พิสิฐ ลี้อาธรรม ชี้แจงสนับสนุนร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ข้าราชการนำเงินออมในบัญชี กบข. ไปใช้จัดหาที่อยู่อาศัย โดยยืนยันว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 และไม่ขัดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ไม่ใช่การใช้จ่ายสิ้นเปลือง และไม่ส่งผลกระทบต่อเงินแผ่นดินหรือความมั่นคงของ กบข. เนื่องจากเป็นเงินสะสมส่วนตัวของข้าราชการเอง ที่ควรได้รับโอกาสในการใช้สิทธิอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบการบริหารที่รัดกุม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กบข. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่น กระผมขออนุญาตขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ที่ท่านได้กรุณาได้ชี้แจงตั้งแต่ต้น ว่าคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์นะครับ เสียงส่วนใหญ่ว่าสมควร จะให้ กบข. เปิดทางให้นำเงินของข้าราชการไปลงทุนได้ในการซื้อบ้าน ในการจัดหา ที่อยู่อาศัย ผมย้ำนะครับ ไม่ได้เอาเงินไปใช้จ่ายหมดเปลืองแต่เอาไปลงทุน เพราะฉะนั้น เงินออมยังอยู่ครับ แต่ว่าไม่ได้อยู่ในรูปที่ กบข. บริหารเอง กบข. เอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา ซึ่ง ๖ เดือนที่ผ่านมาก็เสียหายไปเยอะแยะเป็นหมื่นล้าน ข้าราชการทุกท่านที่เปิดสลิป (Slip) ที่ กบข. ส่งให้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็คงจะตกใจ เหมือนกันนะครับว่าตัวเลขมันติดลบอย่างที่ท่านเรียนท่านสมาชิกที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วการที่คนเราจะมีบ้านที่อยู่อาศัยของตัวเองมันเป็นปัจจัยพื้นฐาน มันเป็นปัจจัย ๔ ที่ทุกคนพึงมี ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการมีฐานะในสังคมก็สมควรต้องมีบ้าน ของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับครับว่าเงินเดือนก็ไม่มากแล้วก็ค่าใช้จ่าย ค่าดูแล ค่าครองชีพ ก็สูง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะมีบ้านของตัวเองยากมาก ซึ่งต้องขอบคุณผู้ร่างกฎหมาย เมื่อตอน ๒๐ กว่าปีที่แล้วที่ได้มีการออกแบบ กบข. โดยเฉพาะในมาตรา ๕ ท่านดูนะครับ ช่วยเปิดมาตรา ๕ หน่อยครับ มาตรา ๕ เขียนไว้ชัดครับว่าวัตถุประสงค์ของ กบข. มี ๓ ประการ ประการที่ ๑ คือให้มีการออม ๒. คือจัดบำนาญ และ ๓. คือจัดสวัสดิการ ท่านผู้แทนเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวว่าจะทำผิดกฎหมาย กบข. ไม่ใช่เลยครับ เทคโนโลยี ช่วยขึ้นจอมาตรา ๕ ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ว่ามาตรา ๕ มี (๓) ครับ ว่าให้ กบข. ดูแลเรื่องสวัสดิการ แต่ กบข. ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจทำเรื่องนี้เลย กระผมเองในฐานะที่อดีต ก็เคยเป็นกรรมการอิสระของ กบข. ผมย่อมต้องพยายามปกป้องดูแลให้ กบข. นี้มีความ มั่นคงอยู่แล้ว การนำเสนอกฎหมายข้อนี้ไม่ได้มีเหตุผลที่จะทำให้ กบข. นี้เสียหายแต่ประการใด เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกก็คือข้าราชการนี้ได้มีสิทธิที่จะเอาเงินของเขาเอง ผมย้ำนะครับ เงินของเขาเอง ไม่ใช่เอาเงินจากราชการหรือเงินแผ่นดิน เพราะว่าข้าราชการแต่ละท่านมี บัญชีรายบุคคลอยู่แล้วว่ามีเงินอยู่เท่าไร มีเงินที่สะสมหรือสมทบเท่าไร หรือเงินดอกผลเท่าไร เพราะฉะนั้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี่คำนวณง่ายมาก แล้วก็ไม่ได้ไปเบียดบังท่านใด ไม่ได้เบียดบัง คนอื่นที่เป็นสมาชิกด้วยกันถ้าเกิดเขาไม่เอาเงินออก เพราะฉะนั้นย้ำว่าเป็นเงินของเขาเอง ที่จะไปจัดหา
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ทุกวันนี้เราเห็นข้าราชการที่ทำงานอย่างเหนื่อยยาก ลำบาก แล้วก็มีภาระค่าครองชีพสูง ท่านต้องไปก่อหนี้ก่อสินมากมาย ภาระหนี้ครัวเรือน ที่ทางแบงก์ชาติได้ประกาศมาสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งสูงมาก เราก็ไม่อยาก เห็นข้าราชการไปก่อหนี้ถ้าจะไปซื้อบ้าน ถ้าจะมีก็คือต้องพยายามแบ่งเบา เงินที่อยู่ใน กบข. ก็เป็นเงินของเขาเอง ถ้าเงินของเขาเองไปลงทุนดาวน์ (Down) ก็จะลดภาระหนี้ลงไปบ้าง ลดภาระในการจ่ายดอก จ่ายต้น และผมขอย้ำเท่าที่ผมมีประสบการณ์มาแล้วก็สอบถาม หลายท่าน ใครก็ตามที่ซื้อบ้านในยามที่อายุยังน้อยเมื่อยามเกษียณบ้านนั้นจะเป็นประโยชน์ อย่างมากเลย ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมเคยซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท ๑๐ กว่าปีต่อมาผมขายได้ ๓ ล้านกว่าบาท เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ได้ ผลตอบแทนสูงมากในทุกสังคม เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอย้ำว่าเงินนี้ไม่ได้เป็นการใช้ หมดเปลืองแต่เป็นการเอาไปลงทุน และเมื่อลงทุนแล้วระบบการเงินก็มีวิธีการที่จะให้ ผู้เกษียณอายุสามารถเอามาใช้เลี้ยงดูตัวเองได้ที่เรียกว่ารีเวิร์สมอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) ซึ่งสมาชิกท่านหนึ่งก็เคยอภิปรายไปแล้วว่าท่านสามารถเอาบ้านที่ท่านเป็น เจ้าของอยู่ไปเสนอกับสถาบันการเงินให้เขาจ่ายเป็นเงินต้นให้ท่านคืนมา และเมื่อท่าน หมดวาระในการใช้บ้านนั้นบ้านก็จะตกเป็นสมบัติของสถาบันการเงินนั้น เป็นต้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตครับ ในแง่กฎหมายไม่มีข้อติดขัดเลยเพราะว่ามาตรา ๕ ที่มีอยู่ใน กฎหมาย กบข. (๓) นี้เขียนไว้ชัดว่าเป็นสวัสดิการที่ กบข. จะทำได้ และ ๒. ก็คือว่ามันเป็น การลงทุน ผมไม่ได้ต้องการให้ กบข. ให้สินเชื่อ ท่านเข้าใจผิดครับ ที่ท่านเอ่ยมาในข้อ ๓ ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระสินเชื่อนี้ไม่จริงครับ เพราะว่าถ้าเอาเงินนี้ออกไปเป็นการลดภาระหนี้ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นการออม เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าจะทำให้เงินออมไม่เพียงพอ จริง ๆ แล้ว อย่างที่ผมเรียนนะครับ มันเป็นการลงทุนที่เจ้าของ ๑. ประหยัดค่าเช่าบ้าน ทุกวันนี้เราเห็น ข้าราชการไม่น้อยต้องเสียเงินค่าเช่าบ้าน เขาประหยัดค่าเช่าบ้าน เอาเงินที่หลวงอาจจะจ่าย ให้มาใช้ในการผ่อนบ้านได้ ถึงวาระสุดท้ายของการรับราชการก็สามารถที่จะได้เป็น เจ้าของบ้านอย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายไป เพราะฉะนั้นการที่บอกว่ามาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ ไปล็อกเงินไว้ แล้วต้องได้เงินเฉพาะต่อเมื่อเกษียณนี่ไม่จริง เนื่องจากมาตรา ๕ ได้เปิดทางไว้แล้ว แล้วก็อย่างที่ได้กราบเรียนว่าวิธีการได้บ้านมันมีวิธีการมากมายด้วยกัน ทางคณะกรรมาธิการไม่ประสงค์ที่จะไปผูกมัด กบข. มากเกินไปก็เลยเปิดช่องให้ คณะกรรมการ กบข. ไปพิจารณากำหนดกฎเกณฑ์เอา เราไม่ได้ไปกำหนดว่าต้องเป็นเช่าซื้อ หรือเป็นการอย่างนั้น อย่างนี้ในรายละเอียดแต่ประการใด อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียน เป็นความเห็นที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มีมติ แล้วก็อยากจะให้ข้าราชการได้มี โอกาสได้มีบ้านเป็นของตัวเองครับ ขอบพระคุณมากครับ