ศรีกัญญา ยาทิพย์ คัดค้านร่างแก้ไขมาตรา 4/1 และมาตรา 43/1 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเห็นว่าการอนุญาตให้ข้าราชการเบิกเงินสะสมไปจัดหาที่อยู่อาศัยล่วงหน้าขัดกับวัตถุประสงค์หลักของกองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อการออมเพื่อเกษียณ และอาจกระทบต่อความมั่นคงของสมาชิกเมื่อออกจากงาน ทั้งยังชี้ว่าเหตุผลในการเสนอไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากเงินสะสมเฉลี่ยของข้าราชการในวัยทำงานมีไม่เพียงพอต่อการวางมัดจำ ขณะที่ระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีอยู่แล้วเพียงพอ จึงเรียกร้องให้ชี้แจงเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจน
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะคะ ดิฉัน ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลงมติไม่เห็นด้วย กับมาตรา ๔/๑ ที่ให้เพิ่มความเป็นมาตรา ๔๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ และตั้งข้อสงวน โดยให้ตัดมาตรา ๔/๑ ออก เพื่อให้เป็นไป ตามร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย รัฐบาล ด้วยเหตุผล ๕ ประการดังนี้
ประการที่ ๑ การที่พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติให้ข้าราชการต้องเป็นสมาชิกของ กบข. และกำหนดให้สมาชิก ต้องส่งเงินสะสมให้แก่ กบข. เป็นจำนวนขั้นต่ำร้อยละ ๓ ของเงินเดือน โดยรัฐส่งเงินสมทบ อีกร้อยละ ๓ ของเงินเดือน และเงินชดเชยส่วนบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไปจากพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ อีกร้อยละ ๒ ของเงินเดือน เพื่อให้ กบข. บริหาร ให้เกิดดอกผลและสะสมไว้ในบัญชีเงินรายบุคคลของสมาชิก โดยมุ่งหมายให้เป็นเงินออม ที่มีความพอเพียงสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพเมื่อสมาชิกเกษียณอายุราชการ จึงเห็นว่า อัตราออมดังกล่าวไม่ได้มีจำนวนเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย ดังนั้น หากให้สมาชิกสามารถนำเงินดังกล่าวออกไปใช้จ่ายเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยได้ก่อน ก็จะส่งผลกระทบต่อความพอเพียงของเงินออม เพื่อการเกษียณอายุราชการของสมาชิก รวมทั้งไม่ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกอีกด้วย
ประการที่ ๒ กบข. ไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์และภารกิจในการจัดหา สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก จึงไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมากำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่มีศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์และบริหารจัดการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้บริการ แก่สมาชิกอยู่แล้ว เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน สหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนราชการเจ้าสังกัดของสมาชิก
เหตุผลประการที่ ๓ การเพิ่มความตามมาตรา ๔๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังกล่าวจะทำให้ความที่เพิ่มเติมเข้ามานั้น ขัดต่อบทบัญญัติของมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ กล่าวคือมาตรา ๔๔ บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิก สิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการและมาตรา ๔๕ บัญญัติให้สมาชิกมีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญ เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง ดังนั้นหากจะเพิ่มความในมาตรา ๔๓/๑ ตามที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานั้นจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๔๕ ด้วยเพื่อให้ สอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติรับหลักการไว้
ประการที่ ๔ การกำหนดให้สิทธิแก่สมาชิกสามารถขอรับเงินจาก กบข. ได้ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าว เพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยของตนได้นั้น ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยของสมาชิกได้อย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจัยของการใช้สิทธิดังกล่าว อยู่ที่ปริมาณเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าวที่จะนำมาใช้ได้ โดยสมาชิกที่เริ่มสร้างครอบครัวและจัดหาที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองนั้น ประเมินว่ามีอายุ ประมาณ ๓๑ ถึง ๓๕ ปี จะมีปริมาณเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงิน ดังกล่าวที่ออมไว้ค่อนข้างน้อย โดยเฉลี่ยคนละประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เพียงพอ ที่จะวางมัดจำในการเช่าซื้อที่อยู่อาศัยได้ อีกทั้งปัจจุบันสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ให้สินเชื่อ ที่อยู่อาศัยแก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เต็มมูลค่าของที่อยู่อาศัยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความ จำเป็นที่ กบข. จะต้องให้สิทธิสมาชิกขอรับเงินจาก กบข. เพื่อไปจัดหาที่อยู่อาศัยได้อีก
เหตุผลประการสุดท้าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือการให้สิทธิแก่สมาชิก สามารถนำเงินออกจาก กบข. เพื่อไปจัดหาที่อยู่อาศัย ย่อมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ที่กำหนดในมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ต้องการให้สมาชิกออมเงินเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จ บำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนจากการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ นอกจากนี้การอนุญาตให้สมาชิกนำเงินออกจาก กบข. เพื่อหาที่อยู่อาศัย เป็นถ้อยคำที่มี ความหมายกว้างและครอบคลุมถึงการซื้อ การเช่าซื้อ หรือการเช่าที่อยู่อาศัยก็ได้ ซึ่งสมาชิก อาจไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่จัดหาอย่างแน่นอน ดังนั้นการจัดหาที่อยู่อาศัยดังกล่าว จึงไม่ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกตามวัตถุประสงค์และขอบเขตการดำเนินงานของ กบข. ซึ่งในส่วนของการขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ วรรคสองนั้น ดิฉันใคร่ขอเชิญผู้แทนกฤษฎีกาช่วยชี้แจงในส่วนของจุดประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องค่ะ