เกียรติ สิทธีอมร เสนอให้สภาเปิดการอภิปรายอย่างรอบด้านในประเด็นที่มีข้อกังวล โดยเฉพาะเรื่องการรายงานขององค์กรอิสระต่อสภา ซึ่งมองว่าไม่ขัดกับความเป็นอิสระ แต่เป็นช่องทางสร้างความโปร่งใสและเชื่อมโยงกับประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงข้ออ้างเรื่อง "ยังไม่ถึงเวลา" และการตีความหน้าที่ตามกฎหมายที่อาจจำกัดการมีส่วนร่วมของสภาเกินควร
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะขอแสดงความเห็น จริง ๆ ผมคิดว่าคนที่โน้มน้าวไปในทิศทาง ที่จะไม่เห็นด้วยนี่ต้องอธิบายตัวเองมาก ต้องอธิบายว่าความคิดหลักคิดคืออะไรก่อนที่จะ ตัดสินใจลงคะแนนโดยสภานี่ต้องถกกันให้ชัดถึงข้อดี ข้อเสียและหลักเหตุผล แล้วก็หลัก ธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องด้วย
ประการแรก การรายงานคำถามที่สำคัญที่สุด คือการรายงานปีละ ๑ ครั้ง ทำให้เสียความเป็นอิสระได้อย่างไร ผมมองไม่ออกนะครับเสียความเป็นอิสระได้อย่างไร เรามีองค์กรอิสระมากมายเลยที่รายงานต่อสภา และเราในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและเป็น ผู้แทนของประชาชนมีโอกาสที่จะสะท้อนปัญหาของประชาชนให้ทราบ เสียหายตรงไหนครับ เสียหายตรงไหน ตรงนี้ ถ้าตอบไม่ได้นี่ผมก็คิดว่ามันก็ไม่รู้จะไปอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้เลยครับ ว่าเสียหายตรงไหน ผมเห็นแต่ข้อดี เอาข้อเสีย คนไหนคิดว่ามีข้อเสียมาเล่าให้พวกเราฟัง เผื่อเราจะเปลี่ยนใจ ข้อที่ ๒ ถ้าดูตัวอย่างประเทศอื่น ๆ พอดีเมื่อสักครู่อาจารย์พิสิฐ พูดเฉพาะอินโดนีเซีย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนนะครับ สหรัฐอเมริการายงานต่อสภา ๒ ครั้งต่อปี อินโดนีเซียทุกไตรมาส เอาประเทศไอซ์แลนด์ ๒ ครั้งต่อปี อังกฤษทุกครั้ง ที่เผยแพร่รายงานต้องมารายงานกับสภา ออสเตรเลีย ๒ ครั้งต่อปี ประเทศไทยบอกยังไม่ถึงเวลา ต้องถามว่าหลักคิดตรงนี้มาจากไหน ผมก็พยายามไปทำความเข้าใจว่าที่บอกพวกเรากันมา บอกว่ามันยังไม่ถึงเวลามันมาจากไหน มันมาจากรายงานของกฤษฎีกาต่อรัฐบาลและเป็นเอกสารที่ลงนามโดยเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วบอกว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น ผมตั้งคำถามอย่างนี้นะครับ เพราะผมเองเป็นคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงานของกฤษฎีกา ท่านทำเกิน หน้าที่หรือเปล่าครับ ท่านให้ความเห็นเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ยกร่างมาหรือเป็นความเห็น เรื่องนโยบาย ถ้าท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลานี่นั่นเป็นความเห็นเรื่องนโยบาย เรื่องแนวคิด เรื่องหลักปฏิบัติ เรื่องธรรมาภิบาล ท่านมีสิทธิให้ความเห็นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงาน ของกฤษฎีกาหรือไม่ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อ่าน พ.ร.บ. ของท่านและอ่านละเอียดด้วย ทุกมาตรา เพราะผมเคยมีปัญหาอยู่แล้วและเคยโต้แย้งว่าท่านทำเกินหน้าที่ การให้ความเห็น ลักษณะนี้เป็นการให้ความเห็นที่เกินหน้าที่อันควรต่อคำถามที่มีโดยรัฐบาล จริง ๆ ท่าน ต้องทำอะไรครับ ถามว่าร่างที่เสนอมามันมีข้อไหนไหมที่จะทำให้เสียความเป็นอิสระหรือไม่ ไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงเวลาอันควร เพราะฉะนั้นคำตอบอย่างนี้ผมมีปัญหามากเลยครับ แล้วทำไม รัฐบาลต้องช่วยกฤษฎีกา กฤษฎีกาไม่ใช่รัฐบาล กฤษฎีกาไม่ใช่สภา กฤษฎีกาเป็นผู้มีความรู้ ด้านกฎหมายใช่ครับ แต่ต้องให้ความเห็นด้านกฎหมาย แล้วถ้าท่านจะให้ความเห็นของท่าน มีน้ำหนัก ท่านต้องเปรียบเทียบสิว่าประเทศอื่นเขาทำกันไหม ในขณะที่ผู้เสนอเขาก็ เปรียบเทียบให้เห็นดูแล้วว่าประเทศที่ไปไกลแล้วเขาทำกันเป็นประจำ แล้วไม่ได้มีข้อเสียหาย ไม่ได้เสียความเป็นอิสระเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วการที่มีโอกาสที่จะสะท้อนความเห็น และปัญหาของประชาชนโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรในสภานี้ข้อเสียคืออะไร วันนี้ผมก็งงกับ ท่าทีเช่นนี้และคำอธิบายเช่นนี้เพราะพวกเราคือตัวแทนประชาชน และทุกครั้งแม้กระทั่ง งบประมาณเราสะท้อนปัญหาของประชาชนเพื่อทำให้ทุกฝ่ายที่ร่วมกันรับผิดชอบทำได้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่เข้าใจช่วยอธิบายทีครับ ผมก็ต้องสะท้อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ผมเป็นที่ปรึกษาท่านนายกชวนครับ และท่านรู้ไหมครับ เราพ้นวิกฤติได้อย่างไร ท่านทราบไหมครับ มันมีคณะกรรมาธิการอันหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเป็น พิเศษเลยของสภานี่ละครับดึงทุกฝ่ายมาร่วม รวมทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มานั่งด้วยกัน ถึงจะร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด เร็วที่สุด แต่ท่านบอกว่าแค่มา อธิบายว่าปี ๆ แต่ละปีปีละครั้งทำอะไรไปบ้าง แนวคิดเป็นอย่างไรบ้าง มันยังไม่ถึงเวลา ไม่เข้าใจ ตรงนี้ผมคิดว่าอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเองต้องมองว่าอันนี้คือโอกาส โอกาสที่ดีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะทำความเข้าใจโน้มน้าวให้ความรู้กับผู้แทนของ ประชาชนที่จะไปเล่าสู่กันฟังและถ่ายทอดให้ประชาชนได้มองเห็นด้วยว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตของเขาคิดอย่างไร และทำอย่างไรไปบ้างเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนเพียงปีละ ๑ ครั้ง ปีละครั้งมันไม่เสียหายอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ผมคิดว่าถ้าอธิบายไม่ได้ว่าความเป็น อิสระมันสูญเสียอย่างไร ผมคิดว่าประเด็นของท่านนี่ตกเลย แล้วกฤษฎีกาครับ จริง ๆ ผมเป็น กังวลนะครับ เพราะผมทำกฎหมายหลายฉบับซึ่งร่างของกฤษฎีกาไม่ถูก และในที่สุดต้องแก้ ในชั้นกรรมาธิการ ผมกำลังจะบอกว่ากฤษฎีกาไม่ใช่คนที่ถูกต้องทุกครั้งในทุกกรณีนะครับ และในกรณีเช่นนี้ผมคิดว่าทำเกินหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงานของกฤษฎีกา แล้วถ้ายังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ พวกเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องตั้งคำถามนี้ไปยังองค์กร ที่ตรวจสอบการทำงานของกฤษฎีกาว่าทำอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ผมว่าเกินหน้าที่นะครับ และผมคิดว่าการที่ให้องค์กรที่รับผิดชอบนโยบายการเงิน สภาดูแลเรื่องงบประมาณซึ่งเป็น เรื่องมาตรการการคลัง การเงินและการคลังเป็นเรื่องที่ต้องสอดประสานกันถึงจะเกิด ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนแล้วทำไมไม่ให้เรามีโอกาส แล้วทำไมไม่ใช้โอกาสในการรายงาน กับสภาเป็นโอกาสที่จะสะท้อนการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยกับประชาชนว่า ทำอะไรให้เขาแล้วมันจะมีผลดีอย่างไรกับชีวิตเขา ก็ขอคำตอบครับ ขอความชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ