นิคม บุญวิเศษ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ โดยเสนอแปรญัตติปรับลดงบประมาณลง ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมองว่าการบริหารงบประมาณในยุคปัจจุบันขาดประสิทธิภาพ มีการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่เก็บไม่เข้าเป้า และงบประมาณส่วนใหญ่ถูกกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนายทุนและข้าราชการระดับสูงแทนที่จะกระจายสู่ประชาชน ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินและการว่างงาน จึงเรียกร้องให้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๔ ซึ่งกระผมเองขอแปรญัตติไว้ปรับลด ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะได้อภิปรายในแต่ละมาตรา ต่อไป แต่มาตรานี้ผมขออภิปรายในภาพรวม ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอปรับลด งบประมาณ ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์นั้น ซึ่งเป็นเงิน ๑๖๗,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ๓ ปีชัดเจนแล้วครับว่าการตั้งงบประมาณในยุคของ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกปีครับตั้งไว้ ๓ จุดกว่าล้านล้านบาท ทุกปีครับ แล้วงบประมาณมาจากไหน ส่วนใหญ่ก็มาจากการกู้เนื่องจากว่าเราไม่สามารถ เก็บรายได้ภาษีได้ตามเป้า ทุกปีเราจะอ้างการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ไม่ได้ เนื่องจากปีที่ไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เราก็ยังจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า อาจจะเนื่องจากการบริหารที่ไม่มี ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ เนื่องจากว่าต่างประเทศอาจจะไม่คบค้าสมาคม กับรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเราทราบดีว่ารัฐบาลชุดนี้มาจากการสืบทอดอำนาจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย ถึงแม้จะตั้ง งบประมาณมากสักเท่าใดก็ตาม แล้วประเทศก็ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตได้ โดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชน ปัจจุบันนี้ ไปดูเถอะครับประชาชนมีเงินในกระเป๋าหรือเปล่า หาเช้ากินค่ำ หางานทำยาก หารายได้ยาก มากครับท่านประธาน เนื่องจากว่างบประมาณที่ลงไปนั้นมันไม่ถึงประชาชน งบประมาณ ที่เยอะ ๆ แทนที่จะไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไปช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถ ที่ค้าขายได้ ไปช่วยฟื้นธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้คนมีงานทำ ไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร หนี้ กยศ. หรืออะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่สามารถที่จะพูดได้ในวันนี้ เพราะว่ามันเยอะมาก สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับประชาชนงบประมาณมันไปไม่ถึง มันก็อยู่กับผู้รับเหมา อยู่กับกลุ่ม นายทุน อยู่กับพวกข้าราชการระดับสูงครับ อธิบดี ปลัดทั้งหลายท่านไปดูเถอะครับ ใช้งบประมาณกันแบบ โอ้โฮ หลายคนบอกว่าเกลียดนักการเมือง บอกว่านักการเมืองฉ้อโกง ทุจริต แต่ปัจจุบันนี้มันกลับกัน มันกลายเป็นรัฐบาลก็คือเป็นอีกรัฐหนึ่งเขาเรียกว่า รัฐที่มันมา ยึดอำนาจจากพี่น้องประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน เขาเรียกว่า รัฐซ้อนรัฐ ให้อำนาจในการบริหารเงิน ในการใช้จ่ายเงินก็คือข้าราชการระดับสูง แต่ตัวแทนของพี่น้องประชาชนนั้นซึ่งมาจากทุกพื้นที่ เวลาเลือกตั้งเราก็มีเขตพื้นที่ใช่ไหมครับ เราแบ่งเขตออกไป เขตหนึ่งมีประชากรแสนกว่า แสนกว่า แสนกว่า นี่คือการกระจายอำนาจ ที่แท้จริง แต่พอตั้งงบประมาณนั้นไม่เป็นไปตามนั้นครับท่านประธานครับ แทนที่กระจาย งบประมาณลงไปในเขตพื้นที่ให้ทัดเทียมกันอย่างน้อยก็อย่าให้มันกระจุก บางพื้นที่กระจุก มากจนเกินไป บางพื้นที่แทบไม่มีงบประมาณเลย ผมจึงเห็นว่าถ้าเกิดใช้งบประมาณแบบนี้ การพัฒนาประเทศมันไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้ บางพื้นที่งบประมาณเยอะแยะ แต่บางพื้นที่ยังขัดสน งบประมาณในพื้นที่แทบไม่มีเลยครับ แล้วจะทำให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้นเขาจะมีงานทำได้อย่างไร แล้วประชาชนเขาก็เดือดร้อนเหมือนเดิม โดยเฉพาะ งบประมาณที่ไปกระจุกในลักษณะก็คืองบกลาง ซึ่งงบกลางเองเอาไปทำอะไรครับ เอาไปใช้ ผิดวัตถุประสงค์ ท่านเอาไปให้กระทรวงต่าง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่ารู้จักกัน สนิทสนมกัน หรือเพื่ออะไรไม่ทราบ และกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีการตั้งงบประมาณประจำอยู่แล้ว แต่ก็มาเอางบกลางเป็นจำนวนมาก บางกระทรวงได้หลายพันล้านบาท เอาไปทำอะไรครับ เสร็จแล้วก็มีการฮั้วประมูลกัน เอางบประมาณลงไปครับ มีการฮั้วประมูลกันครับโครงการ ต่าง ๆ แล้วใช้งบประมาณขาดประสิทธิภาพไม่สัมฤทธิ์ผล อีกอย่างหนึ่งคืองบบริหารจัดการ ภัยแล้งหรือน้ำท่วมนี้ ท่านสังเกตนะครับมีงบเหล่านี้เยอะแยะทุกปีนะครับ แต่ก็มีน้ำท่วม ทุกปีครับ ภัยแล้งทุกปีครับ และจัดเป็นลักษณะงบเป็นงบแบบกระจายไม่มีเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่จะทำระบบโครงการน้ำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้งเดียว โครงการโขง ชี มูล ก็เงียบเลยครับท่านประธาน นี่คือการจัดงบที่เป็นเบี้ยหัวแตกไม่สามารถบริหาร งบประมาณให้มีประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ผมก็เลยคิดว่าต้องมีการตัด งบประมาณลงไปอย่างน้อยแสนกว่าล้านบาท จริง ๆ แล้วถ้าทราบว่าท่านประยุทธ์ วันที่ ๒๔ หรือ ๒๓ สิงหาคม ถ้าทราบว่าท่านจะไม่ลาออกหรือเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ผมจะตัดงบ ไปครึ่งหนึ่ง เพราะผมไม่ไว้วางใจที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจะมาใช้ งบประมาณของแผ่นดิน ผมไม่ไว้วางใจครับท่านประธานครับ แต่บังเอิญก็ไม่ทราบว่าท่านจะ อยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านอยู่ต่อเดี๋ยวว่ากันอีกทีหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่าในชั้นนี้ผมขอตัด งบประมาณลงไป ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๑๖๗,๕๐๐ ล้านบาท ขอบคุณมากครับ