ธัญวัจน์ วิจารณ์โครงการอัตลักษณ์ไทย ห่วงส่งเสริมชาตินิยมสุดโต่ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์โครงการเสริมสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่อาจส่งเสริมชาตินิยมสุดโต่ง และการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของกรมประชาสัมพันธ์ในการสื่อสารเพื่อปรับทัศนคติ ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งแยกและสร้างความเกลียดชังต่อประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเสนอให้ทบทวนหรือตัดงบประมาณโครงการดังกล่าว 2 เปอร์เซ็นต์ เพนสะท้อนความไม่เห็นด้วยต่อการละเลยประเด็นความหลากหลายทางสังคม เช่น สมรสเท่าเทียม ที่ควรถูกรวมในการพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล แล้วก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ ของสัดส่วนพรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ธัญจะมาขออภิปรายเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของ สำนักนายกนะคะ สำนักนายกนั้นประเด็นคืออะไร ข้อแรกเลยเราจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มากมายค่ะ อย่างแรกธัญได้เหลือบไปเห็นโครงการหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ในเรื่องของโครงการ เสริมสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติสำนึกในความเป็นไทยต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วธัญก็จะเห็นว่า ในโครงการดังกล่าวนั้นในหมวดรายจ่ายอื่น ๆ ก็จะมีพูดถึงการสร้างเยาวชนต้นแบบ ทีนี้ธัญก็ต้องถามกลับไปว่าการที่เราจะต้องสร้างเยาวชนต้นแบบนั้น ต้นแบบของท่าน เป็นอย่างไร เมื่อดูจากหัวข้อแล้วนี่เราก็ยังพบว่าเรายังมีการบ่มเพาะความนิยม ชาตินิยม คลั่งชาติแบบสุดโต่งให้กับเด็กเยาวชนรุ่นใหม่อยู่ การที่ท่านมีโครงการเหล่านี้เรากำลังเสีย งบประมาณเพื่อที่จะบอกว่าเด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ดี และเด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่ดี เป็นการที่ บ่มเพาะให้ประชาชนและเด็กคนรุ่นใหม่นั้นต้องเดินตามแถวกัน แทนที่เราจะมีโครงการ หรือใช้งบประมาณเพื่อให้ยอมรับและเคารพกัน แล้วก็โอบรับความหลากหลาย นั่นคือเป็นประเด็นแรกที่ธัญอยากที่จะตัดในโครงการดังกล่าว ออกไป โครงการดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะว่าอย่างที่สุดแล้วเด็กทุกคนก็ควรที่จะ เติบโตและไม่จำเป็นที่จะต้องมีใครเป็นแบบอย่าง เขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองค่ะ

ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับกรมประชาสัมพันธ์ค่ะ กรมประชาสัมพันธ์นั้น เราจะเห็นได้เลยว่างบประมาณที่เกี่ยวข้องมีเพิ่มขึ้นทุกปี งบประมาณดังกล่าวนี้ธัญจะเห็นว่า มันจะมีกระบวนการที่จะสื่อสาร การปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมสู่มวลชน โครงการ ต่าง ๆ เหล่านี้ของกรมประชาสัมพันธ์ในเชิงรายละเอียดแล้วธัญไม่ได้มีความไม่เห็นด้วยกับ การดำเนินงาน หรือค่าดำเนินการ หรือวัสดุอุปกรณ์ใด ๆ เลย แต่ธัญมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ ที่ท่านตั้งโครงการนั้นว่าทำไมท่านจึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือสื่อสารความเป็นอัตลักษณ์ ที่ท่านกำหนดเองสู่มวลชน คำถามที่สำคัญก็คือถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ท่านใช้งบเพิ่มจาก ๒๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท และ ณ ปีนี้ เพิ่มเป็นพันล้านบาท ธัญจะบอกว่าสิ่งที่ท่านต้องปรับเปลี่ยนไม่ใช่สื่อสารความปรับเปลี่ยน ท่านต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของท่านเอง ท่านไม่สามารถที่จะใช้งบประมาณสูงมากกว่านี้ ขึ้นไปอีกในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อที่จะบอกว่าทุกคนควรจะปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นไป อย่างที่ท่านคิด ท่านเพิ่มงบประมาณเพราะอะไร เพราะสังคมไม่เป็นอย่างที่ท่านคิดหรือเปล่า การสื่อสารแบบไหนที่บอกว่านี่คืออัตลักษณ์ นี่คือความภูมิใจของความเป็นไทยแบบที่เรา ศึกษากันทุกวันนี้หรือเปล่า ที่เรายังมีความบ่มเพาะความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ไม่ว่าจะเป็นลาว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเขมร เรายังมีคำว่าต่างด้าวที่มอง เขาเป็นประชาชนคนละระดับกับเรา เรายังมีความเกลียดกลัวพวกเขาจากการสื่อสาร ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้หรือเปล่า นี่คือการสื่อสารการสร้างความเป็นอื่น นี่ไม่ได้เป็นการ สื่อสารที่อยู่ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ค่ะ วันนี้ถ้ากรมประชาสัมพันธ์จะสื่อสารว่ารัฐทำงาน อย่างไร สื่อสารความเป็นไปของโลกใบนี้ ความรู้ที่ประชาชนควรจะรับรู้ งบตรงนี้ธัญก็ เห็นด้วยที่ไม่จำเป็นต้องตัด แต่ถ้าท่านมีโครงการแบบนี้ธัญขอเสนอตัดค่ะ

ส่วนสุดท้ายจะเป็นในส่วนของสภาพัฒน์พูดถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑๓ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑๓ เราได้รวมความหลากหลายไว้หรือไม่ ท่านกำหนดกฎหมาย ที่สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ ๑๓ หรือไม่ ธัญจะยกตัวอย่างเช่นกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก่อนที่จะผ่านวาระหนึ่ง เรามีข้อถกเถียง กันมากเลยว่าเราจะให้สัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่จะมีโอกาสสมรสได้เพราะว่าเรา มีความกังวลเรื่องความมั่นคง บางฝ่ายก็บอกว่าเราไม่ควรเปิดให้ต่างชาติเข้ามาสมรสเลย เพราะว่าจะกระทบกับความมั่นคง นี่คือความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว สภาพัฒน์ เราเคยมีงานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไหม เพราะวันนี้ในคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเราเปิดให้ ทุกสัญชาติที่จะสมรสกันได้ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วเราพบว่ามีผลดีทั้งสังคมและเศรษฐกิจ ความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ กฎหมายที่สำคัญต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่ในแผนพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจของท่านหรือไม่ หรือตัวอย่างอย่างเช่นการหวงแหนงบประมาณของราชการ กลัวว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้นจะทำให้กระทบต่อการเงินการคลังของประเทศ เราก็มี ตัวอย่างให้เห็น มีงานศึกษาจากต่างประเทศแต่ประเทศไทยหรือสภาพัฒน์เคยได้ศึกษาความ หลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ สังคมและเศรษฐกิจที่จะพัฒนาต่อไปด้วย และหากเราได้เรียนรู้จากต่างประเทศ ความเท่าเทียม ทางเพศ กฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้นสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เติบโต ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสหรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สภาพัฒน์เคยได้พิจารณาและนำไปเรียนบอก นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ธัญก็จึงอยากจะเสนอตัดงบประมาณของส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ