ศิริกัญญา ชี้ควบรวมทรู-ดีแทคกระทบค่าครองชีพ เรียกร้องรัฐกำกับเข้ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือประเด็นการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน เศรษฐกิจดิจิทัล และการแข่งขันในตลาดอย่างเป็นธรรม จึงเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายกำกับดูแลอย่างเข้มงวด แม้จะมีองค์กรอิสระรับผิดชอบ แต่การป้องกันและเยียวยาผลกระทบจำเป็นต้องอาศัยนโยบายระดับรัฐบาลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉัน ทราบดีว่าเรื่องของการกำกับดูแลนั้นเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กทสช. นั้นมาตามกฎหมายของตัวเองนั่นก็คือ พ.ร.บ. ของ กสทช. เอง แต่ฉันก็ยังคิดว่าตัว รัฐบาลเองก็ควรจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้ แล้วในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ผลกระทบ การเยียวยาต่าง ๆ หรือว่าการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีนโยบาย จากรัฐบาลถึงจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้สำเร็จ ทีนี้เข้าสู่เรื่องของการควบรวมทรู (TRUE) ดีแทค (DTAC) กันจริง ๆ เราทราบกันดีว่ามันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ ของประชาชน ซึ่งตอนนี้ก็สูงมากอยู่แล้วมันก็จะสูงขึ้นไปอีกถ้าการควบรวมนี้สำเร็จและเหลือ ผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงแค่ ๒ ราย ทุกวันนี้ที่มีองค์กรกำกับดูแลอยู่ก็ไม่ใช่ว่าค่าบริการเรา มันจะถูก ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ขึ้นจากการจัดอันดับของ ไอทียู (ITU) สำหรับค่าบริการที่เป็นแพกเกจ (Package) ของคนที่ใช้น้อย ๆ นี่เราก็อยู่ใน อันดับที่ ๑๑๑ จาก ๑๘๒ ประเทศ ส่วนแพกเกจ (Package) ที่ใช้เยอะโทรเยอะใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เยอะนี่เราอยู่ที่อันดับที่ ๘๗ จาก ๑๗๙ ประเทศ ซึ่งการสำรวจนี้มันมีการ เปรียบเทียบกับค่าครองชีพเรียบร้อยแล้ว พอมาดูเฉพาะในเรื่องของอินเทอร์เน็ต (Internet) ถ้าเราต้องการที่จะส่งเสริมธุรกิจเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ให้เกิดขึ้นจริงค่าบริการเราจำเป็น ที่จะต้องไม่แพงเพื่อส่งเสริมทั้งทางฝั่งผู้ประกอบการแล้วก็ทางฝั่งผู้บริโภคแต่ปรากฏว่า เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำเพื่อจ่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่เฉลี่ยทั้งประเทศมาใช้กันอยู่ ๒๕ กิกะไบต์ (Gigabyte) ต่อเดือนคนไทยจำเป็นจะต้องทำงาน ถ้าได้รับค่าแรงขั้นต่ำ ประมาณ ๒ วันถึงจะซื้ออินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ทำงานเพียงแค่ ๑ วันหรือไม่ถึง ๑ วันเท่านั้น ครั้งแรกที่พรรคก้าวไกลตั้งกระทู้สดถามท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นท่านรัฐมนตรีชัยวุฒิมาตอบ โดย ส.ส. ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตอนนั้นยัง ไม่ค่อยมีผลการศึกษาผลกระทบของการควบรวมทรู (TRUE) และดีแทค (DTAC) ออกมา ให้เราดูมากนัก ตอนนั้นท่านปกรณ์วุฒิเองก็ยกตัวอย่างของกรณีการควบรวมในต่างประเทศ ซึ่งก็มีหลายกรณีเหลือเกินที่ราคานั้นสูงขึ้น วันนี้ผลการศึกษาของประเทศไทยออกมาแล้วค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ การศึกษาออกมาจาก ๕ เจ้า ๕ หน่วยงาน ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นที่ปรึกษา ที่ทรู (TRUE) และดีแทค (DTAC) ออกสตางค์ให้จ้างที่ปรึกษานั้นเอง มีทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมถึงแม้กระทั่งของคณะอนุกรรมการของ กสทช. เองก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะทำให้ราคาค่าบริการนั้นแพงขึ้น ขั้นต่ำ ๆ คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้จากที่ปรึกษาที่ทรู (TRUE) และดีแทค (DTAC) ออกสตางค์ให้เลย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังมีการศึกษาอีกว่าถ้าการ ควบรวมนี้เกิดการฮั้วกันเกิดขึ้น เกิดการร่วมมือกันในการกำหนดราคาก็จะทำให้ราคา ค่าบริการยิ่งแพงขึ้นไปอีก มีจาก ๒ เจ้า ดิฉันอยากจะเน้นว่าจากรายงานของคณะอนุกรรมการ ของ กสทช. เอง ผลออกมาว่าถ้าฮั้วกันจริง ๆ นี่ค่าบริการจะสูงขึ้น ๔๙-๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าถ้าทุกวันนี้จ่ายสตางค์ค่าเน็ต (Net) ค่ามือถือกันอยู่ ๑๐๐ บาท อาจจะต้องจ่าย เป็น ๑๕๐ บาทหรือ ๓๐๐ บาท ถ้าจ่ายอยู่ ๒๐๐ บาทก็จะขึ้นเป็น ๓๐๐ บาท หรือแม้แต่ ๖๐๐ บาท แบบนี้มันกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่ แล้วก็จะยังไปซ้ำเติมเรื่องของเงินเฟ้อที่กำลังขึ้นไม่หยุดอยู่ในทุกวันนี้ด้วย ที่ดิฉันพูดไปแล้วก็ คือผลกระทบไม่ใช่แค่ผู้บริโภคแต่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ที่ท่านรัฐมนตรีเองกำกับดูแลอยู่ เขาจะไปอย่างไรกันต่อ ถ้าผู้ประกอบการจะต้องรับต้นทุนที่มันสูงขึ้นด้วย และผู้บริโภค ลูกค้าที่จะต้องมาใช้สินค้าบริการดิจิทัล (Digital) ก็ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย แล้วแบบนี้มันจะ พัฒนากันต่อไปได้อย่างไร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อหลังการควบรวมแล้วจะได้เปรียบในเรื่อง ของข้อมูลซึ่งนำไปสู่การผูกขาดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจอื่น ๆ ในเครือได้อีก อย่างเช่นบริการทางการเงินหรือการขายประกัน และอย่าลืมว่าเราปล่อยให้มี การผูกขาดในการค้าปลีกไปแล้วเท่ากับว่าช่องทางการจำหน่าย ช่องทางการเติมเงินก็อาจจะ ถูกกีดกันถูกนำมาใช้ในการกีดกันเจ้าใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขัน หรือแม้แต่กีดกันรายเดิมแบบที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไม่ให้วางขายซิม (SIM) ไม่ให้เติมเงินในร้านสะดวกซื้อ คำถามดิฉัน ทราบดีค่ะ ทราบดีอย่างยิ่งว่า กสทช. เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้ แต่ถามว่าท่านได้เคยประเมิน บ้างไหมว่าผลของการควบรวมในสายตาของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ท่านได้มีการประเมิน บ้างไหมว่าหากการควบรวมเกิดขึ้น มูลค่าความเสียหายของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) มันจะ อยู่ที่กี่พันล้านบาท หรือว่างานของคนไทยจะหายไปกี่ตำแหน่ง และหากท่านทราบดีอยู่แล้ว ว่าผลกระทบมันมากมายขนาดนี้ท่านคิดว่ากฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศที่มีอยู่นี้มัน เพียงพอไหมที่จะกำกับดูแลเยียวยาผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ได้มีคำสั่งถึง หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้มาดูแลไม่ให้เกิด การค้าที่ไม่เป็นธรรมแล้วหรือยัง ดิฉันรู้ดีว่ามันเป็นหน้าที่ของ กสทช. แต่ว่าเรื่องสำคัญแบบนี้ อำนาจและความรับผิดชอบมันอยู่ที่รัฐบาลโดยตรงว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ หรือไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ