รังสิมันต์ โรม อภิปรายผลักดันร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแทน พ.ร.ก. ฉุกเฉินปี 48 ที่ถูกมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพเกินจำเป็นและขาดกลไกถ่วงดุล โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการต่ออายุ พ.ร.ก. ทั้งที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น พร้อมวิพากษ์รัฐบาลที่ล่าช้าในการพิจารณากฎหมายกว่า 6 เดือน และตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ พ.ร.ก. อาจกลายเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชนและปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยเสนอให้กำหนดระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่เกิน 30 วัน ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาหรือ ครม. ภายใน 7 วัน ห้ามประกาศซ้อนภายใน 3 วันหลังยกเลิก พร้อมเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะการรายงานผลต่อสภา การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และจำกัดการควบคุมตัวเกิน 48 ชั่วโมงโดยไม่ต้องนำตัวสู่ศาล เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพภายใต้หลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายอีก ครั้งในฐานะของผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแทนที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเดิมที ผมก็ได้อภิปรายเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ แต่ว่าก็ยังไม่ทันได้ลงมติวาระแรกนะครับ ครม. โดยความเห็นชอบของสภาก็ได้ขอรับเอา ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการตามที่ท่านประธานเพิ่งชี้แจง แล้ววันนี้ก็ได้ ฤกษ์นำกลับเข้ามาสภาอีกครั้งหลังจากถูกอุ้มเป็นเวลากว่า ๖ เดือน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผมขอย้ำหลักการนิดเดียว คือการให้มีกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีเหตุผลประกอบคือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บังคับใช้อยู่นั้นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างเกินสมควรแก่เหตุและให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้ข้อกำหนดที่ออกมา โดยได้รับการละเว้นการตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรตุลาการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถประกาศและขยายระยะเวลา การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปได้โดยที่องค์กรอื่นใดไม่สามารถคัดค้านได้ จึงต้อง กำหนดมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ และเมื่อมาดูเนื้อหาของการนำไปพิจารณาของ ครม. นะครับท่านประธาน เราจะพบว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงแค่ความเห็นจากข้าราชการประจำของหน่วยงาน ต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่นนี้เราได้เคยทำ ไปแล้วตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ตั้งแต่ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสภา ครั้งแรกด้วยซ้ำ หน่วยงานอย่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ให้ความเห็นมาตั้งแต่คราวที่แล้ว และที่สำคัญคือผู้ที่ขอไปพิจารณาคือ ครม. ไม่มีตรงไหนที่เป็นความเห็นจากนายก หรือรัฐมนตรีประจำกระทรวงที่เกี่ยวข้องเลยทั้งที่เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยรับผิดชอบต่อ ประชาชน บันทึกไว้ในนี้เลยแม้แต่คนเดียว แล้วแบบนี้จะไม่ให้เราบอกว่านี่คือการเตะถ่วง กระบวนการการตรากฎหมายของสภาได้อย่างไร สรุปแล้วท่านประธานเจตนาในการนำ ร่างกฎหมายดังกล่าวที่ท่านอ้างว่าไปศึกษา ท่านศึกษาได้ผลว่าอย่างไรครับ ท่านนายกได้ผล ว่าอย่างไรครับ ท่านรัฐมนตรีได้ผลว่าอย่างไรครับ ทำไมในรายงานของท่านถึงไม่มี ท่านก็แค่ เล่นปาหี่เพื่อให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้มันล่าช้าเท่านั้นท่านประธานครับ เท่ากับว่า หน่วยงานที่ไปศึกษาจริง ๆ ก็มีแค่เพียงหน่วยงานของรัฐซึ่งจำนวนมากว่ากันตรงไปตรงมา ก็คือเห็นดีเห็นงามกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเดิมอยู่แล้ว ว่ากันง่าย ๆ ท่านก็แค่เอาตามความสะดวก ของตนเองนั่นล่ะ จะมีแค่เฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเท่านั้นที่มีความเห็น ไปในทางเดียวกันว่าจะต้องมีการถ่วงดุลโดยสภา เพื่อให้การใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แล้วท่านประธานเชื่อไหมตอนที่ผมไปชี้แจงให้หน่วยงานของรัฐ ได้รับฟังถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ไม่มีใครซักถามผมเลยแม้แต่ คำถามเดียว ทุกคนนั่งเงียบหลังจากที่ผมได้ชี้แจงไป แล้วหลังจากที่ให้ผมออกจากที่ประชุม ไปแล้วก็ค่อยไปพูดกันข้างหลังว่าไม่เห็นด้วยอย่างนั้น อย่างนี้ โดยที่ผมไม่สามารถตอบอะไร หรือชี้แจงอะไรถึงความเคลือบแคลงสงสัยได้เลย พวกท่านทำราวกับสรุปกันไปแล้วว่า กฎหมายฉบับนี้พวกท่านจะให้เหตุผลไว้อย่างไร แล้ว ครม. ก็เอาเหตุผลอันนั้นมาใช้ต่อแบบ ที่ไม่มีการแก้ไขเลยแม้แต่คำเดียว ไม่มีอะไรที่เป็นความคิด ความอ่านของ ครม. ชุดนี้เลย แม้แต่น้อย พูดกันตรงไปตรงมารัฐบาลนี้มีธงกันอยู่แล้วว่าจะไม่เอากฎหมายฉบับนี้ พวกท่านมีเวลาเป็นปี ๆ ในการศึกษาพวกท่านก็ไม่ศึกษา จึงอุ้มกฎหมายฉบับนี้เพื่อถ่วงเวลา ให้นานที่สุด ซึ่งท่านก็ทำสำเร็จนะครับถ่วงไปได้ ๖ เดือน แต่วันนี้เราก็เอากลับมาพิจารณากัน อีกครั้ง ท่านประธานครับ ตามที่ทุกท่านคงจะทราบกันอยู่แล้ว วันนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้นมาก ซึ่งเราต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันพาสถานการณ์ของ ประเทศชาติให้ดีขึ้น ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และด่านหน้าทุกท่านที่ทำให้ สถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้น รัฐบาลได้ยกเลิกมาตรการต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งในทุกพื้นที่ วันนี้เป็นสีเขียวทั้งหมด ตัวเลขของทางการบ่งชี้ชัดว่ามีไม่ถึง ๒,๐๐๐ คนแล้วที่ติดโควิด (COVID) การเปิดประเทศเพื่อให้นักท่องเที่ยวสถานบันเทิงสามารถเปิดได้เหมือนปกติ สิ่งเหล่านี้ชี้ชัดว่าสถานการณ์ของประเทศไทยต่อสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นดีขึ้น ใกล้เคียงกับอีกหลายประเทศที่ได้ตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
คำถามที่สำคัญครับท่านประธาน มีความจำเป็นอะไรที่ต้องต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์วันนี้ไม่เหลือความฉุกเฉินอะไรอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับ ถ้าต้องมีกฎหมายบางประการเพื่อมาควบคุมสถานการณ์บ้าง ทำไมท่านไม่ใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ หรือถ้ากฎหมายดังกล่าวไม่เพียงพอ ทำไมไม่แก้ไขให้ครอบคลุมเพียงพอ รัฐบาล มีเวลาในการเตรียมเรื่องนี้มาอย่างเนิ่นนาน ทำไมถึงไม่ทำ นี่คือสิ่งที่ผมและพี่น้องประชาชน จำนวนมากคาใจและไม่อาจจะเข้าใจถึงการกระทำของรัฐบาลได้ เอาจริง ๆ นะครับท่านประธาน ถ้า พลเอก ประยุทธ์มีความจริงใจในการแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างจริงจัง สิ่งที่ท่านต้องทำในวันนี้ ในวันนั้นนะครับที่มีการแพร่ระบาดคือการเอาเจล (Gel) เอาหน้ากากอนามัยไปแจก คือการตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อตรวจคัดกรองโควิด (COVID) หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นการยังคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไปมันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการที่รัฐบาลเสพติดอำนาจจึงยังคงกฎหมาย พิเศษฉบับนี้เอาไว้เป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง ท่านประธานครับ ถ้าเราไป อ่านรายงานสรุปการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ที่ทาง ครม. ได้แนบมาด้วย จะเห็นว่าหนึ่งในข้ออ้างหลาย ๆ ข้อที่หน่วยงานได้กล่าวอ้างถึง ความจำเป็นของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปัจจุบัน คือกฎหมายฉบับนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ เจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติงาน ทำไมครับ พออยู่ภายใต้หลักกฎหมายปกติทั่วไปมีการ ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่ควรจะเป็น มันทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับหมดความมั่นใจในการทำงาน เลยหรือครับ และเพราะได้ความมั่นใจจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาใช่ไหม ถึงทำให้ตั้งแต่มีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นต้นมา สถิติตั้งข้อหาประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยอาศัย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถึงมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ คน ทั้ง ๆ ที่ถามว่าที่ผ่านมาเราพบ คลัสเตอร์ (Cluster) หรือการแพร่กระจายโควิด (COVID) ของคนที่ออกมาชุมนุมมากแค่ไหน เท่าที่ผมทราบท่านประธานจากการติดตามรายงานข่าวมาตลอดคือไม่มีเลย เพราะส่วนมาก พี่น้องประชาชนเขาชุมนุมกันกลางแจ้ง มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา โอกาสที่จะติดโควิด (COVID) ระหว่างกันมีน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี้การอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบปูพรมหว่านแหได้ กลายเป็นประเพณีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไปเรียบร้อยแล้ว คนมาชุมนุมใส่หน้ากากป้องกันโรค มิดชิดแค่ไหนก็ประกาศออกลำโพงขยายเสียงไว้ก่อนว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วเตรียม หยิบปืนกระสุนยางรอยิงต่อเลย ขนาดว่าบางกรณีไปยื่นจดหมายกันไม่กี่คน ตำรวจที่ไปคุม ยังเยอะกว่าแล้วเขาก็เตรียมตัวป้องกัน ถามว่าเรื่องที่ไปยื่นคือเรื่องอะไร ไปยื่นเรื่องติดตาม กรณีคุณวันเฉลิมถูกอุ้มหาย แค่นั้นพอแล้วหรือครับที่จะถูกยัดข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นที่เรียบร้อย นี่ล่ะครับคืออันตรายอย่างยิ่งของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบันที่ได้ให้ อำนาจต่อนายกรัฐมนตรีหลายอย่างโดยที่ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย และยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกิดความมั่นใจผิด ๆ แล้วใช้อำนาจผิด ๆ และใช้ อำนาจผิด ๆ ไปลงไม้ลงมือกับประชาชน พวกเราในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน มีความเห็นว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นการใช้ที่ผิด วัตถุประสงค์ รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์ โควิด (COVID) การชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้ในฉบับนี้มุ่งบังคับใช้ พวกเราในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรหลายๆ คน รู้ว่าการกระทำดังกล่าวของ พลเอก ประยุทธ์เป็นการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถ ดำเนินการใด ๆ ได้เลยในการหยุดยั้งการใช้อำนาจที่ผิด ๆ แบบนั้นได้ ผมจึงเห็นว่า การดำเนินคดีความรุนแรงและการไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐแบบนี้ เราไม่สามารถยอมได้ ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจ ให้กับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้ในการควบคุมการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังที่ปรากฏ ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบัน ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานสรุปออกมาเป็น ๖ สาระสำคัญ เพื่อเน้นย้ำให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่ติดตามทางบ้านได้รับทราบ
ข้อ ๑ ในมาตรา ๕ คือการแก้ไขจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกรัฐมนตรี จากเดิมประกาศได้คราวละสูงสุด ๓ เดือน แก้เป็นคราวละไม่เกิน ๓๐ วัน โดยที่เมื่อประกาศแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบภายใน ๗ วันหลังจากประกาศ โดยสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องนำเสนอเหตุผลในการประกาศนำเสนอมาตรการ และข้อกำหนดที่จะนำมาใช้ และนำเสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การยุติสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น และกลับสู่สถานการณ์ปกติต่อสภา หากสภาไม่เห็นชอบก็ให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ้นสุดลงทันที นอกจากนี้การขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากเดิมที่ขยายได้ คราวละสูงสุดไม่เกิน ๓ เดือน ก็เหลือเป็นขยายได้คราวละไม่เกิน ๓๐ วัน และจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน
ข้อ ๒ ในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะที่ไม่มี สภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้อุดช่องว่างตรงนี้ไว้ว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลา ดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีโดยที่ระยะเวลาที่ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นจะต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่ที่ประกาศ และในกรณีที่ประกาศไม่ถึง หากจะขยายระยะเวลาก็ขยายได้แค่เท่าที่ไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศเท่านั้น และหากในภายหลังจากที่ประกาศมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาในระหว่างที่ประกาศนั้น ยังไม่สิ้นสุดลงก็ขอให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรโดยทันที
ข้อ ๓ เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงก็กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องนำเสนอรายงานผลการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วัน หรือในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ก็ให้รอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ต่อไปส่วนในวรรคท้ายที่กำหนดว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้งภายหลังสิ้นสุด สถานการณ์ฉุกเฉินเดิมน้อยกว่า ๓ วันจะกระทำมิได้ ก็เพื่ออุดช่องว่างหากจะมีนายกรัฐมนตรี คนไหนหัวหมอมากถึงขนาดที่จะค่อย ๆ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทีละ ๓ วัน ซึ่งอาจจะ เกิดขึ้นได้จริง ๆ
ข้อ ๔ ในมาตรา ๙ เรื่องการออกข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีภายหลัง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตัดอำนาจออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าวที่อาจทำให้ ประชาชนหวาดกลัวหรือเข้าใจผิดจนกระทบความมั่นคงความสงบที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ออกไปเพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ข่าวสารที่ประชาชน สมควรได้รับมากที่สุดไม่ใช่ข่าวสารด้านเดียวที่รัฐควบคุมว่าต้องการให้ประชาชนรู้อะไร ไม่รู้อะไรเท่านั้น แต่ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านมาจากหลายภาคส่วนที่เห็นในหลายแง่มุม ให้ประชาชน ได้รับรู้อย่างทั่วถึงที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถที่จะ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้
ข้อ ๕ การตัดข้อยกเว้นที่ให้ข้อกำหนดประกาศคำสั่งหรือการกระทำใด ๆ ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองและข้อยกเว้นให้ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้อง รับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือ ป้องกันการกระทำความผิดกฎหมายที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ตามลำดับออกไป เพื่อยืนยันว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าใน สถานการณ์ใด ๆ จะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตุลาการได้เสมอ ไม่ใช่จะอ้าง สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วมาออกข้อกำหนดอะไรก็ได้ ใช้งานเจ้าหน้าที่ที่ไปกระทำการใด ๆ ก็ได้ ที่เกินเลยจากการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วจะมายกเว้นไม่ให้ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่ ควรจะเป็นได้
ข้อ ๖ ข้อสุดท้าย ตามมาตรา ๑๒ กรณีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ที่ให้อำนาจประกาศให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลได้จากเดิม ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่สามารถควบคุมตัวได้นานสูงถึง ๗ วัน และขยายเวลาได้ นานสูงถึง ๓๐ วัน และไม่ให้ควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจที่คุมขังทัณฑสถานหรือเรือนจำ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้เห็นว่ากระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพให้กับ พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุดในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น คือจะต้องดำเนินกระบวนการเช่นเดียวกัน กับในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการควบคุมให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวภายในสถานีตำรวจที่ยากและทนายความสามารถเข้าถึงได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือถูกอุ้มหาย และเมื่อครบกำหนดแล้วหากจะต้อง ควบคุมตัวต่อไปก็ให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และการจับกุม ควบคุมตัวทั้งหมดนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของญาติที่จะได้เข้าไปเยี่ยมผู้ถูก ควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย ท่านประธานครับ ถ้าจะให้สรุป ง่าย ๆ เลยนะครับ สิ่งที่ผมเสนอไปมันเป็นแค่เพียงการทวงคืนการตรวจสอบถ่วงดุลกลับคืนมา ถ้าเรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเรายอมรับได้หรือครับกับการที่ถ้ารัฐบาลคิดอยากจะ เพิ่มอำนาจ เพิ่มข้อยกเว้นกฎหมายให้กับตัวเอง รัฐบาลสามารถตัดสินใจเพิ่มมันขึ้นมาได้ด้วย ตัวเอง อยากจะเพิ่มมันอย่างนี้ยาวไปถึงไหนก็ทำกันเองได้หมด คนอื่นจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้อง ไม่ได้เลย พูดแค่นี้ก็เห็นปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วครับ ผมจึงเสนอร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อบอกว่าถ้ารัฐบาลคิดจะ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ก็ตามแล้วต้องการอำนาจบริหารจัดการอย่างนั้นก็ขอให้ถาม ความเห็นคนอื่นบ้าง พูดแทนราษฎรอย่างเรา ๆ นี้ก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้ ทุก ๆ คนในที่นี้ ก็พบปะพี่น้องประชาชน ได้รับฟังเสียงประชาชนกันมาตลอดว่าเขาคิดเห็นกันอย่างไร ย่อมอยู่ในฐานะที่จะร่วมตัดสินใจได้ว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละครั้งนั้นจำเป็น หรือไม่จำเป็น ถ้านายกรัฐมนตรีอย่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีทุกท่าน มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้คิดหาเศษหาเลย จากอำนาจที่ได้เพิ่มมา ไม่ได้เป็นพวกที่อยากควงอำนาจล้นเกินไว้เพื่อที่จะได้ดีดนิ้วได้ตาม สะดวกก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหวาดกลัวร่างกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นผมขอเรียกร้องอีกครั้ง ให้สภาแห่งนี้โหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ไปคุยกันต่อในชั้นของกรรมาธิการจะสามารถช่วยกันคิด ช่วยกันสร้าง ให้กฎหมายนี้ทั้งเป็นเครื่องมือแก้สถานการณ์ฉุกเฉินและประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไปด้วยกันได้อย่างดี ท่านประธานครับ ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนด้วยเถอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ