วิชาญ ชี้งบกลางไม่โปร่งใส ท้วงติงใช้เกินหมวด-โยกชดเชยผิดยุทธศาสตร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

วิชาญ มีนชัยนันท์ ตั้งข้อสังเกตการปรับลดงบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ในงบกลางมาตรา 6 ว่าขาดความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล และมีปัญหาการจัดหมวดหมู่งบที่ไม่ชัดเจน ทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนความเป็นจริง พร้อมท้วงติงการใช้งบกลางในลักษณะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องทั้งที่ปัญหาหลายอย่างสามารถคาดการณ์ได้ จึงเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส ชัดเจน และไม่ใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ท่านประธานสาเหตุที่มีการ ปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของงบกลางมาตรา ๖ ผมมองว่าการใช้จ่ายในเรื่อง ของโครงการต่าง ๆ นี่มันต้องสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ใน ๗ ด้านของทางรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลอ้างในเรื่องของการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ แล้วก็มาดูรายมาตราในส่วนของ งบกลางซึ่งทางท่านสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องของการดูในเรื่องการใช้ประโยชน์ แล้วก็ดูใน เรื่องของผลสัมฤทธิ์ของงานต่าง ๆ ทีนี้ถ้ามาดูกันนะครับว่าในแต่ละรายไอเท็ม (Item) ในงบกลางมีทั้งหมด ๕๙๔,๗๐๐ กว่าล้านบาทนี่นะครับ ก็เป็นตัวเลขซึ่งอยู่ในงบกลาง ๑๒ รายการ ใน ๑๒ รายการท่านประธานครับถ้าดูให้ดีว่าแต่ละรายการมีการแยกหมวด ออกมา ทีนี้หลายท่านเองก็บอกกล่าวว่าการใช้จ่ายนี่มันต้องตรงหมด การที่จะให้งบประมาณ มากกว่าในแต่ละหมวด ซึ่งเราแบ่งแยกออกมานั้นคงทำไม่ได้ แต่พอมาดูทางหลาย ๆ ท่าน ที่ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าได้รับตัวเลข ซึ่งดูแล้วมันคละเคล้ากันไปก็แสดงว่า การแบ่งหมวดแต่ละส่วนนั้นไม่ได้ถือการจัดหมวดหมู่ออกมาให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของการจัดทำงบประมาณ ถ้าเกิดมีการพิจารณาแต่ละหมวดหมู่นี่ก็ต้องทำให้มันตรงกับ หมวดหมู่ เช่นในหมวดที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาและแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) งบประมาณตัวเลขนะครับ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าในแต่ละตัวเลขที่ท่านกำหนดมามันคือตัวเลขที่จะต้องใช้จ่าย แต่พองบประมาณนี้มันใช้จ่ายเกินนะครับก็จะมีการเอาหมวดอื่นมาโปะใส่ เพราะฉะนั้น การนำหมวดอื่นมาโปะใส่แสดงว่าการตั้งเม็ดเงินงบประมาณในแต่ละครั้งที่ตั้งมานั้นมันไม่ได้ สะท้อนตัวเลขตามความเป็นจริง อันนี้เป็นกรณีแรกนะครับว่าสาเหตุที่ปรับลดงบประมาณ แสดงว่ามันไม่มีความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ในหมวดที่จะต้องยกตัวเลข ออกมาถึง ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการเพิ่มตัวเลขซึ่งดูจากการ สะท้อนภาพว่าในแต่ละปีเรามีการจัดทำงบประมาณของรัฐเราไปมองเรื่องรายได้จีดีพี (GDP) แล้วก็มาสรุปรวมว่าตัวรายได้ต่าง ๆ ของรัฐสะท้อนให้เห็นว่างบประมาณต้องเพิ่มเติม แต่โดยภาพรวมแล้วมันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะเราทำงบประมาณทุกครั้งตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ทำ งบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการทำงบประมาณขาดดุลมันสะท้อนให้เห็นว่า เราต้องคืนงบ ดังนั้นในงบกลางในส่วนต่าง ๆ ที่เป็นงบประมาณตรงนี้มันไม่จำเป็นที่จะต้องมี การผลักเพิ่มสูงขึ้นตลอดเพราะว่าตัวเลขการใช้นั้นไม่ได้สะท้อนตามความเป็นจริงในกรณีแรก ดังนั้นในการตั้งงบประมาณจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มตามจำนวนตัวเลขของจีดีพี (GDP) ที่พูดถึง

อีกส่วนหนึ่งท่านประธานผมมองว่าการที่เรากำหนดว่าการใช้งบกลางจะต้อง อยู่ในทั้ง ๑๒ หมวดหรือภาระในเรื่องของปัญหาเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นตอนนี้ ตั้งไว้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในตัวเลขดังกล่าวผมมองว่าคำว่ากรณีฉุกเฉินจำเป็น ถูกอ้างแบบพร่ำเพรื่อ ถูกอ้างในลักษณะของการส่งบอกกล่าวว่าขณะนี้มีความจำเป็น เรื่องปัญหาภัยแล้ง ขณะนี้มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่ท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหา ซึ่งพบอยู่ เห็นอยู่ตลอดทุกครั้ง ทุกปี ซึ่งบางครั้งลงไปดูการตั้งเม็ดเงินงบประมาณ รายกระทรวงต่าง ๆ มันมีการมองให้เห็นว่าทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องของ อุทกภัย เรื่องของปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มันมีเม็ดเงินประจำอยู่ แต่กลับมาใช้ในส่วนของงบกลางโดยใช้คำว่า สาเหตุว่ามันเป็นเรื่องของกรณีฉุกเฉินจำเป็น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งซึ่งผมมองว่าการจัดทำงบประมาณแต่ละปีต้องชี้ให้เห็น ชี้ให้ชัดในการทำ งบประมาณ ไม่ใช่ใช้วิธีการในเรื่องของการใช้วิธีการใช้จ่ายงบกลาง แล้วก็มีส่วนหนึ่งที่ผม เป็นห่วงเพราะว่าตอนที่คณะกรรมาธิการได้ซักถามในส่วนของทาง กกต. คณะกรรมการ การเลือกตั้ง เลขาธิการของ กกต. ถูกสอบถามว่างบประมาณในรายจ่ายทำไมไม่ตั้ง เพราะว่า รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าคือในปี ๒๕๖๖ แต่คำถามนี้ได้รับคำตอบว่าไม่มีความ ชัดเจน ถ้ามีการเลือกตั้งขึ้นมาก็จะใช้งบกลาง ซึ่งทำให้เห็นว่าในส่วนของราชการประจำ อะไรก็ตามที่ลืม หรืออะไรก็ตามที่ตั้งแล้วจะมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าบอกว่า เป็นนโยบายของทางรัฐบาลก็ใช้วิธีการโดยการใช้งบกลาง ปีนี้ผมบังเอิญใน ๔ ครั้งของการ จัดทำงบประมาณนี้ ผมไม่ได้มีโอกาสในการที่จะมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ปีนี้มาเป็น ปีที่แล้วเป็นอนุกรรมาธิการ ก็ทราบมาว่าการปรับลดส่วนหนึ่งพอปรับลด เสร็จแล้วมักจะไม่มีที่ลงก็เอาไปใส่ไว้อยู่ในส่วนของงบกลางซึ่งพอเป็นงบกลางปุ๊บทางท่าน นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็จะใช้งบกลางดังกล่าวมองเหมือนกับว่าอันไหนที่มีสิ่งต่าง ๆ ที่ลงพื้นที่ไปแล้วเหมือนกับเป็นการหาเสียงล่ะครับ ไปพบเห็น ไปเจออะไรก็เอามาใช้งบกลาง ในการใช้ประโยชน์ ดังนั้นในการปรับตัวเลขดังกล่าวผมมองว่างบกลางตรงนี้เป็นปัญหา แล้วสุดท้ายดูจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวที่แล้วในเรื่องของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตรงนี้บอกชี้ให้เห็นชัดเลยว่าการใช้จ่ายเม็ดเงินในเรื่องของ งบกลางเอาไปใช้จ่ายในเรื่องของการจัดอบรมสัมมนา อันนี้ยิ่งชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ จึงพิจารณาปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ