สุชาติ ตันเจริญ ตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเฉพาะในด้านความชัดเจนของการจัดตั้งอนุกรรมการและคณะทำงาน การเปิดเผยข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการประเมินผลการรับเรื่องร้องเรียนและการยุติคดีอย่างโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงข้อมูลสถิติการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดความสมดุล รวมถึงทบทวนการจัดเก็บข้อมูลให้สะท้อนความเป็นจริง และสอบถามถึงบทบาทของศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาค รวมทั้งเรียกร้องให้คณะกรรมการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อร่างกฎหมายที่อาจกระทบต่อองค์กรภาคประชาสังคม
ก็ยินดี ถึงอย่างไรก็ตามคำเสนอแนะ คำท้วงติง ข้อคิดเห็นของท่านสมาชิก ซึ่งท่านตอบครบบ้าง ไม่ครบบ้างก็มีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือข้อท้วงติงให้ท่านรับไปช่วยพิจารณาดำเนินการ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ด้วยนะครับ ท่านจะดูได้จากเทป (Tape) เพราะเราถ่ายทอดสดทุกครั้ง ท่านก็ดูจากทีวี (TV) ทีพีทีวี (TPTV) ไทยพาร์เลียเมนต์ ทีวี (Thai Parliament TV) ได้ ทางยูทูบ (YouTube) ทางกูเกิล (Google) ก็ได้ ฝากท่านไปดูแล้วก็ดูข้อท้วงติงทั้งหมดของท่านสมาชิก ด้วยนะครับ เป็นการจบเพราะว่าที่ประชุมรับทราบรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้าน สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๔ เรียบร้อยแล้วนะครับ จบวาระที่ ๒.๔ ต่อไปเป็น
๒.๕ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยที่อาจจะต้องมีอนุกรรมการที่น้อยลง คณะทำงานที่น้อยลง แต่เอางบประมาณที่มีอาจจะ มากขึ้นนั้นไปเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานสำนักงาน ข้อคำถามของผมก็คือว่า ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ได้พูดถึงว่าในผลการปฏิบัติงานต่าง ๆ นั้นตกลงวันนี้ท่านยังมีการตั้ง ระดับอนุกรรมการ ระดับคณะทำงานหรือไม่ มากน้อยอย่างไร เป็นคณะอนุกรรมการในเชิง ประเด็นเฉพาะด้าน เป็นอนุกรรมการในเชิงเฉพาะกิจหรือเป็นคณะทำงานหรืออนุกรรมการ ที่มีองค์ประกอบที่มีความหลากหลายจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ แต่ผมคิดว่าเป็นประเด็นถ้าหากท่านตอบได้ก็จะตอบเพื่อนำไปสู่ เรื่องของการทำงานให้สำนักงานเองนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ต้องขอบพระคุณท่านครับว่าในปีที่แล้วผมได้ติงท่านถึงเรื่องของ กรณีของการรับเคส (Case) เข้ากับผลสัมฤทธิ์ที่ออกมานั้นตัวเลขมันอาจจะดูไม่ค่อยตรงกัน แน่นอนครับ หลายเคส (Case) เราใช้เวลาการสอบข้ามปี ผมเข้าใจและตระหนักเป็นอย่างดี ผมคิดว่าในปีนี้ท่านมีรายละเอียดในเชิงการประเมินแบบนี้เยอะยิ่งขึ้นครับ ซึ่งผมคิดว่ามีแนวโน้ม ไปในทิศทางที่เห็นได้ว่าสถานการณ์เรื่องที่รับของท่านกับสถานการณ์เรื่องที่ท่านตรวจสอบ จนสัมฤทธิ์ผลนั้นเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามมันก็จะมีติ่งเล็ก ๆ อยู่ครับในกรณีที่ท่าน ยุติเรื่องกับกรณีที่ท่านเห็นว่ามันอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องดำเนินการต่อในเรื่องของการตรวจสอบ อย่างที่ผมได้นำเรียนว่าเวลาท่านใช้คำว่า ยุติเรื่อง ถึงแม้ท่านอาจจะมีข้อความขยายต่าง ๆ แต่พี่น้องประชาชนหรือคนที่อ่านรายงานจำนวนหนึ่งจะเข้าใจว่าท่านเห็นว่าเรื่องนั้นไม่มีเหตุ จำเป็นที่ต้องทำต่อใด ๆ แล้วเสมือนว่าเราไม่ได้ทำต่อ ซึ่งจริง ๆ ผมเชื่อว่าไม่ใช่เป็นเช่นนั้น เฉกเช่นเดียวกับประเด็นเรื่องที่เห็นว่าไม่มีการละเมิดครับ ก็แบบเดียวกันในเชิงรายละเอียด ท่านอาจจะต้องเพิ่มแคตตะกอรี (Category) หรือรายละเอียดมากยิ่งขึ้นถึงประเภทเรื่อง ที่ท่านยุติหรือเรื่องที่ท่านไม่ได้เดินหน้าต่อหรือพบว่าไม่มีการละเมิดนั้นมันเป็นเพราะแบบใด ประการใด นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมยกอย่างในกรณีของการจำแนกสถิติการร้องเรียน เช่น ในหน้า ๔๗ สถิติการร้องเรียนและจำแนกออกมาเป็นลักษณะของประเภทต่าง ๆ เพียงแต่ว่า ผมตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นที่เราพูดกันเยอะในวันนี้ เช่น กรณีเรื่องของสิทธิเด็กเรื่องกรณี ของสิทธิและสถานะบุคคลเสมือนเมื่อลงรายละเอียดในเชิงจำนวนแล้วดูพบว่าน้อยผิดปกติ ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องสิทธิเด็กมี ๙ เรื่อง เช่น เรื่องสิทธิและสถานะบุคคลมี ๙ เรื่อง อย่างที่ ผมได้นำเรียนครับสมัยที่ผมนั่งเป็นอนุกรรมการในประเด็นเรื่องเด็กเยาวชน สตรี ผู้มีความ หลากหลายทางเพศหรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เราพบว่าหลายเรื่องไม่จำเป็นต้องเดินมาหา เราอย่างเดียว ท่านอาจจะมีข้อจำกัดในการรับเคส (Case) บางอย่างผมเข้าใจ แต่บางเรื่อง ที่เป็นเรื่องเด็กแล้วท่านเห็นหรือดูในโซเชียล (Social) หรือเห็นในข่าวหรือปรากฏข้อเท็จจริง ผ่านระบบใด ๆ ก็แล้วแต่ ท่านอาจจำเป็นต้องเดินเข้าไปหาเขาครับ จำนวนนับที่น้อยลง อาจจะสะท้อนถึงความไม่จำแนกไม่ลงรายละเอียดหรือไม่ให้ความสำคัญซึ่งท่านอาจจะถูก เหมารวมหรือตีความไปเป็นเช่นนั้น แท้ที่จริงรายงานของท่านเองบอกตัวเลขเด็กชัดเจนว่า เด็กและเยาวชนนั้นคือจำนวนประมาณ ๒๒ ล้านคน หรือ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ แต่เรื่องสิทธิเด็กมีน้อยเสียเหลือเกิน เรื่องสิทธิและสถานะบุคคล เรื่องสิทธิการศึกษา เรื่องสิทธิผู้สูงอายุ สิทธิของผู้บริโภคต่าง ๆ ดูมีน้อยเสียเหลือเกินในรายงานฉบับนี้ อยากฟัง รายละเอียดว่ามันเพราะเหตุใด ประการใด นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ
ประเด็นที่ ๔ ครับสมัยท่านวัส ติงสมิตร ท่านเป็นประธานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมจะเห็นท่านเดินไปเปิดงานในหลายพื้นที่ครับ เป็นงานเรื่องของ ศูนย์ประสานงานถ้าผมจำชื่อผิดต้องขอประทานอภัยครับ แต่เข้าใจว่าเป็นศูนย์ประสานงาน ที่เกี่ยวข้องกับการรับเคส (Case) ทั้งการศึกษาและเรื่องของการรับเคส (Case) ในพื้นที่ต่าง ๆ ในระดับภูมิภาคต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นได้รายงานฉบับนี้เลยก็คือไม่เห็นว่าตกลงการตั้งศูนย์ ในระดับภูมิภาคนั้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับระดับมหาวิทยาลัยหรือการตั้งโดยตัวของ ท่านเองนั้นผลสัมฤทธิ์ออกมาเป็นประการใด มันตอบโจทย์ความมุ่งมั่นที่ท่านต้องการจะตั้ง ศูนย์เหล่านั้นจริงหรือไม่ อย่างไร
สุดท้ายประเด็นที่ ๕ ครับ ผมอยากจะถามท่านถึงจุดยืนของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อความพยายามของรัฐบาลในการออกกฎหมายการควบคุมการ ดำเนินการขององค์กรไม่แสวงผลกำไร หรือองค์กรภาคประชาสังคม ด้วยความเคารพครับ ผมชื่นชมกรรมการสิทธิมนุษยชนบางท่าน ท่านไปสังเกตการณ์ในการชุมนุมของพี่น้องประชาชน ภาคประชาสังคม ทั้งที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและที่ทำเนียบรัฐบาลได้พูดคุยกับท่าน เป็นรายบุคคล แต่ผมอยากเห็นจุดยืนของท่านว่าในฐานะที่ท่านทำงานกับภาคประชาสังคม เยอะที่สุดครับ และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเดินไม่ได้ครับหากไม่มีการทำงานกับภาค ประชาสังคม อยากได้ยินจากท่านชัด ๆ ว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนี้ไม่สนับสนุนกฎหมาย ที่ควบคุมการดำเนินการขององค์กรไม่แสวงกำไร ทั้งหมดทั้งมวลคือ ๕ ประเด็นที่สอบถาม ในรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๔ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านมานพครับ