นิคม บุญวิเศษ วิพากษ์การตั้งงบประมาณกลางปี 2566 จำนวน 590,000 ล้านบาท ว่าสูงเกินความจำเป็นและตั้งขึ้นโดยตั้งใจให้ตรวจสอบยาก เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินฉุกเฉินที่ไม่เข้าเกณฑ์ รวมถึงการอนุมัติโครงการที่ไม่เร่งด่วนผ่านงบกลางของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็นการใช้เพื่อการหาเสียงล่วงหน้า และเรียกร้องให้กรรมาธิการตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงบประมาณและรัฐบาลอย่างเข้มงวด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งปี ๒๕๖๖ นี้นะครับได้ตั้งงบกลางไว้จำนวน ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งผมขอตัดลด ๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เป็นจำนวนเงิน ๔๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับ ก็ยังคงเหลือ งบจำนวนมาก ๕๔๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมาถึง ๘ ปีนี้การตั้งงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษทุกปีครับ รวมแล้ว ประมาณ ๔ ล้านล้านบาท ซึ่งผมเห็นว่าการตั้งงบประมาณลักษณะนี้เป็นการตั้งงบประมาณ ที่ผมบอกได้เลยว่าจงใจนะครับจงใจที่จะทำให้งบประมาณเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ยากขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะรัฐบาลนั้นโดยการบริหารของท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่าน มาในระบอบประชาธิปไตยโดยการไว้วางใจของพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยที่ไม่ได้มา แบบพิเศษผมไว้วางใจท่าน แต่ท่านมาแบบลักษณะพิเศษท่านเข้ามาร่วมกับข้าราชการ โดยเฉพาะสำนักงบประมาณผมขอติสำนักงบประมาณ ผมไม่ทราบว่าท่านไปร่วมกันนะครับ อย่างไรถึงสามารถทำงบประมาณกลางขึ้นมาได้มากขนาดนี้ โดยที่เดิมงบประมาณกลางนั้น ซึ่งมันใช้จ่ายค่าพยาบาลข้าราชการเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินสำรอง เงินสมทบ ข้าราชการ เงินสวัสดิการต่าง ๆ ผมเชื่อว่าเงินเหล่านี้เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า แต่ละปีมีจำนวนประมาณเท่าใด ถ้าเราสามารถคาดการณ์ได้หน่วยงานนี้ก็ควรจะมีหน่วยงาน เข้ามารับผิดชอบเงินส่วนนี้ซึ่งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมด ๘ ปี ๔ ล้านล้านบาท เราทราบว่าเงินที่จ่ายลักษณะนี้แต่ละปีมันเท่าไร แต่เงินฉุกเฉินเร่งด่วนผมเข้าใจว่ามันไม่ สามารถคาดการณ์ได้ คำว่า ฉุกเฉินเร่งด่วน เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถคาดได้ แต่การตั้ง งบประมาณแต่ละปี ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันก็ยังเยอะเกินไปท่านประธาน เพราะทุกปี ไม่สามารถใช้งบได้หมดหรอกครับ ยกเว้นปีที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เราเข้าใจได้ครับ ซึ่งปีนั้นตั้งงบประมาณไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ทราบว่าเงินไม่พอก็เลยมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณเข้ามาอีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงได้มีการขยายวงเงินวินัยการเงินการคลังจาก ๒.๕-๓.๕ ขยายเป็นไม่เกิน ๗.๕ แต่มาปีนี้ แล้วโรคระบาดนั้นมันเริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางแล้ว แล้วเงินงบประมาณที่ใช้กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ๓ ๔ ปีที่ผ่านมาได้ไปตรวจสอบแล้วพบว่าใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการที่กฎหมายเขียนไว้ อย่างชัดเจน กฎหมายเขียนไว้ว่าเงินก้อนนี้จะต้องใช้ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน แต่ท่านไปอนุมัติ ให้หน่วยรับงบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงต่าง ๆ บางกระทรวงได้เงินไป ๗,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไปทำอะไรเอาไปทำโครงการซึ่งเป็นโครงการที่ไม่เร่งด่วน บางหน่วยงาน มีการฮั้วประมูลกัน มีแค่ ๒ บริษัทเองท่านประธานได้งานไป ผมใบ้ให้ก็ได้บริษัทหนึ่งอยู่ ปราจีนบุรี บริษัทหนึ่งอยู่ราชบุรี มีการเขียนสเปก (Spec) ล็อกสเปก (Lock Spec) ขึ้นมาใช้ งบฉุกเฉินเร่งด่วนนี่งบประมาณกลางของนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ ใช้งบประมาณกลาง ที่นายกรัฐมนตรีที่ถือไว้ผมคิดว่าเป็นงบประมาณที่ท่านต้องการลงพื้นที่เพื่อเป็นการหาเสียง ล่วงหน้าหรือไม่ ท่านกรรมาธิการต้องตอบนะครับ เพราะกรรมาธิการผมก็ไม่เห็นมีการตัด ไม่แน่ใจว่าท่าน ตัดได้หรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แล้วเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรจะผ่านมาถึง ๔ ปี เรามีการ อนุมัติเงินลักษณะนี้มา ๔ ปีแล้ว เราก็เห็นอยู่แล้วว่าเงินงบประมาณงบกลาง มันไม่สามารถ ที่จะตรวจสอบ ไม่สามารถวัดผล ไม่คุ้มค่าเงินภาษีของแผ่นดิน แล้วเรายังมีการอนุมัติงบ ในปี ๒๕๖๖ อีก มันเป็นการอนุมัติงบแบบทิ้งทวนหรือไม่ งบนี้สามารถลงหาเสียงได้ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีไปอยู่ตรงไหนนี่ มีใครก็ตามที่รู้จักนายกรัฐมนตรีมาของบ เพราะอะไรครับ เพราะบางคนไม่สามารถตั้งงบประมาณขึ้นมา กลัวมีกรรมาธิการตรวจสอบ กลัวสภาตรวจสอบ เขียนโครงการงบขึ้นมาอาจจะไม่ผ่านก็เลยใช้วิธีการของบฉุกเฉินเร่งด่วน นี้ล่ะครับ งบกลางจากนายกรัฐมนตรีมันของ่ายกว่า เห็นไหมครับนายกรัฐมนตรีก็อนุมัติสิ เพราะรู้จักกัน ฉะนั้นงบลักษณะนี้มีครับ ทำถนนหนทาง ทำโครงการเจาะบ่อน้ำบาดาล ทำอะไรพวกนี้ ซึ่งงบเหล่านี้มันมีอยู่ในส่วนของหน่วยงานอยู่แล้วซึ่งเขาสามารถตั้ง งบประมาณขึ้นมาตามปกติอยู่แล้ว แต่ท่านได้เอางบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วนไปใช้ผิดประเภท ใช้ผิดวัตถุประสงค์อันนี้ชัดเจน ถามว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบอย่างไร รวมทั้งสำนักงบประมาณด้วยต้องรับผิดชอบอย่างไรเพราะท่านสมรู้ร่วมคิด กันนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการตั้งงบประมาณขนาดนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมไม่ไว้วางใจ ยิ่งท่านจะหมดวาระ ๘ ปีแล้วนี่ แต่ถ้าท่านยังต่ออีกแล้วเราจะไว้วางใจท่านได้อย่างไร ขนาดท่านไม่เคารพรัฐธรรมนูญนี่ และปัจจุบันนี้ท่านเป็นผู้ถืออำนาจ ถือกฎหมาย นอกจากนั้นยังไม่พอยังมาถือเงินอีกครับ เท่ากับท่านมีอำนาจเกินความจำเป็น รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าเขาป้องกันไม่ให้คนมีอำนาจเกิน ๘ ปี เห็นไหมครับเพราะจะเกิด วิกฤติทางการเมือง ฉะนั้นงบประมาณส่วนนี้ผมถึงขอตัดลดจำนวน ๗ เปอร์เซ็นต์ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ถือว่าน้อย ก็อยากให้สภาช่วยกันพิจารณาด้วยว่าอยากให้ช่วยปรับลด งบส่วนนี้ลงไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนครับ กราบขอบคุณมากครับ