พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่มีข้อจำกัดและเรียกร้องให้สำนักงบประมาณชี้แจงยุทธศาสตร์การจัดสรรอย่างชัดเจนเพื่อฟื้นฟูความมั่นใจและประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ พร้อมชื่นชมการสนับสนุนงบประมาณด้านเกษตรกร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และการศึกษาฟรี แต่ทักท้วงการตัดงบประมาณที่ส่งผลให้งานล่าช้าและเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบและจำเป็นเท่านั้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรานี้มาตรา ๔ กับมาตรา ๕ กระผมขอแก้ไขถ้อยคำนะครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลนี้ผมจะเก็บไว้ใช้ในมาตรา ๕ จะไม่กล่าวในมาตรา ๔ นี้ แต่กระผมเห็นว่า มาตรา ๔ จะเป็นมาตราเดียวที่จะเป็นเรื่องของภาพรวมที่จะอภิปรายได้ จากนั้นก็จะเป็น เรื่องของแต่ละกระทรวงนะครับ ซึ่งในวาระที่ ๑ จริง ๆ แล้วสมาชิกก็ได้มีโอกาสได้อภิปรายภาพรวมไปแล้วในวาระที่ ๑ ซึ่งกระผมเองนั้นก็ได้เห็นด้วยกับวงเงินที่ตั้งไว้ก็คือ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท การที่เห็นด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเห็นว่าเงินนี้เหมาะสมหรือเพียงพอ จริง ๆ นี่ไม่เพียงพอครับ แต่ด้วยข้อจำกัด ในเรื่องของรายได้และในเรื่องของปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นก็เลยทำให้สำนักงบประมาณคงจะไม่ สามารถที่จะเบ่งจำนวนนี้ขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้ปัญหานี้ไม่บานปลายออกไป ทำให้ทั้งระบบเราเป็นอัมพาต ผมขอใช้คำว่า อัมพาต หรือเกิดวิกฤติงบประมาณขึ้นมา ผมจึงขออนุญาตใช้เวลาที่เหลืออยู่อภิปรายประเด็นนี้ว่าเรื่องของการจัดสรรงบประมาณนี้ ทุกส่วนราชการคงจะมีความรู้สึกเหมือน ๆ กันว่างบประมาณได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหักจากเงินเฟ้อแล้ว จริง ๆ เงินประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท น้อยกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ที่ตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท แล้วถ้าคิดเงินเฟ้อ คิดถึงอัตราเพิ่มของเงินเดือน เพราะฉะนั้น รายจ่ายจริงของส่วนราชการจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นประเด็น ที่อยากจะขอย้ำก็คือเรื่องของการทำงานของระบบของส่วนราชการว่าทุกวันนี้จะขาดกำลังใจ ขาดความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหา เพราะจะมีความรู้สึกว่าของบประมาณไปก็จะไม่ได้ โดยรวมแล้วขอไป ๑ บาท จะได้เพียง ๕๐ สตางค์ แล้วก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ อันนี้ผมคิดว่า เป็นวิกฤติที่รัฐบาลต้องดูแลแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะว่าหากทิ้งไว้ก็เท่ากับว่าเราจะไม่มี เครื่องมือในการบริหารประเทศ ประชาชนเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่มีเงินเหลืออยู่ที่จะมาใช้จ่ายได้เพราะว่าถูกงบประจำต่าง ๆ กินไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อสังเกตของกรรมาธิการ ท่านมีการเขียนประเด็นนี้เอาไว้ว่ารัฐบาลนี้ มีพื้นที่การคลังลดลง ท่านใช้ศัพท์คำว่า พื้นที่การคลัง ซึ่งคงจะไปจากภาษาอังกฤษว่า ฟิสคัลสเปซ (Fiscal Space) จริง ๆ แล้วผมยังมีความรู้สึกว่าตัวเลขที่ท่านใส่ไว้มันมากกว่า ที่เกิดขึ้นจริง เพราะท่านไม่ได้คำนึงถึงงบประจำต่าง ๆ งบผูกพันต่าง ๆ หรือเงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านคิดถึงรายการเหล่านั้นแล้วผมเชื่อว่าตัวเลขของการ บริหารงบประมาณนี้น่าจะติดลบเสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงติดลบก็เพราะว่าในการแปรญัตติ ของกรรมาธิการ ท่านได้มีการแปรญัตติใส่เงินกลับเข้าไปยังหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ ไม่เพียงพอทั้งในด้านการศึกษา ทั้งในด้านของสาธารณสุข แล้วก็ในด้านของเกษตร โดยให้เหตุผลว่าตั้งไว้ไม่เพียงพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรื่องของการศึกษาฟรี เรื่องของการช่วย เกษตรกร เรื่องของการรักษาพยาบาลฟรีเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะ ขอย้ำอีกทีว่ารัฐบาลต้องดูแลเรื่องนี้ครับ วิกฤติการจัดทำงบประมาณเกิดขึ้นแล้วเพราะว่าเงิน มันจะมีข้อจำกัดมากขึ้น ๆ วิธีการก็คือต้องมีการลดความซ้ำซ้อน ปฏิรูประบบราชการ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งถามว่าอำนาจหน้าที่อยู่ที่ไหน ผมก็ไปดูมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ หน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ข้อ ๑ กำหนด ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ผมจึงอยากจะขอให้ท่านได้ช่วยชี้แจงประเด็นนี้ให้ชัดเจน ว่าท่านมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อที่จะให้ส่วนราชการต่าง ๆ มีความ มุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น ไม่ใช่เกิดความรู้สึกว่าขอไปก็ไม่ได้ ได้แต่โครงการเก่า ๆ โครงการที่ผูกพันไปแล้ว
สำหรับการทำงานของกรรมาธิการก็ขอชื่นชมในการทำงานครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกล้าหาญที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลืองานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของเกษตรนะครับ เกษตรกรได้รับเงินโดยรวมประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยใช้สำหรับกรมการข้าวในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ เพราะฉะนั้นชาวนา ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่กรมการข้าวจะได้รับเงินงบประมาณเพิ่มอีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการที่จะดูแลเรื่องของเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงเรื่องของโรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล รพ.สต. ที่ได้รับน้อย ก็จะได้รับเพิ่มขึ้นอีก ๑,๘๔๐ ล้านบาท และเรื่องการศึกษาฟรี ผมเห็นด้วยครับ ที่กรรมาธิการมีความกล้าหาญที่จัดสรรงบประมาณลงไปให้กับหน่วยงานเหล่านี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ก็ขออนุญาตทวงติงการทำงานของกรรมาธิการ เท่าที่ผมได้เข้าไป สังเกตดูมีบางส่วนนะครับ ผมไม่ถือว่าทั้งหมด พยายามจะตัดลดงบประมาณโดยไปบีบรัด ให้หน่วยรับงบประมาณเขาไปตัดงวดงาน ผมเองเข้าใจดีครับว่าท่านอาจจะมีเป้าหมาย ในการที่จะตัดงบประมาณ แต่การที่ไปให้เขาลดงวดงานหรือให้เขาบอกว่างวดงานไหนช้า ก็เท่ากับเป็นการทำให้เขาไม่ต้องไปเร่งรัดการทำงานของงานก่อสร้างที่อาจจะอยู่ในการ บริหารของเขา แล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไมงานราชการต่าง ๆ จึงล่าช้าเพราะท่านไป ตัดงบประมาณเขา เขาก็เลยต้องไปปล่อยให้งวดงานเหล่านี้มันยืดยาวออกไป ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตว่าในอนาคตการทำงานของกรรมาธิการเวลาตัดงบ ท่านควรจะต้องดูให้ดีครับ คือตัดเฉพาะเท่าที่จำเป็น แต่อย่าไปตัดเพราะว่ามีเป้าหมายที่จะตัดครับ อันนี้ก็ขออนุญาต กราบเรียนไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณมากครับ