มานพ คีรีภูวดล อภิปรายคัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินโควิด โดยระบุว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเกินความจำเป็นและถูกนำไปใช้ควบคุมประชาชนอย่างไม่เหมาะสม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการบังคับใช้ที่เกินเลยในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อำเภอแม่แจ่ม และวิพากษ์ว่าการต่ออายุในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นการไม่มีเหตุผล ซ้ำยังเป็นการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและรัฐสภา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่คุณรังสิมันต์ โรม ได้นำเสนอ ท่านประธานครับ ผมอ่านในข้อโต้แย้งของหน่วยงานราชการที่เป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องขึ้นมาอภิปราย จริง ๆ แล้วถ้าดูแล้วเกือบทุกหน่วยงาน เหมือนกับว่าจะลอกกันมาเลย ยกเว้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ ท่านประธาน นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะต้องลุกขึ้นมาอภิปราย การใช้ระยะเวลา บอกว่า ขอไปศึกษา ๖ เดือน ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มันควรมีเหตุมีผล และเนื้อหาในการที่จะมาตอบ สภาเยอะกว่านี้ แต่การใช้เวลาครั้งนี้ ผมคิดว่ามันเสียเวลา เสียเวลาสภา เสียเวลา ท่านประธาน เสียเวลางบประมาณต่าง ๆ มากมายครับ ท่านประธานครับ สถานการณ์ ฉุกเฉินอะไรครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด (COVID) ประกาศมา ๒ ปีเกือบจะ ๓ ปีแล้ว ล่าสุดวันที่ ๑ ขยายเวลาวันที่ ๑ สิงหาคมถึงวันที่ ๓๐ กันยายน มันฉุกเฉินอะไรครับ ๒ ปี กว่าจะ ๓ ปีเขาเรียกว่าฉุกเฉินหรือท่านประธาน ประเทศในโลกนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มี พ.ร.บ. สถานการณ์ฉุกเฉิน เขามีครับ เขามีกระบวนการมีส่วนร่วม เขามีกระบวนการ ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจครับท่านประธาน แต่ประเทศไทยคือว่าถ้าจะใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อการบริหารและมีอำนาจอย่างปกติ ก็เขียนไปให้มันชัด ๆ เลยครับท่านประธาน การทำอย่างนี้ ผมคิดว่ามันส่อทำให้ประชาชนคิดว่าท่านใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือ ในการที่ไม่ให้พี่น้องประชาชนได้ตอบโต้ ได้มีปาก มีเสียงได้ครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างนี้ ท่านประธานในช่วงแรก ๆ ในการประกาศ พ.ร.บ. สถานการณ์ฉุกเฉินช่วงโควิด (COVID) มันเป็นการเปิดอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐแบบพร่ำเพรื่อเกินไป หน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถที่จะอ้างว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่บอกว่าอยู่ในสถานการณ์ ฉุกเฉิน เครื่องมือตรงนี้ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ราชการที่จะใช้โอกาสในการสร้างประโยชน์ หรือทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน ตัวอย่างแรกครับท่านประธาน ช่วงแรก ๆ ผมก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน จากพี่น้องแม่แจ่มครับ เป็นช่วงที่จะต้อง ขนหอมแดงไปขายที่จังหวัดลำพูน จากบนดอยไปขายที่จังหวัดลำพูนกว่าจะเก็บในสวนเสร็จ ขึ้นรถแล้วก็ขนไปกลับมา กลับมาก็จะเที่ยงคืนแล้วครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่อ้างว่า คุณกลับมาช้า เขากำหนดเวลาไม่เกิน ๔ ทุ่ม ท่านประธานครับ ทั้ง ๆ สถานการณ์โควิด (COVID) ที่อำเภอแม่แจ่มตอนนั้นไม่มีสักรายเลย จังหวัดเชียงใหม่นับจำนวนได้เลยนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ก็ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อ้างว่าประชาชนไม่เคารพกติกา ไม่อยู่ในกรอบ เวลาที่กฎหมายบังคับไว้ คือต้องกลับบ้านหรือว่าต้องไม่ออกมาในเวลา ๔ ทุ่ม ประชาชนทั้ง ๓-๔ คน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ มีการปราบ มีการขึ้นศาลนะครับ อันนี้ก็คือว่าการออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบพร่ำเพรื่ออย่างนี้ผมคิดว่ามันทำไปเพื่ออะไร และที่สำคัญคือมันกระทบ ต่อประชาชนที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจน
กรณีที่ ๒ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่บนดอย ในป่า ในดอย เขาก็จะมีวิถีอยู่แล้ว ปกติปศุสัตว์ของเขาเขาไม่ใช่ในฟาร์ม เขาจะเลี้ยงไว้ในป่า ทั้งวัว ทั้งควาย เขาจะเลี้ยงไว้ แล้วเขาก็จะมีกระบวนการไปดูทุกวัน เขาไปดูแล้วเขาก็กลับมา กลับมาดึก ๆ ไปเจอเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขาบอกว่านี่คุณพกอาวุธปืนด้วย ปกติชาวบ้านเข้าป่าก็จะมีปืนแก๊ป อยู่แล้วเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ปรากฏว่าเขาก็ใช้อำนาจนี้ วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเขาเรียกว่า รอลงอาญาครับ ๒ คนนี้ถูกปรับคนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ศาลท่านเมตตาเหลือ ๗,๕๐๐ บาท รอลงอาญา ๑ ปี ท่านประธานเห็นไหมว่าการประกาศแบบวงกว้าง การประกาศแบบ ที่ไร้ขอบเขต ประกาศโดยไม่มีเหตุผลที่สมควรและยืดระยะเวลาเหมือนเป็นภาวะปกติ ที่มันต้องฉุกเฉินทั้งตลอด ทั้งปีทั้งชาติอย่างนี้ มันเป็นช่องว่างช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะใช้ เครื่องมือตรงนี้ในการเข้าไปจัดการหรือเข้าไปดำเนินการกับพี่น้องประชาชน ซึ่งจะไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในเรื่องเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าวันนี้เราก็รู้กัน ทั้งหมดแล้วทั้งประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขเขาประกาศว่าโควิด (COVID) ตอนนี้ ไม่ได้เป็นโรคแบบร้ายแรงแล้ว เป็นโรคปกติ เป็นโรคท้องถิ่น ผมมาจากจังหวัดเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ว่าจากต่างประเทศครับท่านประธาน จากพี่น้องคนในประเทศก็เดินทาง ไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เครื่องบินแต่ละเที่ยวเต็มไปหมดเลยครับ บางวันขากลับจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ไม่ว่างด้วยซ้ำไปท่านประธาน ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นสถานการณ์ปกติ โรคโควิด (COVID) เป็นก็คือโรคท้องถิ่น และประชาชนที่เขาเจอ สถานการณ์อย่างนี้เขาก็อยู่ตามปกติแต่เขารู้ว่าเขามีบทเรียนอย่างไรที่จะต้องรักษาและ ป้องกันตัวเองอย่างไร เขามีขั้นตอนอย่างไรที่จะต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เขามีขั้นตอนอย่างไร ที่จะต้องเข้าไปติดต่อส่วนราชการในการที่จะป้องกันตัวเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์เขาจะทำ อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เขาเข้าใจ และการที่ประกาศเป็นภาวะปกติหรือว่าโรคท้องถิ่น ผมคิดว่าอันนี้เป็นที่รับรู้และรับทราบ ประเด็นสำคัญก็คือว่าแล้วไฉนฝ่ายบริหารโดยรัฐบาล ต้องมายืดเวลา ยืดเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉินเรื่องโควิด (COVID) นะครับจากวันที่ ๑ สิงหาคม ถึง ๓๐ กันยายนนี้ต่อไป มันไม่มีเหตุผลครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะมาอธิบายว่ามันเป็น ความฉุกเฉิน ซึ่งมันย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลเองได้ประกาศว่าเป็นโรคท้องถิ่น ท่านประธานครับ การที่คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนอว่าควรจะใช้ระยะเวลาในการประกาศแต่ละครั้งไม่เกิน ๓๐ วัน ผมคิดว่าอันนี้ชอบด้วยเหตุผลตรรกะต่าง ๆ อยู่แล้วนะครับ เพราะว่าการฉุกเฉิน มันไม่ใช่ฉุกเฉินตลอดทั้งปีทั้งชาติแบบนี้ หากเราให้ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจ ตามสมควรก็คือว่า ๓๐ วันเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ว่าหลังจาก ๓๐ วันกระบวนการ ที่จะมีส่วนร่วม เช่นรัฐสภาแห่งนี้ที่มาจากพี่น้องประชาชน เช่นหน่วยงานอื่น ๆ ที่ประเมินว่า สถานการณ์ฉุกเฉินมันมีองค์ประกอบทั้งทางวิชาการหรือข้อมูลอื่น ๆ เข้ามาควรจะเป็น เหตุผลที่ถูกต้องอยู่แล้วครับ การที่ ครม. รับร่างไปแล้วและกลับมาชี้แจงกับทุกหน่วยงาน ยกเว้นกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยทั้งสิ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ ๑. เสียเวลาตั้งแต่ต้น ๒. การที่ยืนหยัดในหลักการร่างเดิมที่รัฐบาล ประกาศใช้โดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของตัวแทนพี่น้องประชาชนคือรัฐสภา ผมคิดว่า ขัดกับหลักประชาธิปไตย ขัดกับการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า การประกาศแบบตลอดชาติ ประกาศแบบยาวอย่างนี้ผมคิดว่าภาวะฉุกเฉินต่อไปพี่น้อง ประชาชนจะไม่ให้ความเคารพ และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ อีกต่อไปครับ ท่านประธานขอบคุณมากครับ