จิรัฏฐ์ ชี้งบกลางพุ่ง 590,000 ล้าน ใช้จ่ายบุคลากรเกินครึ่ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะส่วนที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรซึ่งกินสัดส่วนมากถึงร้อยละ 82.9 และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส พร้อมเสนอให้แยกงบบุคลากรให้กรมบัญชีกลางดูแลแทนการกักตั้งเป็นงบกลางเพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนและขาดการควบคุม

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่างงบกลางก็ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้รัฐบาลมีความ คล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ ที่คาดเดาไม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถใช้งบประมาณในการดำเนินนโยบายได้อย่างรวดเร็วก็จะใช้ งบตัวนี้ในการบริหารจัดการ แล้วก็แก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ก็พูดง่าย ๆ เป็นงบที่เอามากองไว้ตรงกลางนั่นล่ะครับเราถึงเรียกว่างบกลาง ใครจะใช้ก็ได้ ก็ให้ไปขอ ถ้าจำเป็นเร่งด่วนก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการอนุมัติ แต่ว่างบกลางครับ ท่านประธานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีครับ ปีที่แล้ว ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มมา ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แบ่งเป็นรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ บุคลากรก็ปาไป ๖ รายการแล้วครับ รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรคิดเป็น ๘๒.๙ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ๔๘๙,๔๐๐ ล้านบาท นี่ไม่ได้เรียกงบกลางแล้วครับ มีค่าอะไรบ้างครับ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐ มีเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐ มีเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มีเงินเลื่อนเงินเดือน เงินปรับวุฒิ ข้าราชการ มีเงินสมทบลูกจ้างประจำ มีเงินสำรองสมทบชดเชยข้าราชการ เท่ากับว่า ๘๒ ๘๓ เปอร์เซ็นต์นี้ก็คือเอาไปอวยให้ลูกน้องข้าราชการทั้งหลาย ก็เข้าใจได้ว่าคุณประยุทธ์ ก็คงไม่มีใครที่จะนับหน้าถือตาสักเท่าไร ก็คงต้องให้ข้าราชการนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นมันก็ ไม่แปลกที่จะเอางบกลางไปทำอะไรแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่งบกลางเหล่านี้จัดสรรไปให้หน่วยงาน ราชการเขาจัดการกันเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาอยู่กับนายกรัฐมนตรีเลย ไม่จำเป็น นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนจ่ายเองเลย แค่อยากจ่ายเองเท่านั้นเองครับ ให้มันเป็นบุญคุณ แค่นั้นล่ะทั้ง ๆ ที่เป็นเงินภาษีประชาชน หน่วยงานราชการเขาจัดการเองได้ กรมบัญชีกลาง ก็มีหน้าที่ในการจัดการอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมากั๊กเอาไว้ในกระเป๋าตัวเองตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่มันเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณประเทศเลยครับ ถ้าเกิดว่าการที่เป็นผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำรัฐบาล ของประเทศที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้เลย คาดเดาสถานการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เลยก็ไม่แปลกที่จะกั๊กเอาเงิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศมาเก็บไว้ใน กระเป๋าตัวเองก่อน ถ้าย้อนกลับไปดู ๘ ปีครับ ๘ ปีที่ พลเอก ประยุทธ์ ปล้นอำนาจ ทั้งอำนาจ ทั้งเวลา ปล้นทั้งงบประมาณไปจากพวกเรา อันนี้ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงบประมาณของรัฐสภาที่ทำข้อมูลมาดีมาก งบประมาณรายจ่ายงบกลางช่วง ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๖ ถึงปีล่าสุดปีนี้ ได้รับจัดสรรตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติม แล้วก็ พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำปี รวม ๘ ปี ๔.๙๗ ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศไป ๑.๖ ๑.๗ เท่าเลย ๔.๙๗ ล้านล้านบาท คุณประยุทธ์ ใช้ทำอะไรได้ตามใจเลย เอาไปทำอะไรบ้าง ๘ ปีนี่ก็เป็นเหมือนเดิมนะครับ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ บุคลากร ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เหมือนเดิมครับ เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เงินช่วยเหลือ เงินเดือน เงินเลื่อนเงินเดือน เงินสมทบอะไรทั้งหลายแหล่ เป็นเงินทั้งสิ้น ๓.๖๗ ล้านล้านบาท มากกว่า งบประมาณประเทศอีกแล้ว ที่เหลือก็เอาไปใช้ดำเนินการตามนโยบายของตัวเองครับ ก็เป็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรกองทุนประชารัฐ มีโครงการที่ถึงเวลาทัวร์ (Tour) ให้ทั่วไทย โครงการชิมช้อปใช้ เป็นการพัฒนาพื้นที่อีอีซี (EEC) แล้วก็ที่เหลือบางส่วนจะเป็น การอนุมัติงานที่ซ้ำซ้อนกับงานที่ดำเนินงานของหน่วยงานราชการอยู่แล้วด้วย อย่างเช่น การดำเนินงานของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย อันนั้นก็มีงบประมาณ ให้เขาไปแล้วก็มีให้เพิ่มไปอีก ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ยางพารา อันนั้นก็มี หน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้วก็ไปซ้ำซ้อนกันอีก นี่คือปัญหาของการใช้งบกลางซึ่งมันมากเกินไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๖ งบประมาณที่เป็นบุคลากรที่ผมบอกไป ๗๓ ๗๔ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วตามระเบียบว่าด้วย วิธีบริหารงบประมาณปี ๒๕๖๒ ข้อ ๒ กำหนดให้การใช้จ่ายงบประมาณงบกลาง รายการ เกี่ยวกับบุคลากรให้อยู่ในกำกับของกรมบัญชีกลางซึ่งหมายความว่าอะไร หมายความว่า ท่านสามารถตั้งรายการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบุคลากรแยกออกไปให้งบประมาณเป็นส่วนของ กรมบัญชีกลางเขาจัดการได้เลย เพราะเขาเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอามารวมเลย ถ้าเราไปดูเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญนี่ ปี ๒๕๕๗ กับปีนี้ ปี ๒๕๖๖ มันเพิ่มขึ้นมา ๒ เท่าเลยนะครับ ปี ๒๕๕๗ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เพิ่มเป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาของการใช้งบกลางนี้มันเป็นเรื่องของการตรวจสอบ แล้วก็ความ โปร่งใสในการใช้งบประมาณ ผู้แทนราษฎรอย่างพวกเราไม่สามารถตรวจได้เลยว่าคุณจะใช้ ทำอะไรบ้าง มีตัวชี้วัดอะไร แล้วใช้ไปแล้วมันเกิดผลสัมฤทธิ์แค่ไหน ไม่มีตัวชี้วัดอะไรให้เรา ตรวจสอบได้เลย จะตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อใช้ไปแล้ว ปีที่แล้วโอนงบไปแล้วก็บอกเอาไปทำ โควิด (COVID) โน่นนี่นั่น แล้วก็ไม่ได้ไปทำครับ เงินที่ไปทำโควิด (COVID) เบิกจ่ายไปแค่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เอง แต่เชื่อไหมเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรเบิกจ่ายได้ มากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อีก คือเบิกจ่ายงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ด้วยซ้ำ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าท่านเดา ไม่ได้เลยว่าปีที่จะถึงจะต้องมีค่าใช้จ่ายบุคลากรเท่าไร จะต้องจ่ายเบี้ยหวัดใครบ้าง จะต้องจ่ายบำนาญใครบ้าง ท่านไม่รู้อะไรเลย รู้แต่เพียงว่าเอาเงินมากั๊กไว้ก่อนแล้วเดี๋ยวค่อย ว่ากันหน้างาน ท่านประธานครับ สุดท้ายก็ผมขอตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่ เรื่องที่เราควรจะทำเป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณีของการจัดทำงบประมาณต่อไป การเอาเงิน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินไปกั๊กไว้ในกระเป๋าของนายกรัฐมนตรีคนเดียว และเป็นแบบนี้มา ๘ ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยมันเป็นการทำให้บ้าอำนาจมากขึ้นไปใหญ่ ถ้า พลเอก ประยุทธ์ อยากจะกั๊กเงินไว้ขนาดนี้แสดงว่าท่านไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาก ท่านต้องกั๊กไว้ก่อนแล้วก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไรที่เกี่ยวกับประชาชนเท่าไร นอกเหนือจากการ เอาไปสร้างบุญคุณกับข้าราชการเพื่อมาสนับสนุนตัวเองในการทำงานมาตลอด ๘ ปี ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับยอมตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อที่จะให้เป็นตัวอย่าง ในปีถัด ๆ ไป ขอบคุณครับท่านประธาน