ซูการ์โน จี้ กสม.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

ซูการ์โน มะทา หารือประเด็นความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตั้งข้อสังเกตต่อรายงานสถิติปี 2564 ที่ชี้ว่าจำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้น และเน้นย้ำถึงปัญหาการเก็บ DNA ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสรุปแนวทางชัดเจนเพื่อปกป้องสิทธิประชาชน พร้อมทั้งหารือประเด็นการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กและเยาวชน โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของนักเรียนมุสลิมในการคลุมฮิญาบ

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ขออนุญาตอภิปราย รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เบื้องต้นผมขอชื่นชมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดที่ ๔ ที่พยายาม ทำรูปเล่มของรายงานได้สมบูรณ์แบบ อาจจะมีบ้างบางประเด็นที่ผมพยายามศึกษาอ่านอยู่ แล้วยังหาข้อสรุปที่สรุปในเรื่องแต่ละปัญหานั้นยังไม่เจอนะครับ ท่านประธานครับ ในปัญหา เรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบ แต่เมื่อ เรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มาดูแลเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่ตัวแทนของชาติพันธุ์ได้กล่าวถึงเรื่องของสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ ว่าได้รับผลกระทบอะไรบ้างนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนผมวันนี้อยากมารายงานเพื่อ แลกเปลี่ยนความเห็นกับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัญหา ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของการก่อสร้างนิคม อุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งในรายงานฉบับนี้ผมก็พยายามอ่านข้อรายงานแล้วก็การประเมินผล ต่าง ๆ แล้ว หลายเรื่องยังคลุมเครือยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อท่านทำรูปเล่ม ทุกอย่างชัดเจนมาก รูปเล่มดีนะครับ โพรเซส (Process) ทั้งหมดดีทั้งสิ้นนะครับ แต่ว่าเวลา เราหาแต่ละประเด็น เช่น ง่าย ๆ เรื่องของสิทธิในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม การละเมิด สิทธิมนุษยชนที่นิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยที่ไม่มีข้อสรุปให้เราทราบ เพราะว่าโดยข้อเท็จจริง วันนี้ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องในพื้นที่อำเภอจะนะว่าตามที่ท่านได้ไปรับฟังนั้นสุดท้าย รัฐบาลก็กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเอสอีเอ (SEA) ดังนั้นผมอยากให้เอาจริงเอาจัง ถ้าท่านศึกษาเรื่องใดให้มันจบกระบวนการความด้วยว่ามันสามารถทำได้อย่างไร

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ มีหลายประเด็นที่อยากตั้งข้อสังเกตเพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับทางคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ท่านได้สรุปสถานการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวกับสถิติที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๔ วันนี้เท่าที่ดูจาก รายงานของท่านก็มีเรื่องสถิติจำนวนที่เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งเมื่อวานท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือท่านทนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก็ได้อภิปรายกรณี การละเมิด บางทีการบังคับใช้กฎหมายก็หลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา ที่ผมอยากได้ความชัดเจนที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องสอบถามตัวแทนของ พี่น้องประชาชน คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ การเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ผมพยายามมาศึกษาดูในรายละเอียดที่ท่านบอกทั้งเรื่องการเก็บ ดีเอ็นเอ (DNA) ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่มีข้อสรุปอะไรชัดเจนที่ว่าจะเป็น ทางออกให้พี่น้องประชาชนสามารถมายึดถือไว้เป็นแนวทางในการที่จะรักษาและปกป้อง สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เพียงแต่ว่าในประเด็นของการเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ที่ท่านได้กล่าวมาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้นั้น บอกว่ากรณีการตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) แม้ระเบียบ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติการควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามมาตรา ๑๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก นี่คือกฎหมายหนึ่งที่มาบังคับใช้ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ก่อตั้งขึ้นมา ตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารดำเนินการดังกล่าว ก็ดำเนินการที่จำเป็น ต่อบุคคล ในความเห็นของท่านคืออย่างนี้ แต่โดยข้อเท็จจริงการเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ของเจ้าหน้าที่ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ถ้าเราไปสืบ ผมอยากให้ท่านได้ลงในพื้นที่จริง ๆ ไปถามคนในพื้นที่ว่า การเก็บดีเอ็นเอ (DNA) นั้นมันกระทบสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นประชาชน ทั่วไปด้วย มันไม่ได้เป็นประชาชนบุคคลต้องสงสัยตามมาตรา ๑๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผมอยากฝากให้ท่านได้มีข้อสรุปที่ชัดเจน เรื่องแนวทางเพื่อช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เก็บดีเอ็นเอ (DNA) ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเขาควรจะปกป้องสิทธิเขาอย่างไร ก็ฝากประเด็นนี้ ประเด็นที่ ๑

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน เราจะ เห็นได้ว่าเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ ณ วันนี้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความ รุนแรงทางเพศจากบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมาก แต่ข้อสรุปของท่านก็ไม่ได้สรุปว่าได้ ดำเนินการถึงที่สุดแล้วอย่างไรบ้าง ปัญหาสุดท้ายเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน เรื่องของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องของการคลุมฮิญาบ สถานศึกษา บางสถานศึกษาแม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบให้นักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม สามารถคลุมฮิญาบหรือแต่งกายให้เรียบร้อยตามแบบของโรงเรียนไปโรงเรียนได้ แต่ก็มีโรงเรียน บางโรงเรียนก็ไปใช้สิทธิบางประเด็นไปละเมิดสิทธิของนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม ไปลิดรอนสิทธิของนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามไม่ให้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่อง สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อันนี้ผมอยากฝากทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วย เพราะเด็กคืออนาคตถ้าเราไม่ให้โอกาสโดยการกีดกันเรื่องของ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม แล้วไปกีดกันเรื่องของการเข้าถึงการศึกษาแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของเยาวชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้ที่ นับถือศาสนาอิสลามเป็นอย่างยิ่งครับ ก็อยากฝากท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเฉพาะอาจารย์ผมรู้จักดีนะครับ ท่านช่วยไปดูเรื่องประเด็นนี้ด้วย เพราะวันนี้พี่น้องประชาชน เขาบอกว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งอนุญาตเฉพาะแค่เด็ก ๒๘ คนที่สวมใส่ฮิญาบได้ แต่เด็กมุสลิม ที่โรงเรียนนี้มีอีกเป็นร้อยคนไม่สามารถดำเนินการใส่ชุดฮิญาบได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน