จีรภัทร์ แจงร่างแก้ พรบ.ธปท. ชี้สอดคล้องกลไกรายงานเดิม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

จีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ชี้แจงแนวคิดเกี่ยวกับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอธิบายถึงความไม่สอดคล้องของข้อเสนอการรายงานผลต่อรัฐสภาเมื่อเทียบกับกรอบกฎหมายและกลไกการรายงานที่มีอยู่ พร้อมย้ำถึงกลไกการกำกับดูแลที่เป็นอิสระของธนาคารฯ ซึ่งมีการรายงานต่อรัฐบาลและรัฐสภาอยู่แล้ว รวมถึงการมีบทบาทของกรรมาธิการในการสอบสวนตามรัฐธรรมนูญ และชี้แจงเพิ่มเติมว่าการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านสำนักงานกฤษฎีกาตามมติ ครม. เพื่อประเมินความสอดคล้องกับนโยบายและกรอบงบประมาณของรัฐ

นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลัง สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาค่ะ ขออนุญาตนำเรียนชี้แจงในประเด็นสำหรับตัวร่างที่ท่านสมาชิกมีการเสนอแก้ไข เพิ่มเติมตัวพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยใน ๓ ประเด็นนะคะ คือในหลักการของ ที่ท่านสมาชิกเสนอให้มีการแก้ไขก็คือประสงค์ที่จะให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการ จัดทำในส่วนของการรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ แล้วก็รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ของ ธปท. เพื่อที่จะรายงานทางรัฐสภาทราบทุก ๓ เดือน คือในประเด็นแรกในประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของแนวทางในการกำหนดให้มีการรายงานต่อ รัฐสภา ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลดังนี้ ก็คือว่าจริง ๆ ในส่วนของกฎหมายที่กำหนดให้มีการ รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี ถ้าดูในเรื่องของหน่วยงานที่เป็นฝ่าย บริหารในลักษณะขององค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเช่นเดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือว่า คปภ. ในเรื่องของการกำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินการก็จะเป็นรูปแบบของ การรายงานในลักษณะที่เป็นรายงานกิจการประจำปี หรือว่ารายงานผลการดำเนินงาน ประจำปี ก็จะมีการกำหนดให้มีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรี แต่ว่าถ้าหากเป็นในลักษณะ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ก็จะมี ๒ แห่ง ตามที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายว่ามีการกำหนดให้รายงานต่อทางรัฐสภา แต่ว่าโดย ส่วนใหญ่ของตัวสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็จะกำหนดให้มีการรายงานในเรื่องของผลการ ดำเนินกิจการต่อทางท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทางคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยวัตถุประสงค์ ในลักษณะของการกำหนดหลักการดังกล่าวก็คือเป็นเรื่องของการที่จะให้ทางฝ่ายบริหาร คือทางคณะรัฐมนตรีหรือทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองได้ใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางตัวหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการรายงานสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการกำหนด นโยบาย หรือว่ามาตรการ หรือว่าแนวทางในการบริหารราชการ โดยเฉพาะในส่วนเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจของฝ่ายบริหารโดยตรง แต่ว่าในกรณีที่ มีการกำหนดให้มีการรายงานต่อทางรัฐสภาก็จะเป็นกรณีของหน่วยงานอื่นของรัฐที่จะมีการ กำหนดให้รายงานผลการปฏิบัติงานในแต่ละปี หรือว่าผลการสอบบัญชีกับทางรัฐสภา ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวโดยหลักสำคัญก็คือว่าจะเป็นหน่วยงานซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบหรือว่าถ่วงดุล รวมถึงการปฏิบัติ หน้าที่ตามที่ทางรัฐธรรมนูญมีการกำหนดเอาไว้ค่ะ แล้วก็จะมีเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่ง ก็จะมีการกำหนดว่าอาจจะมีการให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ดังนั้นในเรื่องของการ รายงานผลการปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน กกต. สำนักงาน ป.ป.ช. หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็จะกำหนดให้มีการ รายงานผลการดำเนินงานต่อทางรัฐสภา ดังนั้นถ้าเราดูในภาพรวมของการรายงานผล การดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในกำกับ หรือว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็น หน่วยงานทางฝ่ายบริหารก็จะกำหนดกลไกให้มีการรายงานต่อรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ หรือว่าการกำหนดนโยบายของทางฝ่ายบริหาร นอกจากนั้น ถ้าเราพิจารณาตามกรอบของกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐก็จะมีการกำหนดว่า ในเรื่องของการรายงานต่อรัฐสภาจะกำหนดให้ทางกระทรวงการคลังมีการจัดทำตัวรายงาน รับจ่ายเงินงบประมาณ แล้วก็ในเรื่องของรายงานผลการตรวจสอบของทางสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินต่อรัฐสภาด้วย แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องของการทำรายงานการเงินประจำปี ก็จะกำหนดให้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ถ้าเป็นองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็อาจจะให้เสนอทางคณะรัฐมนตรี ดังนั้นในประเด็นเรื่องของการรายงานในหลักการที่ทาง ท่านสมาชิกเสนอในเรื่องของการรายงานผลการดำเนินกิจการของทาง ธปท. เสนอต่อทาง รัฐสภานี่จริง ๆ ก็อาจจะมีความไม่สอดคล้องกับตัวกฎหมายที่มีการกำหนดอยู่ในปัจจุบัน ในหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ นี่คือในประเด็นแรกที่มีการกำหนดอยู่ในปัจจุบันในหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในลักษณะ เดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย นี่คือในประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ในประเด็นเรื่องที่ทางท่านสมาชิกมีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย จริง ๆ แล้ว ในบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาลนะคะ ตามกฎหมายของ ธปท. เองก็ได้มีการกำหนดให้มีการตรวจสอบหรือมีการกำกับดูแลโดยฝ่าย บริหารอยู่แล้ว ถ้าเกิดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างเช่น ในเรื่องของการรายงานสภาพ เศรษฐกิจ หรือว่าผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับนโยบายการเงิน หรือว่าการประเมินผลต่าง ๆ ก็จะมีการกำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของรายงานผลการ ดำเนินกิจการก็จะเป็นการรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องของการตรวจสอบหรือว่าการกำกับดูแลโดยทั่วไปท่านรัฐมนตรีก็จะมีอำนาจ ในการที่จะกำกับกิจการของทางธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย รวมถึงถ้าท่านสมาชิก ทางรัฐสภาเห็นว่าในกลไกต่าง ๆ หากมีประเด็นที่เห็นควรให้มีการตรวจสอบ ถ้าดูตาม หลักการของรัฐธรรมนูญก็จะเห็นได้ว่ากลไกได้ถูกวางเอาไว้ให้ทางรัฐสภาได้มีการตรวจสอบ โดยการตั้งกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญขึ้นมาในการที่จะศึกษา และตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็มีการเชิญทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงในเรื่อง ดังกล่าวได้ก็จะทำให้ในเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ สามารถที่จะได้รับในรายละเอียด แล้วก็เป็น ประโยชน์หรือตรงประเด็นกับที่ทางสภามีประเด็นนะคะ

ประเด็นที่ ๓ ที่จะขอนำเรียนชี้แจงก็คือในเรื่องของการทำหน้าที่ของ สำนักงานในการที่จะดำเนินการให้ความเห็นต่อร่างที่ทางท่านสมาชิกเสนอ ในหลักการของ การดำเนินการที่ทางสำนักงานมีการให้ความเห็นในครั้งนี้ ตามที่ทางท่านรัฐมนตรีได้นำเรียน ในเบื้องต้นก็คือว่าจริง ๆ แล้วคือเป็นการหารือร่วมกันในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานที่พิจารณาในเรื่องของความสอดคล้องของตัวหลักการของตัวร่างกฎหมาย ว่าจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย หรือว่าอยู่ในกรอบงบประมาณของที่ได้มีการจัดตั้งเอาไว้ หรือไม่ ดังนั้นแล้วในการพิจารณาตัวร่างของทางท่านสมาชิกก็จะมีการพิจารณาร่วมกันของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เป็นการดำเนินการโดยที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ มอบหมายมาให้ดำเนินการ ซึ่งตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าสำนักงานสามารถ ที่จะพิจารณาตัวร่างกฎหมายตามที่ทาง ครม. มีอำนาจในการมอบหมายได้ ก็ขออนุญาต นำเรียนใน ๓ ประเด็นค่ะ