เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ชี้แจงถึงการดำเนินงานและการสื่อสารนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเข้าใจง่าย รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การกำหนดนโยบายทางการเงินมีความรอบด้านและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น เครดิตเรตติง และต้นทุนการกู้ยืมของประเทศในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่าน ส.ส. ได้หยิบยกมาอภิปราย เช่นเรื่องของการที่ข้อมูลอาจจะ ไม่เพียงพอในการชี้แจงของเรา การที่มีการรับฟังความคิดเห็นจาก ธปท. ที่ท่านมองว่าอาจจะ น้อยเกินไป และประเด็นที่เกี่ยวกับข้อห่วงใยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ในครั้งนี้ ก็ขออนุญาตชี้แจงใน ๔ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ที่นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะ ได้เสนอ
ประเด็นแรก เรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจต่าง ๆ เกี่ยวกับ แนวการดำเนินนโยบายก็ต้องขอเรียนว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ มาโดยตลอด และการให้ข้อมูลให้มาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนกับหลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มฝ่ายบริหารซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีการรายงานข้อมูลที่เป็นข้อมูล รายเดือน เช่นรายงานสภาวะเศรษฐกิจและการเงิน มีการรายงานข้อมูลที่เป็นราย ๖ เดือน เช่นรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินและผลการ ดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน และมีการรายงานข้อมูลรายปีที่รวมถึงกรอบ นโยบายการเงิน งบการเงินประจำปี และสรุปผลการดำเนินงานของ ธปท. ซึ่งข้อมูล และรายงานเหล่านี้ล้วนเปิดเผยต่อทางฝ่ายบริหารและเปิดเผยแก่สาธารณชนต่อเนื่อง แต่ก็น้อมรับประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงของข้อมูล พวกนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องพยายามทำให้รายงานการสื่อสารอะไรต่าง ๆ ของเราทำในภาษาที่ง่ายกว่านี้ เพื่อที่ประชาชนสามารถจะเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
กลุ่มที่ ๒ ที่มีการรายงานและชี้แจงก็คือต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทำผ่านช่องทาง กรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งก็ทำมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจะเห็นได้จากในปี ๒๕๖๓ ที่มีการ ชี้แจงต่อกรรมาธิการต่าง ๆ ๑๑๓ ครั้ง ปี ๒๕๖๔ ๘๘ ครั้ง และในครึ่งปีแรกของปี ๒๕๖๕ ๔๘ ครั้ง ซึ่งการรายงานต่อกรรมาธิการก็เป็นการรายงานที่ตรงประเด็น มีการทำงานกัน รับฟังความคิดเห็นที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ในยามปกติในช่วงที่ไม่มีโควิด (COVID) เราก็มี การเชิญกรรมาธิการมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประจำทุกปีเพื่อมาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ต่อการ ทำงานของ ธปท. อย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นที่เป็นรูปธรรมก็เป็นเรื่องของการที่เรามีมาตรการ ออกมาในช่วงการแก้วิกฤติโควิด (COVID) ปี ๒๐๑๙ ซึ่งการที่เราได้มีการหารือร่วมกับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคโควิด (COVID) เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corana 2019) นั้นก็ได้นำความคิดเห็น จากคณะกรรมาธิการนี้มาประกอบในการออกแบบปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) มาเป็น พ.ร.ก. ฟื้นฟู ทำให้ พ.ร.ก. ฟื้นฟูนี่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ ออกไปเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้ออกไปภายใต้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan)
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มสาธารณชน ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตระหนักดี เรื่องของความสำคัญของความเชื่อมั่นของสาธารณชนและเห็นชัดว่าการที่จะสร้างความ เชื่อมั่นนี่ต้องสร้างความเข้าใจเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีการชี้แจง สื่อสารอย่างต่อเนื่องกับสาธารณชนโดยตรงในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมามีการออกแถลงข่าวของ ธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ๖๒ ครั้งในปี ๒๕๖๕ ครึ่งปีแรกทั้งหมด ๓๒ ครั้ง การโพสต์ (Post) ประเด็นต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ช่องทางต่าง ๆ ของ ธปท. ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือไลน์ (LINE) ในปี ๒๕๖๔ ๓,๕๐๐ ครั้ง ปี ๒๕๖๕ ครึ่งปีแรก ๒,๒๕๐ ครั้ง และนอกจากการสื่อสารก็เป็นการเอ็นเกจ (Engage) และเป็นการ รับฟังเช่นเดียวกันร่วมไปด้วย เราได้มีการจัดบริฟฟิง (Briefing) กับนักวิเคราะห์และนักลงทุน มากกว่า ๓๐ ครั้ง และออกพบปะผู้ประกอบการภาคธุรกิจกว่า ๖๓๑ ราย ล้วนเป็นโอกาส ที่เราจะได้ไม่ใช่แค่สื่อสารสิ่งที่เราทำให้ข้อมูลแก่สาธารณชน แต่เป็นโอกาสที่จะรับฟัง ประเด็นต่าง ๆ ข้อห่วงใยต่าง ๆ จากภาคประชาชน ภาคธุรกิจด้วย การทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าตอนที่เราจะมีการออกภูมิทัศน์ รายงานภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่ เราก็มีการออกเพเพอร์ (Paper) หารือ รับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการที่จะกำหนดนโยบายที่จะประกอบ เรื่องของการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับภาคการเงินในอนาคต
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการเทียบเคียงการรายงานต่าง ๆ ของ ธปท. กับหน่วยงานอื่นของภาครัฐที่มีความคล้ายกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะขอเรียนว่า ไม่ได้แตกต่างและเป็นในแนวทางที่แนวทางเดียวกัน ถ้าเทียบเคียงกับหน่วยงานที่ใกล้เคียง ในแง่หน้าที่การงานกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นหน่วยงานกำกับดูแลทางด้าน การเงินที่คล้ายกับ ธปท. เช่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กฎหมายก็กำหนดให้รายงานผลการดำเนินงาน ต่อฝ่ายบริหารโดยไม่ต้องรายงานต่อฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับของ ธปท. ส่วนในกรณีของ ธนาคารภาครัฐส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นการรายงานต่อรัฐสภาในกรณีที่ได้มีการอ้างถึง เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) และเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เหตุผลที่ต้องรายงานต่อสภา ก็เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดช่องทางอื่นในการเผยแพร่และเรื่องการดำเนินงานต่อ สาธารณชนซึ่งต่างกับสถาบันการเงินอื่นของภาครัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ธนาคารอิสลาม ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อ สาธารณชนเช่นเดียวกับ ธปท. ที่มีกฎหมายกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการรายงานต่าง ๆ ต่อฝ่ายบริหาร รวมถึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นที่เทียบเคียงการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย กับธนาคารกลางอื่นในต่างประเทศ ก็ขอเรียนอีกว่าสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำ ก็สอดคล้องกับแนวทางและหลักการที่เราเห็นในต่างประเทศในประเทศหลัก ๆ หลักการ ทั่วไปเป็นหลักการของความรับผิดชอบรายงานตามความรับผิดชอบ ความหมายคือว่า ฝ่ายไหนมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ว่าการ การรายงานก็จะผ่านช่องทางนั้น ตัวอย่างที่มีการพูดถึงบ่อย อย่างเช่นของสหรัฐที่ประธานของเฟด (Fed) มีการรายงานต่อ รัฐสภาก็เป็นเพราะว่าคนที่แต่งตั้งผู้ว่าการของธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟดแชร์แมน (Fed Chairman) ก็ทำผ่านวุฒิแล้วในกรณีของสหรัฐเองการรายงานของแชร์แมน (Chairman) ของเฟด (Fed) ก็ไม่ได้เป็นต่อสภาโดยรวม แต่เป็นต่อกรรมาธิการเช่นเดียวกัน ส่วนถามว่ามีธนาคารกลางที่รายงานตรงต่อสภาหรือเปล่า ก็มีแต่ไม่มาก มีอยู่เพียง ๖ ประเทศที่มีรายงานต่อรัฐสภาโดยตรง ได้แก่ อินโดนีเซีย แอลเบเนีย อาร์เมเนีย รัสเซีย ฮังการี และกัวเตมาลา ซึ่งในบางประเทศที่ได้เอ่ยถึงก็มาจากการที่ผู้ว่าการถูกแต่งตั้ง โดยรัฐสภา แต่จะเห็นว่าในประเทศหลัก ๆ ส่วนใหญ่การรายงานต่าง ๆ การชี้แจงก็จะเป็นต่อ กรรมาธิการ มิใช่ต่อรัฐสภาโดยตรง
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจ ไม่พึงประสงค์ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไข พ.ร.บ. จากการที่จะมีการรายงานแนวทาง การดำเนินงานต่อสภาซึ่งอาจจะนำไปสู่การกดดันการทำงานของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลาง ซึ่งการที่ธนาคารกลางจะสามารถทำภาระหน้าที่ได้ต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของความเชื่อมั่นก็คือความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งต้องเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ความเป็นอิสระในการดำเนินงาน มิใช่ความเป็นอิสระในเรื่องของการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งต้องมีการหารือกับทางกระทรวงการคลังและด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในความเป็นอิสระนี้ก็มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่นถ้าเงินเฟ้อหลุดออกจากเป้า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีการชี้แจง มีจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐมนตรีคลัง แล้วก็เปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป ซึ่งการที่จะลดหรือทำให้คนมองว่าอาจจะมีการลด ความเป็นอิสระจะกระทบความเชื่อมั่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ ต่อเครดิตเรตติง (Credit Rating) ของประเทศ ซึ่งมีโอกาสทำให้ต้นทุนต่าง ๆ ต้นทุนการกู้ยืมต่าง ๆ นี้สามารถ ที่จะสูงขึ้น ตัวอย่างเหมือนที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติบางท่านก็ได้เอ่ยถึง มีอย่างชัดเจน ในต่างประเทศที่มีการมองในกรณีต่าง ๆ ที่การเมืองมีสิทธิที่จะเข้ามากดดันหรือกระทบ การทำงาน หรือความเป็นอิสระของธนาคารกลางก็ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นนี้ ตัวอย่างเช่นที่มีการพูดถึงในประเทศฮังการี ที่มีการแก้กฎหมายเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร ระดับสูงของธนาคารกลางและมีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของธนาคารกลาง ทำให้นักลงทุนกังวล ทำให้บริษัทจัดอันดับ เช่น มูดีส์ (Moody’s) และเอสแอนด์พี (S&P) ลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจากระดับที่น่าลงทุนหรือลงทุนได้คือ อินเวสต์เมนต์ เกรด (Investment Grade) เป็นอันดับที่นอน อินเวสต์เมนต์ เกรด (Non-Investment Grade) คือไม่น่าลงทุนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและภาคเอกชน สูงขึ้นทันที เห็นได้จากผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะ ๑๐ ปี ช่วงนั้นที่ปรับสูงขึ้น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ และส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับลดลง จากความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบ แต่นอกจากประเทศฮังการี ตัวอย่างอื่นก็มีของประเทศ อินโดนีเซียที่ได้มีการเอ่ยถึง ตอนที่มีระบุเพื่อให้มีการชี้แจงต่อรัฐสภาทุกไตรมาส เช่นเดียวกับที่ระบุในร่าง พ.ร.บ. ธปท. ในครั้งนี้ ก็มีข้อกังวลจากนักลงทุนต่างประเทศ เกี่ยวกับความเป็นส่วนอิสระในการทำงานทำหน้าที่ของธนาคารกลางหรือประเทศ แอฟริกาใต้ ซึ่งในช่วงมิถุนายน ๒๕๖๐ ก็เริ่มมีกระแสว่ารัฐบาลกำลังกดดันผลักดันกฎหมาย ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของเศรษฐกิจและสังคมแทนเงินเฟ้อ ทำให้ทั้งมูดีส์ (Moody’s) และ เอสแอนด์พี (S&P) ออกมาเตือนว่าความพยายามกดดัน การดำเนินกิจการของธนาคารกลางจากภาคการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของทั้ง ๒ บริษัทจัดอันดับ และทำให้เขามองว่าเสถียรภาพ ของประเทศในระยะยาวกำลังถดถอยจากความพยายามแทรกแซงความเป็นอิสระของ ธนาคารกลางที่เดิมนับเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ สำหรับไทยเองอันดับความน่าเชื่อถือ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็คือมีความ มั่นใจในกรอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งการเงินหรือการคลัง ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตัวอย่างที่ผมเล่าสะท้อนให้เห็นว่าตัวอย่างจาก ต่างประเทศที่ผมได้เล่าสะท้อนให้เห็นถึงแม้ร่าง พ.ร.บ. นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอาจจะ ไม่ได้มีเจตนารมณ์หรือความตั้งใจที่จะมากดดัน หรือแทรกแซงในการดำเนินการของธนาคาร แห่งประเทศไทย ตัวอย่างที่ได้เล่าถึงในต่างประเทศสะท้อนว่าแค่เพียงการส่งสัญญาณหรือไป สร้างความกังวลที่อาจจะมีการกดดันต่อการทำงานและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การที่จะมีช่องทางต่าง ๆ พวกนี้ถึงแม้จะไม่ถูกใช้ ดังนั้นเป็นความเสี่ยง แล้วก็เป็นผลข้างเคียงที่อาจจะไม่พึงประสงค์จากการที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ท่านประธาน โดยสรุปก็ขอย้ำว่าที่ผ่านมาทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล การทำงานอย่างโปร่งใส การชี้แจงเรื่องการดำเนินนโยบายต่าง ๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจาก กลุ่มฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็สาธารณชนมาโดยตลอด ๒. การรายงานของเรา ก็สอดคล้องกับการรายงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความคล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย ๓. การรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยก็สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลาง ในประเทศหลัก ๆ เขาพึงปฏิบัติอยู่ และสุดท้ายทางเราก็มองว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง ที่อาจไม่พึงประสงค์จากการที่จะแก้ พ.ร.บ. ครั้งนี้ จึงทำให้คิดว่าโดยรวมแล้วยังไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องแก้ร่าง พ.ร.บ. ตามที่นำเสนอ ณ ตอนนี้ ขอบคุณมากครับ