จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุและอาสาสมัครที่รัฐมีส่วนช่วยเหลือ โดยเน้นย้ำว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยมี 12 ล้านคน โดย 7.1 ล้านคนยังสามารถทำงานได้ และมีอาสาสมัคร 700,000 คนช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ติดเตียงหรือติดบ้าน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่าน ส.ส. เท่าพิภพ ในคำถามของท่านที่ถามว่ามาตรการสวัสดิการที่จะเข้าถึงของประชาชนในระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดมาแล้วนะครับว่าผู้สูงอายุนั้น มี ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ก็อยากจะกราบเรียนว่าผู้สูงอายุนั้น ปี ๒๕๖๕ มี ๑๒ ล้านคน แล้วก็มีที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ และมีศักยภาพทำงานได้อยู่ก็ ๗,๑๐๐,๐๐๐ คน มีผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ๑๙๐,๐๐๐ คน แล้วก็ติดเตียง ๔๔,๐๐๐ คน ขณะนี้ เราก็มีอาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครสาธารณสุขดูแลผู้ที่ติดเตียงติดบ้านอยู่นะครับ อาสาสมัคร ๑ คนก็จะดูแลได้ประมาณ ๑๕ หลังคาเรือน หรือ ๑๐ หลังคาเรือนแล้วแต่ สถานภาพ ดังนั้นอาสาสมัครที่ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะก็ดูแลได้ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งตัวเลขก็คือ ๑๙๐,๐๐๐ บวก ๔๔,๐๐๐ ก็ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ไม่เกินนะครับ การดูแลระยะสั้นอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในปี ๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๕ ที่รัฐบาลนี้ได้ดูแลก็ในช่วงระยะสั้นก็ดูแลเรื่องเงินสงเคราะห์ของผู้สูงอายุ เงินซ่อมแซมบ้าน เงินค่าจัดการศพ แล้วก็เงินกู้ยืมเงินกองทุนประกอบอาชีพ แล้วก็เงินพิเศษ ช่วยเหลือช่วงโควิด (COVID) นี่คือมาตรการในระยะสั้นที่เราได้ดูแลอยู่ ส่วนบ้านพักที่ท่าน จะถามต่อไปก็มีอยู่ทั้งหมดทั่วประเทศอีกเช่นกัน แต่จะกราบเรียนว่าในกรณีสวัสดิการ ผู้สูงอายุที่ท่านได้กล่าวมารัฐบาลได้เห็นปัญหาเช่นเดียวกัน และสวัสดิการที่ดูแลผู้สูงอายุ ในปัจจุบันระบบที่มีอยู่นั้นไม่ได้ดูแลร้อยเปอร์เซ็นต์ ดูแลเพียงบางส่วนเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่เรา พยายามจะทำคือคนที่มีรายได้น้อย คนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ติดเตียง อาสาสมัครนั้น ได้จัดเวรกันระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุข คือ อสม. แล้วก็ อพม. พัฒนาสังคมนั้นก็จะจัด เวรกันว่าเราจะสามารถไปดูแลผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียงได้อย่างไร สลับเวรครับ สรุปแล้ว ทุกวันจะมีอาสาสมัครนั้นไปเยี่ยมบ้านคนที่ติดเตียง กรณีก็คือทำความสะอาดร่างกายทั้งหมด เพราะว่าพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช้ากับเย็นก็คือสลับกันไปทุกคนก็จะมี แล้วส่วนอาหารที่มีก็คือต้องอาศัยเพื่อนบ้านช่วยดูแลช่วงกลางวัน แต่เช้ากับเย็นนั้นก็มี อาสาสมัครไป แล้วก็จะมีของเหล่ากาชาด งานของอำเภอในต่างจังหวัดที่จะเข้าไปดูแล ส่วนของกรุงเทพมหานครก็จะมีภาคเอกชน องค์กรภาคประชาชนนั้นเข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติม ด้วย ดังนั้นอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นรัฐบาลนั้นไม่ได้ทอดทิ้ง ได้ดูแลเป็นอย่างดี อย่างที่กราบเรียนว่าเงินสงเคราะห์ เงินซ่อมแซมบ้าน ค่าจัดการศพ กู้ยืมเงินกองทุนประกอบ อาชีพ ก็อยากจะกราบเรียนให้ทราบอย่างนี้ว่ากรณีที่ผู้สูงอายุที่จังหวัดกำแพงเพชร ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่าได้รับการซ่อมแซมบ้านโดยประชาคมจากในหมู่บ้านว่า บ้านผู้สูงอายุนี้ลำบากที่สุด รัฐบาลก็ได้ไปแก้ไขปัญหาให้บ้านหลังนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็เดินทางไปด้วยตนเอง ปรากฏว่าเมื่อไปแล้วท่านนายกก็สังเกตว่าผู้ที่มารับมอบบ้านที่ซ่อม แล้วเป็นเด็กอายุ ๑๒ ปี ท่านก็ถามว่าคุณแม่ไปไหน ก็ปรากฏว่าคุณแม่เป็นผู้สูงอายุแล้วก็ ติดเตียงอยู่ที่บ้านไม่สามารถมารับมอบบ้านได้ก็จึงมอบให้เด็กมาแทน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ มอบว่าแล้ว พมจ. คือพัฒนาสังคมจังหวัดไปดูแลได้ไหม ผลก็คือว่าเมื่อเราไปดูแลบ้านนั้น แล้วก็ปรากฏพบว่าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้วก็ป่วยยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ ยังไม่ได้รับ เงินช่วยเหลือ แต่ในขณะเดียวกันเพื่อนบ้านก็ดูแลอยู่ ที่ผ่านมาลูกคนโตไปทำงานต่างจังหวัด ก็ตกงาน ลูกคนรองเพิ่งจบ ม.๖ ก็ยังไม่มีงานทำ ลูกคนเล็กที่มารับบ้านนั้นอายุ ๑๒ ปีก็กำลัง จะหลุดจากระบบการศึกษาเพราะไม่มีเงินไปเรียนหนังสือ รัฐบาลก็ได้ให้ไปดูแลตรงนี้ว่าลูกคนโต กรมจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไปดูว่าในจังหวัดที่ลูกคนโตไปทำงานนั้นมีทักษะงาน ที่จะหางานทำได้ไหม ซึ่งในที่สุดภายใน ๗ วันเขาก็หางานให้ลูกคนโตทำได้ ส่วนลูกคนรอง ผู้หญิง ซึ่งดูแลน้อง ดูแลแม่อยู่ที่บ้านนั้นก็หางานให้ทำฝึกงานได้ ส่วนลูกเล็กนั้นก็ได้ เงินกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษาเข้าไปสนับสนุน แล้วก็กระทรวงสาธารณสุข สกระทรวง พม. ก็ได้ไปจับขึ้นทะเบียนแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งเป็นพิการติดเตียงนั้นให้ได้รับเงิน วั ส ดิ กำ ร ส นั บ ส นุ น แ ล้ ว ก็ มีอาสาสมัครนั้นได้ไปดูแลทุกวันอย่างที่กราบเรียนมา จึงกราบเรียนท่านมาเบื้องต้นว่า เมื่อท่านถามว่าระยะสั้นนั้นได้ทำอะไรไปบ้างก็กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ