พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือปัญหางบกลางจำนวน 590,000 ล้านบาทที่ขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะการรวมงบเกี่ยวกับข้าราชการกว่า 490,000 ล้านบาทกับงบฉุกเฉิน 100,000 ล้านบาทไว้ในหมวดเดียวกัน ทำให้เกิดการโยกย้ายงบและใช้เงินคงคลังโดยไม่ชัดเจน จึงเรียกร้องให้แยกหมวดงบประมาณและปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนสวัสดิการข้าราชการเช่น งบรักษาพยาบาลที่ควรส่งเสริมการป้องกันโรคแทนการรอจ่ายเมื่อเจ็บป่วย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ งบกลางเป็นงบที่ก่อให้เกิดความสงสัยแล้วก็มีข้อข้องใจกันมาทุกครั้ง ที่มีการประชุมอภิปรายงบประมาณ จริง ๆ แล้วกระผมก็เคยนำเสนอวิธีการปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะให้งบกลางมีความโปร่งใส ซึ่งวันนี้ผมก็ขออนุญาตที่จะกล่าวอีกครั้งหนึ่งก็ต้องขออภัย หากท่านจะต้องฟังซ้ำนะครับว่าผมเคยกล่าวไว้อย่างไร งบกลางที่เราตั้งไว้ประมาณ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑๘.๕ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินก้อนโตนะครับ ขณะที่เรามีเอกสารงบประมาณ เป็นลัง ๆ แต่ละกระทรวงต้องนำเสนอข้อมูลมากมายด้วยกันเป็นเล่ม ๆ แต่ปรากฏว่างบกลาง มีเงินถึง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท มีกระดาษแค่ใบเดียวคือมีการแจ้งยอดว่าจะมีการเบิกจ่าย รายการอะไรบ้าง ประมาณ ๑๑ ๑๒ รายการแล้วก็แค่นั้นครับ รายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่ผม เคยไปนั่งในกรรมาธิการก็ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าได้มาอย่างไร อันนี้เป็นที่มาที่ผมกล่าวว่า เป็นความไม่โปร่งใสของการทำงานนะครับ ก็อยากจะให้มีการปรับปรุงระบบงบประมาณ ให้โปร่งใสมากขึ้น วิธีการก็คือต้องแยกหมวดครับ ในงบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้ว ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือประมาณ ๘๓ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นงบเกี่ยวกับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรักษาพยาบาล งบช่วยเหลือข้าราชการและลูกจ้าง งบเบี้ยหวัด บำนาญ งบเลื่อนเงินเดือน เหล่านี้เป็นต้น ประมาณ ๗ รายการ เป็นงบเกี่ยวกับข้าราชการ ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่เป็นการใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นต่าง ๆ เพียงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในการบริหารจัดการก็แยกกันครับ คืองบที่เกี่ยวกับข้าราชการอยู่ในการดูแลของกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางท่านก็เป็น ฝ่ายตั้งรับ เวลาที่ข้าราชการมาเบิกก็เบิกตามหลักฐานเท่านั้น ผมเคยเชิญทางกรมบัญชีกลาง มาสอบถามในกรรมาธิการครับว่าและมีการตรวจสอบไหมว่าข้าราชการที่มาเบิกเบี้ยหวัด บำนาญ เหล่านี้เป็นต้น มีตัวตนอยู่หรือเปล่า ท่านก็บอกว่าท่านก็ดูตามหลักฐานเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปตรวจสอบจริง อันนี้คือประเด็นหนึ่งที่พวกเราเป็นห่วงว่าระบบการบริหารจัดการ งบนี้ยังไม่ได้มีความชัดเจนเพียงพอ แต่ถ้าหากมีการแยกงบออกมาเป็น ๒ หมวด ก็คือหมวดที่เกี่ยวกับข้าราชการซึ่งน่าจะ ประมาณได้อยู่แล้วว่าค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และจริง ๆ แล้วผมก็อยากจะขอเรียนว่า ตัวเลขที่ท่านตั้งไว้เกี่ยวกับงบกลางของรักษาพยาบาล ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ ๒ ปี ก่อนหน้านี้ รายจ่ายจริงมันเกิดขึ้นแล้วถึง ๗๙,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือว่าที่ท่านตั้งจ่าย มันไม่พอ แล้วไม่พอทำอย่างไรครับ ไม่พอกรมบัญชีกลางก็มีอำนาจตาม พ.ร.บ. เงินคงคลัง เพราะว่ามีกฎหมายอนุญาตให้จ่ายอยู่แล้วก็สามารถใช้เงินคงคลัง แล้วก็ไปตั้งงบชดใช้เงิน คงคลังในปีต่อไป อันนี้คือการบริหารจัดการของกรมบัญชีกลาง ส่วนงบอีกก้อนหนึ่ง งบฉุกเฉิน รวม ๆ ได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในการดูแลหรืออำนาจของ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านมีอำนาจที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ตาม พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ เพราะฉะนั้นในเมื่อ ๒ งบนี้มันเป็นคนละเรื่องกัน คนละงบกันแต่กลับมาอยู่ใน หมวดเดียวกัน ถามว่าเอ๊ะทำไมจึงเกิดเป็นอย่างนี้ ผมก็สงสัยครับ อยากจะให้ท่าน กรรมาธิการช่วยตอบโดยท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณซึ่งก็เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ช่วยชี้แจงด้วยว่าเป็นเพราะว่าท่านมีอำนาจตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๓๖ วรรคสุดท้ายว่า หากงบกลางหมวดใด รายการใดที่ไม่พอใช้ ท่านสามารถโยกจากรายการหนึ่งไปรายการหนึ่งได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่างบฉุกเฉินที่ท่านมีอำนาจอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกิดมีปัญหาไม่เพียงพอ ท่านก็จะมีอำนาจที่จะตัดเอามาจาก ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทได้นะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าท่านก็ ไปเบียดเอางบของข้าราชการ ส่วนกรมบัญชีกลางเมื่องบเหล่านี้ถูกเบียดไปก็ไปใช้เงินคงคลัง ผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีคำตอบและมีเหตุผลว่าท่านทำไมถึงไม่แยกหมวด ช่วยชี้แจงประเด็นนี้ ให้เป็นที่เข้าใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ประชาชนสอบถามกันมาก แล้วเพื่อน ส.ส. ก็สอบถาม เรื่องนี้ตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องของงบกลางว่าความโปร่งใสและความชัดเจนเป็นอย่างไร และที่สำคัญผมอยากจะให้มีการบริหารจัดการงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับงบของ สวัสดิการข้าราชการ หลายรายการน่าจะมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น เช่นงบรักษาพยาบาล ที่เมื่อสักครู่กระผมได้กล่าวไปว่าตั้งไว้น่าจะไม่เพียงพอ เราตั้งรับอย่างเดียวในเรื่องของ สาธารณสุขเกี่ยวกับข้าราชการ จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นงบที่ให้ข้าราชการมีโอกาสที่จะเบิก เพื่อจะไปดูแลในเรื่องของสุขภาพได้ ไปฟิตเนส (Fitness) ไปดูแลการออกกำลังกายเพื่อจะ ไม่ให้เป็นโรค แต่ที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้ต้องให้ข้าราชการเป็นโรคก่อนถึงจะจ่ายได้ก็คือไปเบิก เป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นเรื่องของความคล่องตัว เรื่องของการบริหารจัดการ น่าจะมีขึ้นในเรื่องนี้ ถ้าหากท่านมีการแยกหมวดให้ชัดเจน แล้วก็เป็นเงินก้อนโต ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ พูดง่าย ๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีอากรของประชาชน เพราะฉะนั้นหากเราไม่ ดูแลให้ดีอนาคตเงินก้อนนี้ก็จะมีการขยายมากไปอีก เพราะว่าเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ก็เป็นที่ทราบกัน ทุกโรคก็มีปัญหากันทั้งนั้นว่ามักจะบานปลายออกไป ก็ขออนุญาต กราบเรียนครับ ขอบพระคุณมากครับ