วราเทพ แจงปรับลดงบ 7,644 ล้าน ชี้สอดคล้องกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

วราเทพ รัตนากร ชี้แจงผลการพิจารณาร่างงบประมาณจากกรรมาธิการฝ่ายเสียงข้างมาก โดยยืนยันการคงวงเงินรวมที่ 3.185 ล้านล้านบาท พร้อมชี้แจงการปรับลดงบประมาณรายจ่ายปี 2566 กว่า 7,644 ล้านบาท จากหลายปัจจัย อาทิ การดำเนินงานล่าช้า การยกเลิกโครงการ และการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในกระทรวงกลาโหม ขณะที่มีมติเพิ่มงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมกว่า 86,457 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และการถ่ายโอนบุคลากร พร้อมย้ำความชอบด้วยกฎหมายของการพิจารณาปรับเปลี่ยนงบประมาณ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายวินัยการเงินการคลัง และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยการลดงบลงทุนยังคงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ตามที่กฎหมายกำหนด

นายวราเทพ รัตนากร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้เสนอคำแปรญัตติ ไว้ในมาตรานี้ กรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบเท่าที่จะสามารถทำได้โดยทุกฝ่ายก็เห็น ตรงกันว่ามาตรานี้ไม่มีการแก้ไขก็คือคงยอดรวมของงบประมาณไว้ที่ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท โดยมีประเด็นที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและท่านสมาชิกผู้แปรญัตติได้สอบถาม ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบเพิ่มเติมในส่วนที่สำคัญแล้วก็ที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบไว้ใน ๒ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือประเด็นที่ท่านสมาชิกได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องของ แนวทางการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในส่วนที่มีการปรับลดไปมีเรื่อง ใดบ้าง แล้วก็ความเห็นเป็นอย่างไร ขอเรียนอย่างนี้ว่าในการพิจารณาปรับลดงบประมาณ ในภาพรวมนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีมติปรับลดงบประมาณลงทั้งสิ้น ๗,๖๔๔,๒๔๓,๘๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดรวมก็คือร้อยละ ๐.๒๔ ของวงเงินงบประมาณ โดยมีการปรับลดในส่วนที่พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการดำเนินงานจริง ความพร้อมในเรื่องของ การดำเนินการ และศักยภาพในการใช้จ่ายของงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับลด ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้ ความสำคัญในเรื่องของการใช้เงินนอกงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณจัดเก็บเองด้วย มีเหตุผลประมาณ ๙ เหตุผล ผมขอยกตัวอย่างเพียง ๓ เหตุผล ที่เป็นยอดวงเงินที่มีการ ปรับลดมาก ๆ เหตุผลแรก ก็คือผลการดำเนินงานที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดและคาดว่าจะไม่ สามารถเบิกจ่ายได้ทันในปีงบประมาณ เหตุผลที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยกเลิกโครงการ หรือการดำเนินงานโดยใช้จ่ายจากแหล่งอื่น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในปีนี้ และอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย ในเรื่องของการ ทดแทนหรือการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนั้นมีหน่วยงานที่ถูกปรัดลดไปที่สูงที่สุด ก็คือกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดไป ๒,๗๙๔ ล้านบาท แล้วมีประเด็นที่ท่านสมาชิก ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เป็นห่วงในเรื่องของงบประมาณที่ถูกปรับลดขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกปรับลดไป ๗๔๒ ล้านบาท ขอเรียนชี้แจงว่ากรณีการปรับลดของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นโดยอนุกรรมาธิการได้ไปพิจารณาแล้วว่ามีส่วนที่จะต้อง พิจารณาปรับลดที่สำคัญก็คือกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เนื่องจากผลการดำเนินงาน ที่ล่าช้ากว่ากำหนด และคาดว่าไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันปีงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเกือบจะเป็นเอกฉันท์ก็คือมีมติให้มีการเพิ่มงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือในการเพิ่มแปรญัตติเพิ่มเติม ส่วนที่ ๒ คือการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ โดยมี ๓ ยอด ยอดแรกก็คือเงินอุดหนุน เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๗๕ แห่ง เป็นเงิน ๘๖.๓ ล้านบาท ยอดที่ ๒ ก็คือเงินอุดหนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขของสถานีอนามัย ถ่ายโอน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับ อบจ. จำนวน ๔๙ แห่ง รวม ๑,๘๔๐ ล้านบาท ส่วนการพิจารณาเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและวงเงินงบประมาณสูงก็คือการพิจารณา เปลี่ยนแปลงงบประมาณเพื่อเป็นเงินอุดหนุนให้สำหรับการสนับสนุนถ่ายโอนบุคลากร สถานีอนามัยและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๙ แห่ง เป็นเงิน ๔,๐๙๒ ล้านบาทเศษ ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นภาพรวมที่มีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวนประมาณ ๘๖,๔๕๗ ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่เป็นประเด็นเรื่องข้อกฎหมายที่มีท่านกรรมาธิการได้ตั้ง ประเด็นทักท้วง ในชั้นกรรมาธิการเราได้ใช้เวลาพิจารณากันพอสมควรในเรื่องของการ โอนเปลี่ยนแปลงหรือว่าการเพิ่มเติมปรับลดงบประมาณแล้วจะไปมีปัญหาต่อพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๐ (๑) ในเรื่องหลักเกณฑ์ในการตั้งงบประมาณในส่วนที่งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าเงินส่วนที่ ขาดดุลของงบประมาณปีนั้น กว่าที่กรรมาธิการจะพิจารณาในเรื่องการปรับลดได้ตัวเลข และเพิ่มเติมงบประมาณในเรื่องนี้แล้ว ได้ใช้เวลาเพื่อที่จะให้เป็นข้อยุติว่าเราได้ดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และท้ายที่สุดกรรมาธิการก็มีเสียงไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมดนะครับว่า การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการในฐานะฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเราสามารถ ดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีหลักเกณฑ์ในเรื่องของข้อจำกัด ที่สำคัญก็คือรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๔๔ ในส่วนของพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังในมาตรา ๒๐ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการตั้งงบประมาณนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่า เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่จะต้องทำคำขอจัดทำงบประมาณหรือเสนอร่างขึ้นมา เมื่อเสนอ มาแล้วอำนาจในการพิจารณาอนุมัติเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้กำหนดในเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญห้ามดำเนินการ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของฝ่ายกรรมาธิการ และฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาก็สามารถพิจารณาได้ แต่อย่างไรก็ตามในปีนี้ก็จะเห็นว่า การพิจารณาในส่วนของงบประมาณในด้านของงบรายจ่ายลงทุนถึงแม้จะมีการปรับลด ไปแล้วนะครับ การเพิ่มเติมกลับคืนมาก็ทำให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเป็นตัวแทนของท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อจะยืนยันว่า ในมาตรา ๔ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขและขอยืนยันให้เป็นไปตามที่เสนอมา ขอบคุณครับ