รังสิมันต์ โรม อภิปรายตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 วงเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินลง 4.8 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสในการใช้จ่ายและวิพากษ์การใช้งบกลางในอดีตที่ขาดความจำเป็นและตรวจสอบไม่ได้
เรียนท่านประธาน ผม นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายตัดงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ตามมาตรา ๖ ลงเป็นสัดส่วน ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเป็น การตัดงบในเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ได้ตั้งเอาไว้ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ตัดลงเป็น ๒๘,๓๔๓ ล้านบาท จะคงเหลือ ๖๔,๐๕๗ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนสัดส่วน ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งประเทศ อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เรา ตัดได้ ท่านประธานครับ งบกลางในส่วนของรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า งบกลาง เราได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของงบกลางมา มากว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ตอนที่เอาเข้าสภาไม่มี ส.ส. คนไหนเลยแม้แต่คนเดียว ที่จะมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าสุดท้ายแล้วงบก้อนนี้ถูกเอาไปใช้อย่างไร เอากันตรงไปตรงมาเงินที่มากขนาดนี้ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะปิดบังไม่ให้สภารู้ สิ่งที่ท่าน ต้องทำตอนที่ท่านยื่นเข้ามาสภาท่านควรที่จะมีเอกสารชี้แจงมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ประชาชน และสมาชิกได้รู้ว่างบกลางของท่านถูกใช้อย่างไร เงินก้อนนี้เราไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ยิ่งท่านปิดมากเท่าไร ยิ่งท่านป้องกันไม่ให้คนรู้มากเท่าไร คนมันก็ยิ่งอยากรู้เพราะนั่น หมายความว่าท่านไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่ต้นว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้ท่านเอาไปทำอะไรกันแน่ ดังนั้นผมฝากเลยว่าเงินก้อนนี้ต้องทำให้โปร่งใสมากที่สุด แล้วในเรื่องของงบกลางนะครับ คนที่มีอำนาจกำหนดเรื่องนี้ก็มีแต่ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี และ ครม. ที่จะไปตัดสินใจใช้ กับเรื่องต่าง ๆ เมื่อภายหลังเงินก้อนนี้ผ่านสภา สำหรับสภาแล้ว ส.ส. อย่างพวกเรา งบกลาง มันตรวจสอบไม่ได้จริง ๆ แล้วสภาซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลเราจะสามารถทำ หน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างไร แล้วเมื่องบกลางมันผ่านไปแล้วเราทำได้แค่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือภาวนาครับ ภาวนาให้รัฐบาลใช้เงินก้อนนี้กับเรื่องที่จำเป็นหรือเร่งด่วน จริง ๆ อย่างที่ ๒ กร่นด่าประณามรัฐบาลให้หนักเมื่อพบข้อเท็จจริงว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล กลับฉวยโอกาสเอาเงินก้อนนี้ไปใช้กับเรื่องที่ทรยศต่อความไว้วางใจที่สภาและประชาชน ได้มอบให้ ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงฉุกเฉินและความจำเป็นในบริบทของงบที่สภาเข้าไป ตรวจสอบตั้งแต่ต้นไม่ได้แล้ว การใช้งบกลางแต่ละครั้งของรัฐบาลจึงต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ทำไมมันถึงฉุกเฉินและจำเป็นถึงขนาดที่ไม่สามารถบอกกับสภาตั้งแต่ต้นได้ และแน่นอนที่สุด ต้องตอบให้ด้วยว่าเงินก้อนนี้ที่มันฉุกเฉินและจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจริง ๆ อย่างไร เราถึงจะยอมรับได้หากรัฐบาลใช้งบกลางอย่างมีคุณค่าและประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น การไปฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติเรายอมรับได้ หากรัฐบาลใช้งบกลางไปซื้อวัคซีนป้องกันโควิด (COVID) เรายอมรับได้ แต่ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เรากลับพบเจอการใช้งบกลางไปกับการซื้อสไตรเกอร์ (Stryker) ๓๗ คัน ๒,๘๐๐ ล้านบาท กรณีนี้หลายท่านอาจจะบอกว่าเอามาพูดซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว แต่มันพูดซ้ำได้ ทุกรอบจริง ๆ เพราะมันคือตัวอย่างอมตะนิรันดร์ว่าการใช้เงินงบกลางของรัฐบาลนี้เป็นไป อย่างไม่มีคุณค่าอย่างไร ผ่านมาเกือบ ๔ ปี นับตั้งแต่มีการอนุมัติงบก้อนนี้ไปซื้อ สไตรเกอร์ (Stryker) ผ่านมาเกือบ ๓ ปี นับจากที่มีการส่งมอบสไตรเกอร์ (Stryker) ดังกล่าว เรายังไม่เคยเห็นสไตรเกอร์ (Stryker) ดังกล่าวถูกใช้เพื่อความจำเป็นเร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย และกรณีล่าสุดที่ผมเพิ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อไม่นาน คือกรณีที่มีการทุจริตในกองบินตำรวจที่ไปสั่งจ้างการบินไทยซ่อมเครื่องบินในช่วงปี ๒๕๖๓ จนเกินงบประมาณ หลักฐานทุกอย่างมีความชัดเจน ปรากฏว่าสุดท้ายรัฐบาลได้ใช้เงิน ๙๓๗ ล้านบาท ไปแก้ปัญหาการกระทำทุจริตดังกล่าวทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น รู้ตั้งแต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะชี้ว่าตำรวจจะเป็นลูกหนี้เด็ดขาดด้วยซ้ำ แต่พวกท่าน ไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านแก้ปัญหาด้วยการใช้เงิน เงินงบกลางที่คิดกันว่าจะเอาไว้ใช้ในการ แก้ปัญหาการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างเช่นกรณีที่ มันเกิดปัญหาโควิด (COVID) มันได้กลายเป็นเงินสำหรับการเผื่อกรณีที่จะมีการทุจริตคอร์รัปชัน นั่นจึงเป็นเหตุผลครับท่านประธานว่าผมไม่สามารถไว้วางใจให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ถือเงินงบกลางที่มากขนาดนี้อีกต่อไป ที่ผ่านมามันพิสูจน์กันแล้วท่านประธานครับ ว่าชายคนนี้ไม่มีศักยภาพในการที่จะบริหารเม็ดเงินของประชาชนให้อย่างมีคุณค่าได้ ถ้าไม่ติดข้อกำหนดของกฎหมายความตั้งใจผม ผมอยากจะตัดให้มากกว่านี้อีก แต่ถ้าจะตัด มากกว่านี้เดี๋ยวมันจะไปกระทบต่อเงินเดือนของข้าราชการต่าง ๆ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมจึงมีความเห็นว่าเราควรที่จะตัดลดงบประมาณส่วนนี้ลงที่ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ อย่าปล่อยให้คนที่ไม่มีศักยภาพในการบริหารเงินของประชาชนให้ใช้เงิน อย่างมือเติบโดยไม่เห็นคุณค่าอีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ