กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เสนอโดยรังสิมันต์ โรม โดยชี้ว่าการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนาน 18 ปีขาดการทบทวนและไม่มีการมีส่วนร่วมของสภา จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่เพื่อถ่วงดุลอำนาจบริหารและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะอำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ท่านประธานผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ท่านรังสิมันต์ โรม ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เสนอเข้ามาในสภาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และ ครม. นำไปพิจารณาและนำกลับเข้าสู่สภาในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ อ่านหลักการและเหตุผลที่ท่าน ส.ส. รังสิมันต์ ได้เสนอเข้าสู่สภาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินนี้แล้ว โดยหลักการและเหตุผลที่ท่านรังสิมันต์ในฐานะเจ้าของญัตติเสนอเข้ามา เหตุที่ต้องมีการตราเป็นพระราชบัญญัติด้วยเหตุผลอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่หมวด ๓ ก็คือมองถึงสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในหมวด ๓ ตั้งแต่มาตรา ๒๖ ๒๘ ๓๐ ๓๒ ๓๓ ๓๘ และ ๔๔ โดยนำกรณีศึกษาเหตุการณ์ ๓ อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ฝ่ายบริหาร นำ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มาบังคับใช้กับพี่น้องประชาชน ๑. ในเหตุการณ์นั้น ก็คือการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒. ก็คือการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) โดยนำ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาใช้บังคับโดยอ้างกรณีจำเป็น ๓. ก็คือเกี่ยวกับกรณี การชุมนุม นี่คือหลักการสถานการณ์เหตุการณ์ ๓ เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เหตุและผลที่ต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติทั้ง ๆ ที่มีพระราชกำหนดอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมก็นั่งเฝ้าตั้งตารอ เหตุผลของ ครม. ว่าจะมีมติเป็นเช่นไร เดาไม่ผิดว่ากฤษฎีกาในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ต้องออกมาในลักษณะไม่เห็นด้วย ผมก็รอนั่งอ่านดูเหตุผลที่กฤษฎีกาในฐานะฝ่ายกฎหมายที่เสนอ ครม. และบอกไม่เห็นด้วยนี้ ผมไม่น่าเชื่อนะครับว่าระดับกฤษฎีกาจะอ้างเหตุผลเสนอ ครม. ไม่ตรงกับหลักการ และเหตุผลที่ทางฝ่ายเจ้าของญัตติเป็นผู้เสนอออกเป็นพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมอภิปรายตั้งแต่ต้นเหตุผลสำคัญที่ท่านรังสิมันต์เข้าเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อจะให้มีการถ่วงดุลและมองว่า พ.ร.ก. ที่มีอยู่ก่อนแล้วนี้นะครับมันไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยระยะเวลาที่ผ่านมามันสะท้อนให้เห็นหลาย ๆ อย่าง แต่ปรากฏว่าหนังสือของกฤษฎีกา ที่เสนอ ครม. นี้นะครับไม่ได้กล่าวอ้างสิ่งเหล่านี้เลย ตรงกันข้ามกลับไปมองด้านเดียวบอกว่า พ.ร.ก. ที่มีอยู่แล้วมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา แต่ไม่ได้มองถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับผมไม่น่าเชื่อว่ากฤษฎีกาจะเอาเหตุผลยกตัวอย่างกรณีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ในประเทศแคนาดา นั่นก็คือตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๕ อย่างนี้ สะท้อนให้เห็นอะไรครับ กฤษฎีกาไปอ้างเสนอ ครม. ว่าแคนาดาบังคับใช้หนักกว่านี้ ไปยกเหตุการณ์ในประเทศแคนาดามาเป็นเหตุผลเสนอ ครม. ที่ไม่เห็นด้วย สถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กับแคนาดามันคนละเรื่องกันเลยนะครับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันคนละอย่างกันเลย แล้วยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอ่านหน่วยงานหลายหน่วยงานนี้นะครับ ที่กฤษฎีการวบรวมมาให้ความเห็นก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ ครม. นี้นะครับไม่ใช่ว่าหน่วยงาน ราชการไม่เห็นด้วยทั้งหมด ผมอ่านแล้วหลายหน่วยงานเห็นด้วยในหลักการบางหลักการ บางเหตุผลก็คือเรื่องการถ่วงดุล ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงมหาดไทย ผู้แทน กระทรวงต่างประเทศ กล่าวโดยสรุปเห็นด้วยให้มีการรายงานเข้าสู่สภาเมื่อสถานการณ์ ฉุกเฉินสิ้นสุดลง ตรงนี้สะท้อนให้เห็นอะไรครับ แสดงว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เราสามารถ ที่จะผ่านการพิจารณาของสภาในชั้นกรรมาธิการเราก็มาสังคายนาได้ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ทั้งหมด แต่ทำไม ครม. ถึงฟันธงว่าไม่เอาด้วยทั้งหมด ท่านประธานครับ พ.ร.บ. สถานการณ์ ฉุกเฉิน ฉบับตัวร่างของท่านรังสิมันต์มีลักษณะคล้าย ๆ กับที่มีอยู่ แต่ ครม. ที่ไม่เห็นด้วย ผมยังมองว่าเป็นการหวงอำนาจของฝ่ายบริหาร ในสถานการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๑๘ ปีแล้วครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ตอนนี้ ๒๕๖๕ ถ้าเด็กแรกเกิดใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ลูกหลานของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ตอนนี้เขาอายุ ๑๘ ปีแล้ว ถามว่าสถานการณ์โดยใช้กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่มีอยู่โดย รัฐบาลไม่ยอมทบทวนต่อมา ๓ เดือนครั้ง ที่ร่างของท่านรังสิมันต์บอก ๓๐ วันมาพิจารณา ขยายอีกครั้ง ทำไมไม่พิจารณาไม่เอาออกเป็นลักษณะของ พ.ร.บ. เพื่อให้สภามีส่วนร่วม ในการพิจารณา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ร.ก. ๑๘ ปีสภาไม่มีส่วนร่วมเลย ตัวแทนที่มา จากพี่น้องประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยเพราะเป็นพระราชกำหนด ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยไม่ใช่ไม่เคยมี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ทำไมในอดีตผมไปดูประวัติการบังคับใช้ กฎหมายทางราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามยังออกเป็น พระราชบัญญัติ ๒๔๙๕ เป็นพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๒๔๙๕ ขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุญาตเพราะว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ตอนนี้ ๑๘ ปีของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยิ่งบังคับใช้ เหมือนกับให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ลุแก่อำนาจ ช่วงหลังนี้มีการปะทะปิดล้อมดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยฝ่ายรัฐเจ้าหน้าที่ไทยไม่มีวิธีการอื่นใดเลยที่จะแก้ปัญหา ปิดล้อมทุกครั้ง วิสามัญทุกครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ หลายสิบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๕๕ ศพแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ยังไม่เคยมีการดำเนินคดีใด ๆ เพราะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ยกเว้นความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา แล้วก็ไม่ต้องรับผิดทาง ปกครอง แม้แต่ปัจจุบันนี้ภาคประชาสังคมเองที่เคลื่อนไหวต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งแวดล้อม ก็ยังถูกคุกคามไม่ให้มีการเคลื่อนไหวโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นห่วงครับว่าถ้ารัฐบาลยังดื้อดึง ยังดื้อดันที่จะไม่มีการ ทบทวน ยังไม่ยอมรับผิดกับบางเรื่อง บางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะในปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นะครับ ผมเกรงว่าท่านกำลัง ไปจุดไฟกองใหม่ให้มันเกิดขึ้นอีก และเหมือนกับว่าท่านกำลังไปเติมเชื้อเพลิงใหม่ เพราะว่า ปัจจุบันนี้มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงเวลามีการวิสามัญฆาตกรรม มีการเสียชีวิตปรากฏการณ์ที่คนหนุ่ม สาวออกมาแห่ต้อนรับศพสรรเสริญคนที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมมันกำลังเกิดขึ้น ขยายวงกว้างใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันสะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กำลังเติม เชื้อไฟกองใหม่ ตราบใดที่ยังไม่มีการทบทวน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หรือให้สภาเรามีส่วนร่วม เพื่อถ่วงดุลการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กองไฟกองใหม่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังจะ ลุกขึ้นมาใหม่ ผมเป็นห่วงครับ ขอบคุณครับ