ศิริกัญญา ชี้ 4 ประเด็นร่าง พ.ร.บ. เน้นอิสระ-ตรวจสอบได้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ศิริกัญญา ตันสกุล แถลงไม่รับรองร่าง พ.ร.บ. โดยชี้ปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ หลักการยึดโยงกับประชาชน ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ พร้อมเน้นความกังวลต่อการแทรกแซงทางการเมืองที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยในสายตาองค์กรระหว่างประเทศและตลาดการเงิน จึงเสนอให้มีการรายงานต่อคณะกรรมาธิการอย่างสม่ำแทนการรายงานต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบที่ชัดเจนแต่ยังรักษาความเป็นอิสระไว้ได้

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันก็จะ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะขอไม่รับหลักการของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อสนับสนุนท่านณธีภัสร์ ที่เพิ่งได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เรื่องแบ่งเป็นทั้งหมด ๔ เรื่อง อยากที่จะอภิปรายให้ทาง สมาชิกได้รับฟังผ่านท่านประธานไป เรื่องแรกก็คือเรื่องของหลักการของการยึดโยงกับ ประชาชน เรื่องที่ ๒ คือความเป็นอิสระของธนาคารกลางหา เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของความ โปร่งใส และเรื่องที่ ๔ คือการตรวจสอบได้ค่ะ

เรื่องแรก คือเรื่องของหลักการของการยึดโยงกับประชาชน อันนี้ดิฉัน เห็นด้วยเต็มที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่นั่นจำเป็นที่จะต้องเป็นความเชื่อมโยงตามสายของการบังคับบัญชาและการกำกับดูแล ซึ่งระบุไว้ชัดในร่างพระราชบัญญัติธนาคารประเทศไทยเรียบร้อยแล้วว่าการกำกับดูแล และการรายงานต่าง ๆ จะต้องทำต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนั่นคือสายของ ความรับผิดรับชอบของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สภาแห่งนี้อาจจะเคยชินกับ การที่เรามีรายงานเรื่องเข้ามาเพื่อรับทราบกับสภายาวเป็นหางว่าว เราเลยไม่ทันได้มี ข้อคิดหรือว่ามีการพิจารณาว่าเพราะเหตุใดหน่วยงานดังกล่าวถึงต้องมารายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎร ถ้าเรามาพิจารณารายงานเพื่อทราบที่สภาจะต้องพิจารณากันอยู่ทุกวันนี้ องค์กรเหล่านั้นก็จะมีความยึดโยงกับสภาไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งรัฐสภามีส่วนในการ แต่งตั้ง มีส่วนในการผ่านงบประมาณหรือว่ามีกฎหมายระบุชัดเจนว่าจำเป็นที่ต้องมารายงาน ผลการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎร บางส่วนเป็นเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจเป็น สเพกชัน ออฟ พาวเวอร์ (Spection Of Power) อย่างเช่นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องของศาลต่าง ๆ ที่เข้ามา ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ ฝ่าย ในส่วนขององค์กรอิสระอื่น ๆ ที่เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการผู้ตรวจเงินแผ่นดินต่าง ๆ กลุ่มเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องมารายงานต่อสภา เนื่องมาจากว่าพวกเขานั้นมีหน้าที่ในการ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร จำเป็นที่จะต้องมารายงานเรื่องราวต่าง ๆ ต่อรัฐสภา เพราะว่า ไปรายงานต่อผู้บริหาร ต่อฝ่ายบริหารก็ไม่ได้เพราะว่ามันไม่ได้เกิดการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) เกิดขึ้นนะคะ ที่ต้องมาเน้นย้ำก็เพื่อที่จะคงความเป็นอิสระของ ธนาคารกลางให้ยังคงอยู่ แต่ดิฉันมีตัวอย่างเพิ่มเติมจากที่ท่านณธีภัสร์ได้กล่าวไปแล้ว ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่กี่ประเทศที่ธนาคารกลางต้องมารายงานต่อสภานั้น เพราะประเทศเหล่านั้นกลไกความรับผิดรับชอบนั้นมันเป็นสายเดียวกัน ที่จะพูดถึงก็คือว่า รัฐสภามีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ อินโดนีเซียที่เขาต้องมารายงานต่อรัฐสภาทุก ๆ ไตรมาสเป็นเพราะว่ารัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ว่าการ อัลบาเนียขนาดรัฐสภาแต่งตั้งก็ยังรายงานแต่เฉพาะกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภา อาร์เมเนียก็เช่นเดียวกันนะคะ รัสเซีย ฮังการี ทั้งหมดนี้ที่มารายงานกับรัฐสภาส่วนใหญ่ ก็คือเป็นเพราะว่ารัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ดังนั้นจะเห็นว่าสายความรับผิดรับชอบมันเลยโดยตรง จำเป็นที่จะต้องรับผิดรับชอบต่อสภาและรัฐสภาตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นก็เลยจะต้องมี คำถามว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้เพื่อให้รัฐสภาได้มีบทสนทนา กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขในเรื่องของการแต่งตั้งไปด้วย เลยไหมเพื่อทำให้สายความรับผิดชอบมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งดิฉันไม่แนะนำนะคะวิธีการนี้ เนื่องจากว่าแบบนี้ก็จะเป็นข้อกังวลที่จะเกิดขึ้นจากการรับรู้ขององค์กรระหว่างประเทศ ต่าง ๆ หรือว่าตลาดการเงินต่าง ๆ ด้วยว่าการแทรกแซงของรัฐสภาและฝ่ายการเมืองจะถูกทำ ได้อย่างง่ายดายขึ้น อย่างที่ท่านณธีภัสร์ได้พูดถึงเคส (Case) ของประเทศอินโดนีเซียไปแล้ว ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เองนะคะ ประเด็นต่อมาเรื่องของความ เป็นอิสระ เมื่อสักครู่ท่านพิมพ์รพีก็พูดถึงเรื่องของการเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์นะคะ เรื่องของความเป็นอิสระของธนาคารกลางมันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นได้ ในวันเดียวอย่างแน่นอน เพราะว่าความน่าเชื่อถือต้องเกิดจากการสั่งสม แล้วก็ความเป็น สถาบันขององค์กรทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน แล้วที่สำคัญ มันเกี่ยวข้องกับการรับรู้มากกว่าเรื่องของความเป็นจริงนะครับ ถึงแม้ว่าสภาจะพูดเน้นย้ำ เป็นหนักเป็นหนาว่าจะไม่มีการแทรกแซงเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่าการรับรู้ของสื่อ ขององค์กร ระหว่างประเทศ ของตลาดการเงินต่าง ๆ ของผู้ที่เป็นนักวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ จะรับรู้ได้ อย่างไรว่าสภาจะไม่ได้มีอิทธิพลอย่างไรกับการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเรื่องของเป้าหมายที่ไม่ตรงกัน ระหว่างบรรดานักเมืองและธนาคารกลางมันเป็นเรื่องคลาสสิก (Classic) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทย นักการเมืองก็ย่อมต้องมีเป้าหมายในทางเศรษฐกิจที่เป็น ระยะสั้น เราจะเห็นการกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพียงเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นครับ แต่ว่าแมนเดต (Mandate) หรือว่าความรับผิดชอบของ ธนาคารกลางนั้นเป็นเรื่องระยะยาว ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมองไปในอนาคตไกล ๆ มากกว่านั้น เยอะนะคะ ทำให้เกิดความขัดแย้งของเป้าหมายของนักการเมืองและธนาคารกลางเกิดขึ้น จนทำให้เกิดเป็นทฤษฎีเรื่องของวัฏจักรทางเศรษฐกิจในด้านทางการเมืองครับ หรือว่า โพลิทิคัล บิสสิเนส ไซเคิล (Political Business Cycle) เกิดขึ้นได้เลยทีเดียวว่าดอกเบี้ย มักจะมีอัตราที่ต่ำลงในช่วงก่อนเลือกตั้งเป็นต้น อันนี้อย่าปฏิเสธเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังคงจะต้องดำรงไว้ให้คงอยู่ ๒ เรื่องสุดท้ายดิฉันขอ รวบเลยละกันเรื่องของการตรวจสอบได้และความโปร่งใส ฉะนั้นก็ต้องขอยอมรับเรื่องของ ความโปร่งใสว่าของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีมากกว่าองค์กรอิสระอื่น ๆ ท่านจำครั้งสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาแถลงเรื่องของรายงานประจำปีกับสาธารณชน เป็นเมื่อไรดิฉันจำไม่ได้ กกต. ออกมาพูดคุยสื่อสารกับสาธารณะชนครั้งสุดท้ายที่ไม่ใช่เรื่อง เกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อไรดิฉันจำไม่ได้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการสื่อสารกับสาธารณชนโดยตลอด แล้วก็การรายงาน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจนี้ทุกเดือน พบปะกับสื่อมวลชนแล้วก็นักวิเคราะห์ ๒ เดือนครั้ง ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นเรื่องของความโปร่งใสมันมีวิธีการทำได้หลายทางและไม่ จำเป็นที่จะต้องเอาความอิสระของธนาคารกลางเข้ามาเสี่ยง

ส่วนเรื่องสุดท้ายของการตรวจสอบได้ กระบวนการตรวจสอบไม่สามารถ ทำได้ผ่านการรายงานต่อสภาต้องยอมรับเรื่องนี้ หนทางกลไกที่จะทำได้ต้องผ่านกรรมาธิการ คุณไม่สามารถที่จะพูดคุยโดยตรง ซักถาม แล้วมีการชี้แจงได้อย่างตรงไปตรงมา หรือว่า ถึงลูกถึงคน หรือว่าให้มันได้ผลลัพธ์ที่มันได้ดีมันไม่สามารถทำได้ในสภาใหญ่ขณะนี้ มันจำเป็นที่จะต้องทำผ่านกระบวนการหรือว่ากลไกของคณะกรรมาธิการ ซึ่งทุกวันนี้ธนาคาร แห่งประเทศไทยก็ได้ถูกเรียกเข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้มีการกำหนดไว้ว่าจำเป็นที่จะต้องมารายงานต่อคณะกรรมาธิการเป็นประจำ ทุก ๆ ไตรมาสหรือว่าทุก ๆ ปี ซึ่งถ้าเป็นในแนวทางนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าไม่ใช่การมา รายงานต่อสภาในทุก ๆ ไตรมาส อย่างที่มีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ขอบพระคุณค่ะ