กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นาย พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านผู้ว่าการนะครับที่ได้ช่วยกรุณาชี้แจงเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด ผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านด้วยครับ เพราะว่าผมพบกันครั้งแรกเมื่อตอนที่ผมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่คุณธารินทร์ ได้รีครูต (Recruit) เข้ามานำเข้ามาจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ผมก็ชื่นชมท่านอยู่ตลอด แล้วก็ได้เห็นการทำงานของท่านมาตลอด ก็ขอแสดงความยินดีที่วันนี้ท่านได้มีโอกาสมา ทำงานใหญ่ แต่ก็อยากให้ท่านฟังหน่อยครับในฐานะที่ผมผ่านประสบการณ์มาเยอะรับรู้ถึง ความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤติ แล้วก็เมื่อออกจากการเมืองช่วงหนึ่งผมก็ได้ คลุกคลีกับภาคเอกชนต่าง ๆ ก็รับรู้ถึงปัญหาของเรื่องต่าง ๆ ครับ ก็อยากจะขออนุญาต สะท้อนสิ่งที่ผมได้เห็นมานะครับ
เรื่องแรกที่อยากจะขอเรียนครับ ก็คือบทบาทของกฤษฎีกาผมเห็นด้วยกับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมอยากจะให้ทางกฤษฎีกานี่ได้ไปดูกฎหมาย ของท่านนะครับ มาตรา ๑๕ ทวิ ว่าบทบาทหน้าที่ของท่านคืออะไร ผมเองเป็นกรรมาธิการ มาหลายชุด แล้วก็ดูกฎหมายมาหลายฉบับ และผมยอมรับครับว่าอุปสรรคหนึ่งในการทำกฎหมายของผมก็คือเจ้าหน้าที่ของท่านที่มักจะทำ อะไรที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๕ ทวิ ที่คุณเกียรติได้ยกขึ้นมา ผมอยากจะฝากท่าน กลับไปทบทวนเรื่องนี้เสียใหม่เพราะบทบาทของท่านในฐานะที่ปรึกษากฎหมายควรจะทำ อะไรนะครับ ท่านเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลนะครับ เพราะฉะนั้นท่านก็น่าจะมี ทางออกให้รัฐบาลซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ไม่ใช่มาฟันธงมาให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลา เรื่องเวลานั้น เป็นจัดจ์เมนต์ (Judgment) ของฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง ผมขอย้ำนะครับว่าท่านนี้เป็น นักกฎหมาย ปกตินักกฎหมายนี้ก็จะเป็นที่ปรึกษากฎหมายครับ ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดนโยบาย อันนี้ท่านทำไม่ถูกในส่วนที่คุณเกียรติได้ยกขึ้นมานะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรก
ส่วนประเด็นต่อไปที่ทาง สศค. ผู้อำนวยการกฎหมายได้ยกขึ้นมา ท่านอ้างถึง กฎหมายหลายฉบับของหน่วยงานที่มีการรายงานหรือไม่รายงาน ใช่ครับกฎหมายเราทุกวันนี้ ยุ่งเหยิงมากไม่เป็นระบบ แต่กฎหมายใหม่ ๆ นี้เริ่มดีขึ้น ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียนตอนต้น นะครับว่ากฎหมายที่ออกหลัง ๆ นี้จะมีการให้รายงานต่อรัฐสภา แต่กฎหมายที่ออก ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ธ.ก.ส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์หรือแบงก์ชาติ เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วคำว่ามาโปร่งใสเพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อสัก ๒๐ ๓๐ ปีนี้เอง เพราะฉะนั้นเราต้องมีภารกิจในการไปตรวจกฎหมายต่าง ๆ ว่าหน่วยงานใด ควรจะรายงาน หน่วยงานใดไม่ควรจะรายงาน เพราะตอนที่ตรากฎหมายในช่วงนั้น ๆ เขาอาจจะไม่ได้คิดถึงแนวโน้มใหม่ ๆ ของโลก โลกทุกวันนี้ต้องการความโปร่งใส ต้องการ การตรวจสอบได้ ต้องการการเปิดเผยข้อมูลนะครับ ต้องการการแบ่งแยกอำนาจ อย่างล่าสุด สภาของเราทุกวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ไม่ให้เราไปมีบทบาทในการเมืองก็คือ ในฝ่ายบริหาร สมัยก่อนนะครับ ส.ส. อาจจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวนี้พวกเราได้แต่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วก็ ในกรรมาธิการเราจะไปก้าวก่ายทำงานในกระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็น เรื่องของการแทรกแซงทางการเมืองนี้อาจจะมีในอดีตที่ท่านเป็นห่วงซึ่งผมเห็นด้วย แต่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ โลกเปลี่ยนครับ โลกต้องการความโปร่งใส ต้องการแบ่งแยก อำนาจ ซึ่งวันนี้เมืองไทยเราเป็นอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านช่วยไปตรวจกฎหมายต่าง ๆ ว่าองค์กรต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นสอดคล้องกับสภาวการณ์ใหม่ ไหมนะครับ ธปท. ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับ ระบบให้มีความโปร่งใส ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ผมไม่ได้ต่อว่าว่า ธปท. ไม่โปร่งใสนะครับ ท่านอย่าไปทึกทักว่าผมจะมาว่ากล่าวท่าน ผมนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเติบโตมาจาก ธปท. เอง ผมมีความภูมิใจในความเป็นศิษย์เก่าแบงก์ชาติ เพราะผมรับทุนจากแบงก์ชาติและผมก็ ทำงานแบงก์ชาติ ๑๗ ปีโดยมีความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงานของผมนะครับ ผมได้ทุ่มเท การทำงานอย่างภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มีความคิดเห็นอื่นใดที่จะมาทำให้ ธปท. เสื่อมถอย ตรงกันข้าม ผมต้องการที่จะปกป้อง ธปท. ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ท่านอยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับของกระทรวงการคลัง เราไม่ทราบหรอกครับว่า กระทรวงการคลังจะมาขอกู้เงินท่านเมื่อไร แล้วท่านจะคิดดอกเบี้ยเท่าไร ผมพยายาม บ่อยครั้งในห้องประชุมแห่งนี้ ถามกระทรวงการคลัง ถามนายกรัฐมนตรีตอนอภิปราย งบประมาณว่าการชดเชยการขาดดุลท่านกู้จากใคร ก็ไม่ตอบ ทั้งที่เป็นกฎหมายใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ระบุไว้ชัดว่าในการแถลงงบประมาณประจำปีท่านต้องระบุการชดเชย การขาดดุลแต่ท่านก็ไม่ตอบ เหตุผลที่ผมต้องการถามหรือมีการเขียนกฎหมายในลักษณะนี้ ในสมัยโน้นก็คือต้องการกันไม่ให้แบงก์ชาติถูกเอาเปรียบจากรัฐบาลมากไป เพราะการกู้เงิน จากแบงก์ชาติมันเป็นวิธีการที่ง่ายนะครับ ง่ายกว่าการขึ้นภาษี ง่ายกว่าการไปกู้จากเอกชน แค่แก็กเดียวก็ได้เงินมาเป็นพันเป็นหมื่นล้านได้แล้ว หรืออย่าง พ.ร.ก. ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่แบงก์ชาติได้ทำมานี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างรัฐบาลกับกระทรวงการคลัง ระหว่าง กระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติคุยกันอย่างไร แบงก์ชาติถูกเอาเปรียบมากไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเกิดแบงก์ชาติมีที่ยืนในสภามาชี้แจงกับประชาชนเป็นระยะ ๆ เราก็จะช่วย สอดส่องดูแลให้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวว่า นักการเมืองก็คือฝ่ายบริหาร พวกเราไม่ใช่นักการเมือง ในแง่ของความเป็นข้าราชการแล้ว เพราะเรามีหน้าที่นิติบัญญัติอย่างเดียว นักการเมืองมักจะมองประโยชน์ระยะสั้น แต่พวกเราในที่ประชุมแห่งนี้ หลายท่านที่ได้กล่าวนะครับเรามองประโยชน์ของประชาชน ในระยะยาว เรามองประโยชน์ของเศรษฐกิจโดยรวม แน่นอนครับ มูดีส์ (Moody’s) หรือ เอสแอนด์พี (S&P) อาจจะว่านั่นว่านี่ แต่ยามวิกฤติท่านจำได้ไหม ปี ๒๕๔๐ ๒ หน่วยงานนี้ เดาเปลี่ยนเราทุกเดือน ถ้าเวลาที่เราเซนี่เขาถีบเราล้มไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทุกประเทศในโลก ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านในฐานะที่ท่านมีความรับผิดชอบต่อหน่วยงาน หลักของประเทศได้โปรดเอาใจใส่ประโยชน์ของประชาชน วิธีการหนึ่งก็คือการเปิดเผยข้อมูล อย่างกว้างขวาง ผมไม่ได้ต่อว่าแบงก์ชาติไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนะครับ จริง ๆ แล้วผมชื่นชม ที่หน่วยงานอย่างแบงก์ชาติได้ให้ข้อมูลอย่างมากต่อประชาชน อย่างที่ท่านได้พยายาม บอกกล่าวว่าได้มีการชี้แจงแถลงข่าว ๖๒ ครั้งในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ก็แถลงข่าวถึง ๓๒ ครั้ง ใช่ครับ ท่านทำเยอะ ผมเห็นใจน้อง ๆ ที่อยู่ในหน่วยงานที่ท่านทำ แต่เมื่อผมไปเปิดดูบีเวอร์ (BEAVER) หรือเปิดดูสื่อที่ออกไปจำนวนที่ถึง ขออภัยครับ น้อยกว่าที่ออกจากสภามาก เวลาที่ออกจากสภานี่ออกไปกว้างขวาง จำนวนมีสูงกว่าเยอะ มีอิมแพกต์ (Impact) ต่อเศรษฐกิจ ต่อประชาชนระดับรากหญ้าสูงกว่าเยอะ ผมเองก็พยายามจะเปิดดูเว็บไซต์ (Website) ของแบงก์ชาติ ผมเคยบอกกล่าวกับผู้บริหารแบงก์ชาติ ขออภัยที่ไม่เอ่ยนาม ว่าเดี๋ยวนี้เข้าไปยากมาก ข้อมูลก็ไม่ค่อยทันสมัย ผมเคยบ่นมาหลายครั้งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น ระยะหลังครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าที่ผมนำเสนอกฎหมายนี้ผมไม่ได้ต้องการ ดิสเครดิต (Discredit) แบงก์ชาติ ผมไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่าแบงก์ชาติทำงานไม่ดี จริง ๆ แบงก์ชาติทำงานหนักมาก เพียงแต่ว่าวิธีการที่เป็นอยู่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็คือใช้ประโยชน์ จากสภาในการสื่อให้กับประชาชนได้รับทราบ การที่ท่านผู้ว่าได้กล่าวว่าท่านได้มีการส่งคนมา คุยในสภาปีนี้ก็ ๔๘ ครั้ง ปีที่แล้วก็ไป ๘๘ ครั้ง หรือปี ๒๕๖๓ ก็ ๑๑๓ ครั้ง เป็นการแสดงว่า ประชาชนมีความสนใจมากต่อเรื่องของแบงก์ชาติ กรรมาธิการต่าง ๆ จึงได้มีหนังสือเชิญ ท่านมาชี้แจง แม้กระทั่งกรรมาธิการงบประมาณเองก็เช่นกันพยายามจะเชิญท่านมาชี้แจง แต่โอเค (OK) ล่ะท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ไป ส่งผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะด้านไป ก็เป็นประโยชน์ครับ แต่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้าหากท่านในฐานะผู้นำขององค์กรที่มีความสำคัญของ ประเทศอย่างแบงก์ชาติ ท่านเป็นผู้นำมาชี้แจงที่นี่ด้วยตนเอง เป็นการเปิดประเด็น แล้วรายละเอียดก็ไปพูดในกรรมาธิการ ผมว่านี่จะเป็นการรองรับโดยกฎหมายที่ถูกต้อง ทุกวันนี้สิ่งที่ท่านพยายามทำเป็นร้อย ๆ ครั้งนี่ไม่มีกฎหมายรองรับนะครับ แต่ว่าถ้าหากเราใส่ ประโยคสั้น ๆ ลงไปในกฎหมายแบงก์ชาติทุกคนก็จะรู้สึกว่านี่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็เป็น การถูกต้องอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าว เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าเราไม่ได้มี เจตนาที่จะกดดันแบงก์ชาติ แล้วเราก็ไม่มีทางที่จะกดดันได้เลยเพราะอำนาจอยู่ที่ท่านครับ กฎหมายแบงก์ชาติก็คุ้มครองท่านอยู่แล้วตามที่ผมกล่าว พ.ร.บ. แบงก์ชาติ ฉบับที่ ๔ ก็ระบุ ไว้ชัดว่าแบงก์ชาติเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นท่านมีข้อมูลลับจะไม่เปิดเผยท่านก็บอกได้ เหมือนกับที่ศาลหรือ ป.ป.ช. เคยมาชี้แจงที่นี่เป็นระยะ ๆ เราก็ไม่มีทางที่จะไปกดดัน ป.ป.ช. หรือศาลว่าอย่าไปทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ เราได้แต่สะท้อนความเห็นของประชาชนเท่านั้น ภาระที่ท่านจะเกิดขึ้นน้อยมากครับ เพราะว่าแบงก์ชาติเองก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว มีข้อมูล ผมเชื่อว่าน้อง ๆ ที่แบงก์ชาติทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อประชาชน เพียงแต่ว่าข้อมูลเหล่านี้มันเข้ามาไม่ถึง