สุชาติ ชี้ปัญหาสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ ห่วงฮิญาบ-สถานะบุคคลพลัดถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

สุชาติ เศรษฐมาลีนี ชี้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการตรวจดีเอ็นเอซ้ำซ้อน การซ้อมทรมาน และการจำกัดสิทธิในการนุ่งห่มตามศาสนา โดยเฉพาะการห้ามสวมฮิญาบในสถานศึกษา พร้อมเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของคนไร้รัฐ โดยเฉพาะในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่แม่สอดที่ดำเนินมานานเกือบ 40 ปี รวมถึงรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยพลัดถิ่นและกลุ่มสมณะ พร้อมเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาชี้แจงในสภาอันทรงเกียรตินี้นะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างยิ่งสำหรับความเห็นต่าง ๆ ที่ได้รับจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ซึ่งผม คิดว่าเป็นข้อแนะนำ เป็นความเห็น เป็นข้อสังเกตที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะนำไปพัฒนา นำไปขับเคลื่อนในการสร้างการคุ้มครองและส่งเสริมการตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชนนะครับ ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เป็นผู้ดูแลหลักในเรื่องของภาคใต้ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ก็ได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีเอ็นเอ (DNA) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักศาสนากรณี ฮิญาบต่าง ๆ ผมคงอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องดีเอ็นเอ (DNA) นั้นยังเป็นเรื่องที่ยังอยู่ ในระหว่างการตรวจสอบนะครับ แต่ถึงแม้ว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบซึ่งอาจจะไม่ปรากฏ ที่ชัดเจนในรายงานนะครับ แต่ในระหว่างนั้นผมคิดว่าแม้แต่ในเดือนที่แล้วนี่เองนะครับ ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนเราก็ได้ไปเยี่ยมไปพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ที่ กอ.รมน. ภาค ๔ ถึงความห่วงใยต่าง ๆ ที่เราได้รับจากเรื่องร้องเรียน ซึ่งแน่นอนครับมันมีการร้องเรียนในเรื่อง การบังคับตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ก็ดี หรือแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี แล้วก็ มีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) อะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องของสิทธิเด็กตรงนั้นเราก็มีความห่วงใย เป็นอย่างยิ่งแล้วก็ได้พูดคุยหารือกับทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ซึ่งจริง ๆ การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ ยังมีประเด็นเรื่องความซ้ำซ้อนในการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) อีกที่เรา มีข้อมูล เหมือนกับบางทีได้รับการตรวจจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจเสร็จ พอไป ค่ายทหารในศูนย์ซักถามก็มีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) อีกอะไรอย่างนี้นะครับ ในแง่ความ ซ้ำซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้เราก็เป็นห่วงแล้วก็พยายามพูดคุยหารือเพื่อที่จะได้รับการแก้ไขก็หารือ กับทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีว่าท่านก็จะนำไปปรับปรุงนะครับ ในการ เยี่ยมศูนย์นอกจากนั้นเราได้เข้าไปเยี่ยมศูนย์ซักถามอะไรต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมามันมีเรื่อง ร้องเรียนค่อนข้างเยอะในเรื่องการซ้อมทรมานต่าง ๆ แต่ที่เราได้ไปเห็นเราก็เห็นตัวเลขของ การร้องเรียนในเรื่องการซ้อมทรมานในค่ายทหารนั้นมีจำนวนลดลงในเรื่องร้องเรียนนะครับ เราก็มีโอกาสไปเห็นถึงการมอนิเตอร์ (Monitor) ผ่านกล้องซีซีทีวี (CCTV) ในศูนย์ซักถาม ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นผลจากการติดตามของกรรมการสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ชุดก่อน ๆ ที่เข้ามา ที่พยายามจะเสนอให้มีการติดตั้งซีซีทีวี (CCTV) ในศูนย์ซักถามต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้รับการตอบรับ แล้วก็มีการพูดคุยถึงขนาดที่ว่าต่อไปเรามีเรื่องการตรวจสอบถ้ามีเรื่องการซ้อมทรมานนั้น เราจะมาดูเป็นรายเคส (Case) มาเปิดซีซีทีวี (CCTV) เป็นรายเคส (Case) เลย แล้วทาง กอ.รมน. บอกว่าก็ยินดีและพูดถึงขนาดที่ว่าถ้าเกิดเห็นว่าฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) ที่หน่วยความจำ ในการเก็บข้อมูลนั้นตอนนี้ก็มีข้อจำกัดประมาณ ๒ ๓ เดือน ทางเราก็เห็นว่าหลายเรื่องของ การร้องเรียนนั้นมันก็ใช้ระยะเวลาผ่านไปบางทีมากกว่า ๓ เดือนที่จะมาร้องเรียนเราก็ ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้นะครับ ซึ่งทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ที่เราไปพูดคุยไปหารือก็รับ นะครับว่าเรายินดีถ้า กสม. ได้เสนอก็ยินดีพร้อมนะครับที่จะเพิ่มหน่วยความจำอาจจะเป็น ๙ เดือน ๑ ปี หรือมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนถึงความคืบหน้าในส่วนของ ความห่วงใย ผมคิดว่าความห่วงใยอีกประการหนึ่งนะครับที่เราได้เห็นปรากฏการณ์ในช่วงหลัง ถึงกรณีการปิดล้อมตรวจค้นและมีการวิสามัญฆาตกรรมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แม้แต่เมื่อวาน เราก็ได้เห็นที่รือเสาะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่ทาง กสม. เองก็มีความห่วงใย ในประเด็นเรื่องการปิดล้อมตรวจค้นตรงนี้นะครับ ซึ่งเราก็คงจะได้นำไปหารือกับทางเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องต่อไปถึงการที่จะให้การปกป้องคุ้มครองในเรื่องสิทธิมนุษยชนตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของเรื่องที่ท่านซูการ์โน ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงกรณีเรื่อง ฮิญาบที่โรงเรียนปัตตานี จริง ๆ แล้วทางกรรมการสิทธิมนุษยชนเองได้เคยมีรายงานตั้งแต่มีการ ร้องเรียนที่อำเภอหาดใหญ่โรงเรียนที่หาดใหญ่แล้วก็ได้มีการร้องเรียนว่าการปฏิบัติตามหลัก ศาสนานั้นเป็นสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมที่ได้รับการรับรอง แล้วก็การที่มีการห้ามไม่ว่า ในโรงเรียนหรือในที่ทำงานต่าง ๆ นั้นมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนนะครับ แต่ตรงนี้ในทางปฏิบัติก็ยังเกิดขึ้นอยู่ในหลายโรงเรียนนะครับ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแต่เฉพาะ ในโรงเรียนของนักเรียนเท่านั้น แม้แต่ในมหาวิทยาลัยบางแห่งก็เกิดขึ้นที่มีการจำกัดไม่ให้ผู้หญิง มุสลิมได้คลุมฮิญาบตามหลักการศาสนาอะไรต่าง ๆ ซึ่งประเด็นตรงนี้ผมคิดว่าทาง กสม. เอง ก็ให้ความสำคัญไม่ใช่เฉพาะประเด็นการปฏิบัติตามหลักศาสนาของศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ในหลักศาสนาของทุกศาสนาซึ่งเป็นเสรีภาพที่ควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเราก็จะได้ ติดตามเรื่องนี้ต่อไปนะครับ

สำหรับในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับคนไร้รัฐ เรื่องสถานะบุคคลเรื่องนี้ผมคิดว่าเรา ให้ความสำคัญมาตลอดอย่างที่ท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนได้กรุณาเรียนในเบื้องต้นว่า อย่างกรณีศูนย์พักพิงชั่วคราวที่แม่สอดอะไรต่าง ๆ เราก็ลงไปอย่างต่อเนื่องตลอด แล้วก็ พยายามที่จะหาแนวทางในการพูดคุย ที่บอกว่าเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวเกือบ ๔๐ ปี ท่านสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ เกือบ ๔๐ ปีแล้วทำอย่างไรที่เราจะให้มีการคุ้มครองสถานะของ บุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องหารือ ที่ผ่านมาเราก็ได้มีการพูดคุยกัน ทาง สมช. กับทางมหาดไทย แม้แต่กับกระทรวงต่างประเทศอะไรต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้กำลังอยู่ ในระหว่างที่เรากำลังพูดคุยหารือกันเพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้

สำหรับเรื่องสถานะบุคคล ผมก็ลงไปทั้งระนอง ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งตราด เมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับสถานะของคนไทยพลัดถิ่นที่ยังมีความล่าช้าในการให้สถานะตรงนั้น เราก็ได้มีการไปพูดคุยหารือกับทางกระทรวงมหาดไทย ท่านปลัดกระทรวง ท่านอธิบดีต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีในการที่เราจะหาทางในการขับเคลื่อนในการที่จะให้สถานะ บุคคลให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เราทำงานร่วมกับไม่ใช่เฉพาะภาครัฐอย่างเดียวนะครับ แม้แต่ในภาคของภาคประชาสังคม มูลนิธิ สถานะบุคคลที่รวมเครือข่ายขององค์กรที่ทำงาน เรื่องสถานะบุคคลในหลายที่เราก็เข้าไปช่วยกันในการขับเคลื่อนในการที่จะให้ความรู้กับ ชาวบ้านที่ยังมีปัญหาอีกเยอะในเรื่องสถานะบุคคล แล้วในเดือนหน้านี้เราก็จะลงไปที่จังหวัด เชียงใหม่ในเรื่องหัวจี (G) นี้เลยนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีคนที่เป็นสมณะเพศเป็นสามเณร หลายพันรูปเลยในพื้นที่ภาคเหนือและในภาคอื่น ๆ ที่ไม่มีสถานะบุคคล และต้องใช้หัวจี (G) ในการเข้าไปเพื่อจะศึกษาตรงนี้นะครับ ในเดือนหน้าทางกรรมการสิทธิมนุษยชนเองก็จะลง ไปในการทำเวิร์กชอป (Workshop) แล้วก็พูดคุยหารือกับทางส่วนราชการในการที่จะช่วยกัน ในการให้ความรวดเร็วในการให้สถานะตรงนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะได้นำเรียนต่อ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาให้ความเห็นและให้ข้อสังเกตนั้นผมคิดว่าพวกเรา กรรมการสิทธิมนุษยชนในชุดที่ ๔ เราก็มีความมุ่งมั่นมีความตั้งใจที่จะให้การปกป้องคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเกี่ยวกับเราไม่อยากเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เป็นรายบุคคล หรือว่ารายปัจเจก แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างในเรื่องของกฎหมายอะไรต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา เราประสบปัญหาอย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องทรัพยากร ที่ดินอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนกฎหมายมีหลายตัวมาก มีความซับซ้อน มีความลักลั่นอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในการแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็มีความพยายามในการที่จะนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ที่มีส่วนได้เสียได้มาพูดคุยมาหารือกัน ที่ผ่านมาเราได้มีจัดเวทีบ่อยมาก เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคงอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเป็นอย่างมากนะครับ โดยเฉพาะท่านอาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ผมเคารพรัก กรุณานำโน้ตที่ท่านฝากโจทย์ไว้มาให้กับพวกเรา ซึ่งท่านก็ให้โจทย์หนัก ๆ ยาก ๆ กับผมตลอด เลยนะครับท่านอาจารย์กนก ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าเราจะนำไปพูดคุยกัน ในการที่จะช่วยกันส่งเสริมปกป้องและก็คุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไปนะครับ ขอบพระคุณครับ