จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณกลางที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ รวมถึงงบเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่พุ่งสูงจากระดับ 122,000 ล้านบาทในปี 2557 เป็นกว่า 320,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พร้อมวิพากษ์การใช้จ่ายงบฉุกเฉินที่ไร้ประสิทธิภาพ เบิกจ่ายต่ำและล่าช้า จนกลายเป็นช่องทางการจัดสรรงบที่ขาดความโปร่งใส จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณรวมอย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์เพื่อเพิ่มความเข้มงวดและคุมการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยย้ำว่ารัฐยังมีเงินทุนสำรองรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ผมได้แปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณรายจ่ายงบกลางลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับจากยอด ทั้งสิ้น ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ผมขอปรับลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ จากตัวเลขที่ทางกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ได้ไปศึกษามารวมถึงหน่วยงานของรัฐสภาเอง ได้รวบรวมข้อมูลมานี้นะครับ ในช่วงเพียงแค่ระยะเวลาตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารมาไม่กี่ปี ๗ ๘ ปี งบกลางผ่านการใช้การไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๔ ล้านล้านบาท เป็นเงินมหาศาลสูงกว่า งบประมาณในปีปัจจุบันด้วยซ้ำ มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปโดยต้องใช้คำว่า อีลุ่ยฉุยแฉก คือไม่มีกระบวนการในการที่จะกำกับหรือควบคุมดูแล ไม่มีกระบวนการในการ จะตรวจสอบให้อย่างรัดกุม และที่สำคัญเป็นไปตามอัธยาศัยของคณะรัฐมนตรี ซึ่งสุดท้าย หลายครั้งหลายหนเรามีข้อท้วงติงกันมาโดยตลอดในสภาแห่งนี้ว่ากระบวนการใช้งบกลาง เหล่านั้นมันไม่เป็นประโยชน์ มันไม่เกิดตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เกิดจริง ท่านประธานครับ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างที่ผมได้เรียนถ้านับรวมตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมานะครับไม่น่าเชื่อ จากงบกลางซึ่งเคยตั้งอยู่ในอดีตในปี ๒๕๕๗ และก่อนหน้าอยู่ในเฉลี่ยราวปีละประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๑๐-๑๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดวงเงินงบประมาณ แต่ในช่วงที่ผ่านมาในช่วง ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มีการผลักตัวเลขนี้ขึ้น ปัจจุบันแตะอยู่ที่ระดับ ๑๘-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากครับ เป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ งบประมาณในส่วนงบกลางนั้น ผมเข้าใจครับ มันใช้ในเรื่องของกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ใช้ในเรื่องของเป็นค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการ เงินในเรื่องของการสมทบข้าราชการ การชดเชยค่าก่อสร้างต่าง ๆ เงินเลื่อนวุฒิ เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มันรวมอยู่หลายประเภทซึ่งรวมอยู่ในงบกลางตามระเบียบวิธีการ ทำงบประมาณอันนี้เราเข้าใจได้ แต่ตัวเลขที่น่าสนใจแล้วก็ต้องติดตามอย่างละเอียดและผม ก็จะฝากถามไปยังทางกรรมาธิการซึ่งท่านไปทำงานให้พวกเรามาหลายเดือนนะครับ ก็เป็น เรื่องที่สำคัญที่ท่านจะต้องไปสืบค้นเอาข้อมูลต่าง ๆ มา คำถามที่ผมจะถามท่าน
คำถามแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเบี้ยหวัดบำนาญครับ ในงบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเบี้ยหวัดบำนาญไปครึ่งหนึ่ง ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ใน ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ตัวเลขนี้น่าตกใจมากเพราะอะไรครับ ถ้าอย่างที่ผมได้เรียนย้อนกลับไปเมื่อ ประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ ตัวเลขเบี้ยหวัดบำนาญนี่อยู่ในระดับเพียงแค่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองในแต่ละปี แต่ในช่วงการบริหารราชการของรัฐบาล ชุดปัจจุบันเพียงแค่ ๗ ๘ ปีเท่านั้น เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญไหลขึ้นทุกปีอย่างไม่มีอัตรา ผ่อนเลยพุ่งขึ้นสูงตลอดต่อเนื่อง ปัจจุบันไปแตะที่ ๓๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ปีหน้ารับประกันว่า จะขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังไม่หยุด อีกไม่นานครับ ๒ ๓ ปีแล้วจะเห็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการบริหารราชการที่ผิดพลาด ผิดทิศหรือไม่ กับการที่สร้างรัฐราชการที่ใหญ่โตขึ้นมา กับการที่ไปอุ้มชูไปให้รางวัลพิเศษกับภาคข้าราชการ มากเกินไปหรือไม่ ผมไม่ได้ติดใจกับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญกับพี่น้องข้าราชการที่ทำงาน มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่มันเป็นปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างรัฐราชการ ที่มันเทอะทะ และที่สำคัญที่สุดมันเกิดจากการที่เรามีการประกาศอะไรต่าง ๆ เช่น พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเปล่า เขาได้ ๒ เท่านะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวเลข ที่มันน่ากลัวและมันก็ไปเบียดกินเอากับงบประมาณแผ่นดินซึ่งมันควรจะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน ควรจะเป็นเงินที่ลงไปในการพัฒนาต่าง ๆ แต่เรากำลังแบกภาระในเรื่องของ เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นที่ผมจะถามท่านก็คือแล้วท่านไปถาม มาหรือไม่ว่าในช่วง ๗ ๘ ปีที่ผ่านมาทำไมจาก ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในระยะเวลาอันรวดเร็วมันเกิดอะไรขึ้น อันนี้เป็นคำถามแรก
ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องซึ่งเพื่อนสมาชิกพูดกันมาเยอะแล้ว ก็คือเงินในส่วนของ กรณีฉุกเฉินและจำเป็น อันนี้เราเข้าใจครับ ใครเป็นรัฐบาลก็มีความจำเป็นในบางส่วน ที่จะต้องมีเงินในลักษณะของการฉุกเฉินและจำเป็นเพื่อที่จะเอามาใช้บริหารราชการแผ่นดิน ในกรณีที่มีภัยพิบัติ น้ำท่วม หรืออะไรต่าง ๆ แต่กระบวนการใช้เงินกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ที่ผ่านมา อย่างที่ผมได้เรียนใช้คำไปเบื้องต้นก็คือมันอีลุ่ยฉุยแฉก มันเป็นการใช้เงินซึ่งไม่ตรง ตามวัตถุประสงค์กับกรณีที่มันเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ หลายครั้งหลายหนเป็นการใช้ งบประมาณซึ่งไปซ้ำซ้อนกับงานฟังก์ชัน (Function) กับงานงบประมาณปกติของหน่วยงาน ราชการ ก็เห็นทำถนน ก็เห็นทำระบบน้ำ ไปขุดลอก มันก็อย่างเดียวกัน นี่คือกระบวนการปกติ ซึ่งหน่วยงานราชการสามารถตั้งงบประมาณในกรณีปกติได้ ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ กรณีของเงินฉุกเฉินและจำเป็น งบประมาณในส่วนของการใช้ในการฉุกเฉินและจำเป็นในช่วง ๓ ๔ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปีปัจจุบันการเบิกจ่ายต่ำมาก เบิกจ่ายเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการกันเหลื่อมปี ท่านบอกว่าก็ใช้หมด สุดท้าย ก็ใช้หมด งบกลางเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นนี่ใช้หมดทุกครั้ง แต่ถ้าเราดูในลักษณะของตัว งบประมาณแล้วนี่คือการฟ้องต่อสังคมครับ อ้ายการใช้เพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีปี ๒๕๖๑ ใช้ ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายพอสิ้นปีงบประมาณกันเหลื่อมใช้ครบมันหมายถึงอะไร นี่คือกรณี ที่เราพูดกันมาโดยตลอดว่านี่คืองบลด แลก แจก แถม เอาไว้ให้กับหน่วยงานราชการ เอาไว้ให้กับพรรคการเมือง เอาไว้ให้กับส่วนราชการเพื่อที่จะเอาไปสนับสนุนในกิจกรรม ภารกิจทางการเมืองหรือเปล่า ปีนี้เราเพิ่งผ่านงบประมาณเพิ่งผ่านมติ ครม. ไปเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา เอาไปให้ สทนช. ๔,๐๐๐ ล้านบาทก็งบกลางนี่ล่ะครับ บอกว่าจะเอามาทำ อะไรครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ เอามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนและการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งนะครับ อนุมัติ ๑๑ สิงหาคม น้ำท่วมอยู่ครับ และกระบวนการในการอนุมัติเงินงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าท่านจะทำเสร็จ พรุ่งนี้ไหม มันก็ไม่มีทาง สุดท้ายก็ต้อง ๓ เดือนข้างหน้า กว่าจะเห็นก็คือสถานการณ์ปัญหา น้ำท่วมของพี่น้องประชาชนมันผ่านไปแล้ว การกักเก็บน้ำก็ไม่ทันแล้ว เพราะมันท่วมแล้ว มันแห้งแล้ว นี่คือกระบวนการผ่านงบประมาณ ซึ่งมันอีหลุยฉุยแฉกและไม่เกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน สุดท้ายเป็นเพียงแค่การแบ่งเค้กกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเลยยืนยัน ครับว่าเราจะต้องปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงไม่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเสนอ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่มีประเด็นท้วงติงหลายคนท่านกรรมาธิการก็คงมาบอกผมบอกว่ามันมี ความจำเป็นเพราะงบกลางเหล่านี้ใช้แล้วมันเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินต้องมีสำรองไว้ตลอดเวลา อันนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นน่าห่วง เพราะอย่างที่ผมได้เรียนการใช้งบประมาณในช่วง ๓ ๔ ปีที่ผ่านมา ใช้จริงไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอนุมัติเบิกจ่ายเหลื่อมปีไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการใช้จริงมันไม่เคยถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบกลางที่ตั้งไว้ และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ เรามีมาตราหนึ่งที่กำหนดไว้อยู่แล้วว่า มันมีเงินที่เรียกว่า เงินทุนสำรองจ่าย ซึ่งสามารถจ่ายได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา สำนักงบประมาณเงินช็อต (Short) ขาดมือ หมุนไม่ทัน งบกลางหมด ตอนนั้นสถานการณ์ โควิด (COVID) ก็ใช้กลไกเดียวกันครับ ก็คือสามารถดึงเงินจากทุนสำรองนั้นมาใช้ก่อนได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็ตั้งคืนในปีถัดไป หมายความว่าในกรณีที่มันฉุกเฉินแล้วมันสำคัญ จริง ๆ ถ้าปรับลดไปสัก ๓๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พอถึงเวลาถ้ามันเกิดเหตุใด ๆ ที่มันฉุกเฉินรัฐบาลก็ยังมีกลไกผ่าน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่จะเอาเงินทุนสำรองจ่าย ออกมาใช้ได้ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจึงไม่ใช่ปัญหาใด ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับงบกลางในส่วนนี้เราควรจะต้องตัด โดยเฉพาะในส่วนของงบ สำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณครับ