้งท้ายการอภิปรายครั้งนี้ด้วยการแสดงความเสียใจ และแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อพี่น้องประชาชนทุกคนที่ถูกกระทบจากเหตุระเบิดรวม ๑๑ จุด ในจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาสเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา แล้วก็ขอ เป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนหน้างานที่พยายามจะคลี่คลายสถานการณ์ ผมอยากให้ พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าใจว่าการเสนอให้ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นไม่ได้เป็นการ เสนอโดยละเลยถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ แต่การเสนอให้ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นเป็นการเสนอด้วยความเชื่อมั่นว่า ประเทศเรามีหน่วยงานอื่นที่มีประสิทธิภาพมากพออยู่แล้วในการรับมือกับภัยคุกคามต่อ ความมั่นคงในรูปแบบเดิมแทนที่ กอ.รมน. แล้วก็เป็นการเสนอด้วยความตระหนักดีว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กระทบต่อความเป็นความตายของพวกเราทุกคนนั้นได้ขยายไปสู่ รูปแบบที่หลากหลายเกินกว่าโครงสร้างที่ถูกคิดค้นในสมัยสงครามเย็นอย่าง กอ.รมน. จะสามารถรับมือได้ ขอบคุณครับท่านประธาน