วรภพ สนับสนุน บชท. รายงานสภา เพิ่มการมีส่วนร่วม-รับผิดชอบรัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายสนับสนุนการเพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนและเพิ่มความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควรรายงานต่อสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนราษฎรและประชาชน ย้ำว่าไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นการส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จริง ๆ เหตุผลที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายนี่เพราะผมอยากสนับสนุนเพิ่มการมีส่วนร่วม ของประชาชน แล้วก็เพิ่มความรับผิดรับชอบของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นผมจึงอยาก สนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ เหตุผลเพราะว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอ พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชน และอยากกำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐต้องจัดประชุมรับฟัง ความคิดเห็นต่อประชาชนโดยตรง อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เหตุผลดังนั้นผมก็เลยมองว่าการมา รายงานต่อสภาก็คือหนึ่งในกลไกที่เพิ่มการมีส่วนร่วม แล้วก็เพิ่มความรับผิดรับชอบของ หน่วยงานรัฐเช่นกัน ซึ่งในที่นี้ก็ต้องยืนยันอีกครั้งนะครับว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานของรัฐที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนผ่านระบบการเงินก็ตาม ดังนั้น ผมเลยมองว่าการรายงานไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะอำนาจหน้าที่ยังเป็นของธนาคาร แห่งประเทศไทยในการตัดสินใจอยู่ดีนะครับ เหตุผลที่ผมต้องสนับสนุนอย่างนี้ผมก็ต้องเกริ่น ก่อนนะครับว่า ไม่ใช่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำงานไม่ดีหรือว่ามีข้อบกพร่องอะไร เพียงแต่ว่าด้วยความเดือดร้อนหรือความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกวันนี้มีความ เรียกร้องอยากให้ทุกหน่วยงานของรัฐทำได้ดีกว่านี้ ทำได้เร็วกว่านี้ แล้วก็มีการบูรณาการกัน มากกว่านี้ เพราะปัญหาหลาย ๆ เรื่องมันจำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันของธนาคาร แห่งประเทศไทย แล้วก็แม้แต่กระทรวงการคลังก็ตาม ซึ่งแน่นอนครับ การมารายงานสภา ต่อผู้แทนราษฎรก็เป็นกลไกอีกกลไกหนึ่งที่ทำให้ท่านได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็น ปัญหา และความต้องการมากขึ้น และท่านจะได้นำข้อมูลตรงนี้ไปตัดสินใจต่อได้นะครับ ผมอาจจะ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วกันนะครับว่าในช่วงโควิด (COVID) ท่านออกซอฟต์โลน (Soft Lone) ออกมา พวกผมก็ได้มีความพยายามสื่อสารไปว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาให้ ท่านก็ใช้ เวลา ๑ ปีในการทบทวนแก้ไขออกมาเป็นสินเชื่อฟื้นฟูนะครับ ซึ่งก็อาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์ มากนัก อันนี้ก็เป็นสิ่งสะท้อนว่าถ้ามีกลไกลให้ท่านมารายงานต่อสภาได้รับฟังความคิดเห็น ของผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งประชาชนโดยตรงอาจจะมีความตื่นตัวรับผิดรับชอบในการ ดำเนินการต่าง ๆ ปรับปรุงแก้ไขต่าง ๆ ได้ดีกว่านี้นะครับ หรือแม้กระทั่งความคืบหน้าต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างเช่นว่าที่ท่านอยากจะทำเรื่องอีแทกซ์ อินวอยซ์ (e-Tax Invoice) หรือดิจิทัล แฟกเทอริง (Digital Factoring) ก็เป็นเรื่องที่ดี และผมก็ยังรอมา ผมก็คิดว่ารอมา ๒ ๓ ปีแล้ว แล้วก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่รวดเร็วอย่างที่ประชาชนเขาต้องการ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่า ทำไมการมารายงานต่อสภาก็จะทำให้มีการติดตามให้หน่วยงานของท่าน แม้แต่กระทั่ง คนทำงานเองก็มีความตื่นตัวรับผิดรับชอบกับประชาชนมากขึ้นนะครับ ยังมีอีกเยอะ หรือแม้กระทั่งเรื่องอินฟอร์เมชัน เบส เลนดิง (Information Based Lending) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินปล่อยให้กับลูกหนี้เขาสะท้อนตามความเสี่ยง ดอกเบี้ย เงินกู้เขาได้ลดลง จากปัจจุบันมันเป็นเหมือนว่าถ้าผ่านเส้นเกณฑ์ก็ได้ดอกเบี้ยเท่ากันหมด ซึ่งผมว่านี่คือความไม่เป็นธรรมของระบบการเงินไทยก็เห็นความตั้งใจ แต่ก็ยังไม่เห็นความ คืบหน้าในระดับที่ผมคิดว่าประชาชนพึงพอใจ นี่ก็เลยเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการมารายงาน ต่อสภาหรือการรับฟังประชาชนท่านก็จะได้เข้าใจตรงนี้ แล้วก็เป็นการทำให้หน่วยงาน ของท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เร็วขึ้นนะครับ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งก็อย่าง ที่บอกว่าวันนี้เราก้าวข้ามจากวิกฤติธุรกิจมาเป็นวิกฤติของรายย่อย ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ยกระดับสิทธิของลูกหนี้ในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นะครับ แม้แต่ในช่วงบ่ายวันนี้ ก็จะมี พ.ร.บ. ล้มละลายเข้ามา ก็ไม่ได้เห็นความพยายามในการเพิ่มของสิทธิลูกหนี้ให้มีการ ยื่นฟื้นฟูหนี้สินของบุคคลธรรมดาได้นะครับ นี่ก็คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ว่าถ้าท่านรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนมากขึ้น ท่านรับฟังความคิดเห็นปัญหาจากผู้แทนราษฎรมากขึ้น การทำงานของท่านก็จะสะท้อนแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้เร็วขึ้นนะครับ ดังนั้นผมจึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่มีบทความที่บอกว่าการมารายงานต่อสภาคือการแทรกแซง ทางการเมืองนะครับ เพราะว่าผู้แทนราษฎรย่อมต้องนำความคิดเห็นของประชาชน มาสะท้อนให้กับท่านและอำนาจหน้าที่ทุกอย่างยังอยู่กับธนาคารประเทศไทยอย่างเต็ม รูปแบบอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นผมจึงขอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการลงบทความแบบนี้ แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ต่อให้ผ่านหรือไม่ผ่านจากสภาแห่งนี้นะครับ ก็ยังอยากให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเพิ่มการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านสภา ก็ได้ครับ ท่านลองไปฟัง เปิดรับฟังกับประชาชนโดยตรง ผมไม่อยากได้ยินคำตอบที่ว่า ทุกวันนี้ก็มีการสื่อสาร มีการแถลงข่าวอยู่แล้ว เพราะนั่นคือการสื่อสารในรูปแบบเดียว ผมคิดว่าถ้าท่านเปิดโอกาสให้ทางภาคธุรกิจ ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งประชาชนรายย่อย สมาคมลูกหนี้ คนที่แก้ปัญหาเรื่องหนี้สินให้ประชาชนอยู่ได้มีโอกาสเข้าไปสะท้อน ไปพูดคุย กับท่าน พูดง่าย ๆ ครับ ก็คือจะเรียกว่าไปตำหนิ ไปวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้ แต่นี่คือกลไกในการ เพิ่มความรับผิดรับชอบของหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็อยากให้ธนาคารประเทศไทยเป็นต้นแบบ ของกลไกในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตรงนี้ เพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ เขาได้เอาไป เป็นแบบอย่าง แล้วก็เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศไทย เพิ่มความรับผิด รับชอบของหน่วยงานรัฐครับ ขอบคุณครับ