อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงความคืบหน้าการชดเชยสิทธิผู้เอาประกันจากบริษัทประกันที่ล้มจำนวน 4 แห่ง โดยกองทุนประกันวินาศภัยได้จ่ายไปแล้วกว่า 510 ล้านบาทจาก 6,912 ราย และอยู่ระหว่างเร่งจ่ายให้ครบ พร้อมเสนอแนวทางจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับภาระหนี้ราว 60,000 ล้านบาท ทั้งจากเงินกู้ของกองทุน เงินสมทบจากรัฐ และการพิจารณาโอนภาระไปยังกรมธรรม์ประกันสุขภาพหรือประกันอื่นตามผลการเจรจาหนี้
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขออนุญาตรับมอบหมายจาก ฯพณฯ ท่านนายกมาตอบกระทู้สดในวันนี้ ต่อประเด็นในเรื่องของการชดเชยในเรื่องของผู้เอาประกันในโครงการประกันภัยโควิด (COVID) หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าเป็นโครงการเจอจ่ายจบ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ก็อย่างที่ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไว้สักครู่นี้นะครับ ซึ่งในสถานการณ์ในปี ๒๕๖๓ สถานการณ์ ตอนนั้นก็เริ่มดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ทางบริษัทประกันนั้นก็ขายประกันไปค่อนข้างเยอะ แต่ว่าใน ปี ๒๕๖๔ ก็มีการแพร่ระบาดในรอบที่ ๒ รอบที่ ๓ ต่อมานะครับ อันนั้นก็เป็นที่มาว่าผู้ที่สนใจ แล้วก็เข้าไปซื้อประกันตรงนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามนั้นก่อนที่จะมาถึงกองทุน ประกันวินาศภัยทางสำนักงาน คปภ. นั้นก็ได้มีการทำงานร่วมกับบริษัทประกันทุกบริษัท ที่ทำประกันในเรื่องของเจอจ่ายจบ ซึ่งก็ได้มีการกำหนดว่าที่บริษัทนั้นจะต้องจ่ายตาม วัตถุประสงค์ของโครงการนะครับ ซึ่งก็มีการจ่ายไปจำนวนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามจะด้วย วิธีการอย่างไรก็ตามนั้นก็อาจจะมาจากในเรื่องของการเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท การหา แหล่งเงินกู้หรือการเพิ่มทุนในบริษัท หรือว่าในกรณีที่บางประกันที่เขาอาจจะยังจ่ายไม่ได้ เขาก็อาจจะมีการโอนกรมธรรม์ไปกับอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งก็เป็นบริษัทที่เขาอาจจะยินดีรับ ในเรื่องของกรมธรรม์ฉบับนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีการจ่ายไปจำนวนหนึ่ง แต่อย่างไร ก็ตามเมื่อถึงช่วงที่มีการระบาดมากขึ้นนั้นภาระตรงนี้ก็มากขึ้นตามไปด้วย บริษัทประกันต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะยืนต่อไปได้ ขาดสภาพคล่อง เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าเราก็สั่งถอนใบอนุญาต ๔ บริษัทอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นี้นะครับ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๔ ๔ บริษัทด้วยกัน ทีนี้ถ้านับเฉพาะในเรื่องเมื่อมีการถอนใบอนุญาตแล้วหนี้ทั้งหมดที่จะต้องจ่ายนั้นก็โอนมาอยู่ที่ กองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งขณะนี้อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้ ๒ บริษัทแรกนั้น เอเชีย ประกันภัยกับบริษัท เดอะ วัน นั้นก็ได้จ่ายไปแล้ว ๖,๐๐๐ กว่าราย คิดเป็นเงินอยู่ประมาณ ๕๑๐ ล้านบาท ๖,๙๑๒ ราย แล้วก็เป็นเงิน ๕๑๐.๗ ล้านบาท นั่นคือจ่ายไปแล้วนะครับ ในขณะนี้ก็ยังจ่ายอยู่ ส่วนอีก ๒ บริษัทนั้นก็ได้ปิดรับคำขอไปเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคมปีนี้ แล้วก็จะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นในรายชื่อที่ท่านสมาชิกจะส่งให้ ต้องขอกราบขอบพระคุณว่ามีรายชื่อที่ชัดเจนตรงนี้ ทางกระผมเองก็จะได้นำไปตรวจสอบ แล้วก็ดำเนินการให้เร็วที่สุดนะครับ ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในกลุ่มของ ๒ บริษัทแรก หรือว่า ๒ บริษัทหลังที่เราสั่งปิดไป ๒ บริษัทหลังที่สั่งปิดไปก็มีอาคเนย์ประกันภัยกับไทยประกันภัย อันนี้ก็จะขออนุญาตรับรายชื่อไปนะครับ ทีนี้ประเด็นก็ยังอยู่ที่ว่าจำนวนหนี้ทั้งหมดที่มี ทำทวงถามนั้นซึ่งเราได้ปิดรับคำขอไปหมดแล้วก็มีอยู่ทั้งหมด ๖๗๔,๐๐๐ แล้วก็คิดเป็น จำนวนที่ขอรับชำระหนี้ก็ ๖๕,๖๒๑ ล้านบาท ได้อนุมัติไปแล้ว ๖,๐๐๙ ราย คิดเป็นเงิน ๕๑๐.๗ ล้านบาท ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่าในส่วนที่เหลือนั้นจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งขณะนี้นั้น แน่นอนที่สุดว่าเงินที่จะจ่ายคืนให้กับผู้เอาประกันนั้นก็มาจากกองทุนประกันภัย เพราะฉะนั้น ในขณะนี้นั้นกองทุนประกันภัยนั้นก็มีเงินกองทุนอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคาดว่า ในปีนี้ก็จะจ่ายเงินให้ครบหมดทั้ง ๓,๐๐๐ ล้านบาทตามที่เงินมีอยู่นะครับ ซึ่งในส่วนนี้เอง เงินกองทุนประกันภัยนั้นได้มาจากไหน ปัจจุบันนี้การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันภัยนั้น ก็อยู่ที่ ๐.๒๕ ซึ่งก็มาจากบริษัทประกันทั้งหลาย อันนี้ทางสำนักงาน คปภ. ก็อยู่ในระหว่างที่ จะขออนุมัติจากรัฐมนตรีในการปรับในเรื่องของอัตราเงินสมทบจาก ๐.๒๕ เป็น ๐.๕ ๐.๕ นั้นเป็นตัวสูงสุดตามกฎหมาย อันนี้ทางสำนักงานก็จะขออนุมัติขึ้นมาซึ่งก็จะทำให้สภาพ คล่องของกองทุนนั้นเพิ่มขึ้นมาจากปีหนึ่งที่เก็บได้ในอัตราเดิมนั้นก็ ๖๐๐ ล้านบาท ก็จะเพิ่ม มาเป็น ๑,๒๐๐ ล้านบาทประมาณนี้นะครับ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พอครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้เรียนถาม ก็อยู่ในระหว่างที่ทางสำนักงาน คปภ. ก็มีการหารือกับทาง กระทรวงการคลังว่าจะมีแหล่งเงินใดบ้างที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ ก็คาดว่าน่าจะมี ประมาณสัก ๒ แหล่ง อันนี้ก็เป็นการพิจารณาเบื้องต้นยังไม่ได้ลงไปดูรายละเอียด
ประการที่ ๑ ในข้อกฎหมายนั้นก็ได้กำหนดไว้ว่าเงินสมทบจากรัฐบาล นั่นก็ ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นกองทุนก็ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนของตัวเองซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกัน ว่าอาจจะขอกู้ ในแง่ของกองทุนนั้นก็จะขอกู้เพื่อมาชำระตรงนี้ให้หมดเพราะว่าไม่เช่นนั้น ในจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้น ในจำนวนเงิน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นก็คงจะใช้เวลา ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเราเองก็มีส่วนหนึ่งที่ได้มีการเจรจากับเจ้าหนี้เจรจาไปแล้ว ส่วนหนึ่งว่าอาจจะโอนไปในเรื่องของกรมธรรม์ประกันสุขภาพหรือประกันอื่น ๆ อันนี้ก็สุด แล้วแต่ว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามนั้นทางกองทุนก็รับภาระนี้มาทั้งหมด ก็ขออนุญาตเรียนในเบื้องต้นว่าในแหล่งเงินนั้นก็จะมีประมาณสัก ๒ แหล่ง ซึ่งก็จะพิจารณา ในรายละเอียดต่อไปครับ