ณธีภัสร์ ชี้ร่าง พ.ร.บ. ธปท. เสี่ยงอิสระภาพ-กระทบความเชื่อมั่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ หารือร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๑/๑ ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมแสดงความกังวลว่าการให้ธนาคารกลางต้องรายงานต่อรัฐสภามีแนวโน้มกระทบต่อความน่าเชื่อถือและอิสระภาพ อาจส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นและเปิดช่องให้รัฐแทรกแซง จึงเสนอทางเลือกให้รายงานต่อกรรมาธิการและเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อรักษาความโปร่งใสโดยไม่กระทบต่ออิสระของธนาคารกลาง

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๑/๑ ถูกนำไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและรับฟังความเห็นจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกหน่วยงานต่างก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเพิ่มบทบัญญัติ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐสภาโดยตรง ซึ่งผมเองได้อ่าน เหตุผลของทั้งผู้เสนอร่างและความเห็นของหน่วยงานทั้งหมดแล้ว ซึ่งต่างก็มีความเห็น ที่อยากจะให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ทางการเงินของประเทศเช่นนี้เราจำเป็นต้องชั่งดูว่าสิ่งไหนจะเกิดประโยชน์และสิ่งไหน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศสูญเสียประโยชน์มากกว่ากัน

สำหรับในประเด็นเรื่องว่าถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทยได้มาชี้แจง แถลงรายงานเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจการเงินและแนวนโยบายในการดำเนินงานที่สภา จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประชาชนนั้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยและเห็นว่ามันมีประโยชน์ แต่หากปัจจุบันนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำรายงานสภาพเศรษฐกิจการเงิน รายการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ แนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนงบการเงินของธนาคาร แห่งประเทศไทยเอง เผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์ (Website) ของธนาคาร แห่งประเทศไทยและสื่อโซเชียล (Social) ให้ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้วและคณะกรรมการ นโยบายการเงินก็มีรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรีทุก ๖ เดือนตาม พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรา ๖๑ รวมไปถึงการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของทั้ง วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แล้วหากจะถามว่าการเพิ่มช่องทางการรายงานที่ สภาผู้แทนราษฎรอีกจะทำให้ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนเพิ่มช่องทางการรับรู้ จะดีกว่าหรือไม่ แน่นอนครับมันดีแน่ ถ้าไม่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบอย่างอื่น ต่อประเทศชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ผมกังวลก็คือการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อรัฐสภาอาจจะนำไปสู่ความกังวลของต่างชาติที่จะเกิดการแทรกแซงทางการเมือง ในการดำเนินงานของธนาคารกลางจนส่งผลกระทบกับเครดิตหรือความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทย ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างประเทศฮังการีโดยในปี ๒๕๕๔ ที่ธนาคาร เริ่มมีการชี้แจงต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ส่งผลให้ในปีเดียวกันนั้นอันดับความน่าเชื่อถือ ของประเทศฮังการีถูกปรับลดลงจากโลเวอร์ มีเดียม เกรด (Lower Medium Grade) สู่ระดับนอน อินเวสต์เมนต์ เกรด (Non-Investment Grade) จากการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือของมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) และ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (Standard and Poor’s) นะครับ หลังจากรัฐสภาผ่านกฎหมาย ธนาคารกลางฉบับใหม่ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ซึ่งในเวลานั้นนะครับ สหภาพยุโรปและธนาคารกลางยุโรปพยายามคัดค้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวเป็นการ แทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางฮังการี แล้วเมื่อปี ๒๕๖๓ ประเทศอินโดนีเซีย ที่เพิ่งมีกฎหมายระบุให้ธนาคารกลางชี้แจงการดำเนินงานต่อรัฐสภาทุกไตรมาส ทำให้มี นักวิชาการหลายแห่งแสดงความกังวลและนักเศรษฐศาสตร์จากซิตีรีเสิร์ช (City Research) ออกมาระบุว่าการที่ธนาคารกลางและรัฐบาลอินโดนีเซียมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นจะส่งผล กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินได้ และต่อมาสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่าหลังจากที่มีการผ่านกฎหมายธนาคารกลางของอินโดนีเซีย เงินรูปีก็อ่อนค่าลง ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หรือแม้แต่ ประเทศศรีลังกาที่กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจจากการบริหารการเงินที่ผิดพลาด ของรัฐบาลและดำเนินนโยบายการคลังขาดดุล ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นและทุนสำรอง เงินตราต่างประเทศลดลง ทางผู้ว่าการธนาคารของศรีลังกาที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ให้สัมภาษณ์ กับเอ็นดีทีวี (NDTV) ว่าความตั้งใจของเขาคือการรักษาธนาคารกลางให้เป็นสถาบันอิสระ ที่สามารถตัดสินใจได้โดยไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง และศรีลังกาก็จะก้าวพ้นวิกฤติได้ หากธนาคารกลางมีความเป็นอิสระ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ธนาคารกลางมีความใกล้ชิดกับ การเมืองจะส่งผลที่ไม่ดีนักต่อความน่าเชื่อถือต่อต่างประเทศและนักลงทุน ท่านประธานครับ หากเราจะพูดถึงความเป็นสากลการรายงานแนวทางและผลการดำเนินงานของธนาคารกลาง ต่อรัฐสภาก็ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติที่เป็นสากลครับ จากข้อมูลของไทยพับลิกา (ThaiPublica) ระบุว่าประเทศจำนวนน้อยมากที่ธนาคารกลางมีการรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภา เช่น ธนาคารกลางฮังการีและรัสเซียกำหนดให้ชี้แจงปีละ ๑ ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางอีกส่วนหนึ่งมีการกำหนดให้ชี้แจงต่อชั้นกรรมาธิการ เช่น ธนาคารกลาง สหรัฐที่ประธานจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนและวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง ๒ ครั้งต่อปี โดยมีเพียงธนาคารกลางของอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีการรายงานต่อรัฐสภาทุกไตรมาสครับ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามารายงานมันจะเกิดการ แทรกแซงขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผู้แทนราษฎรในที่นี้เป็นตัวแทนของประชาชน มาจากหลายพื้นที่หลายประเด็น ซึ่งทุกคนต้องการผลักดันประเด็นเพื่อประชาชนของตนเอง ดังนั้นก็อาจจะมีการสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ทางด้านการเงินที่ตนเองต้องการผ่านไปสู่ธนาคารกลาง จนนำไปสู่การทำให้ประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนในการดำเนินงานนโยบายทางด้าน การเงินของธนาคารกลางที่จะต้องดูแลเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว หากเราอยากให้ประชาชนรับรู้การรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะให้เข้ามา รายงานกับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมาธิการการเงินและช่วงเวลานั้น เราก็จะ สามารถถ่ายทอดสดหรือไลฟ์ (Live) ออกไปให้ประชาชนที่สนใจเข้ามารับฟังได้ครับ มาถึงตรงนี้แล้วผมอยากให้สภาแห่งนี้คำนึงถึงผลที่จะตามมาให้ถี่ถ้วนอีกสักนิด เพราะเรา ไม่ใช่ประเทศแรกที่กำลังจะทำเช่นนี้ แต่มีตัวอย่างให้เห็นว่าหากธนาคารกลางไม่เป็นอิสระแล้ว และมีความใกล้ชิดกับการเมืองผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ไม่ดีนั้น สุดท้าย แล้วก็ตกที่ประเทศของเราและประชาชนของเรา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราคุ้มที่จะเสี่ยงกัน หรือไม่ และเราหาวิธีการป้องกันความเสี่ยงไว้หรือยัง สุดท้ายนี้ผมอยากให้การเสนอกฎหมาย ครั้งนี้ส่งสัญญาณไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นแรงกระตุ้นในการจัดทำรายงานสรุป รวบรวมแนวทางให้ประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าถึงและเข้าใจได้มากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสตามที่สภาผู้แทนราษฎรมีความกังวลครับ ขอบคุณครับ