พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการแก้ไขหนี้สินของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการวางแผนระยะยาวในการดูแลหนี้สิน และลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาลและผลกระทบต่อภาระหนี้ของธนาคารของรัฐ รวมถึงแนวคิดเรื่องการกู้ใหม่หรือทำบอนด์สวิตชิง และผลกระทบต่อภาระดอกเบี้ย
ผมอยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ที่ท่านดำเนินการนี้มันเป็นเรื่องระยะสั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้ มันต้องเป็นเรื่องของการวางแผนระยะยาว จริง ๆ ท่านรัฐมนตรีก็มีพื้นมาจากด้านวางแผน น่าจะรู้ดีกว่าผมว่าการแก้ไขปัญหาหนี้จะต้องมาจากการดูแลอย่าให้รายจ่ายในระยะต่อไปนี้ มันบานออกไป ต้องพยายามดูแลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความมั่นคงแล้วก็ให้หนี้ ที่เป็นสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) มันลดลง ส่วนการทำบอนด์สวิตชิง (Bond Switching) ก็ดี หรือการที่ไปทำเรื่องเกี่ยวกับการทำเป็นพรีฟันดิง (Pre-Funding) ก็ดี อันนี้เป็นเรื่องของ เจ้าหน้าที่ที่อาจจะไปทำสิ่งเหล่านี้เพราะว่าเป็นการแก้เฉพาะหน้าแต่ว่ามันจะไม่ตอบโจทย์ ปัญหาหนี้ที่มันบานออกไปเราจะต้องมีแผน ท่านจะต้องมีแผนออกมาเป็นแผนที่ชัดเจนเพื่อให้ พวกเราทั้งในภาครัฐบาลหรือในภาคการเงินเขามีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาอยู่รัฐบาลสามารถ ดูแลไม่ให้หนี้บานไปได้นะครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๒ ซึ่งขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ประเด็นที่ผมได้ตั้งไว้ อันนี้เมื่อสักครู่ ที่ผมกล่าวว่าดอกเบี้ยมันลอยขึ้นไป ในช่วง ๒ ๓ ปีนี้ดอกเบี้ยมันกระโดดขึ้นไปจากที่เคยอยู่ แต่เดิมประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์มาเป็นตอนนี้ ๓ เปอร์เซ็นต์ในเกือบทุกอายุนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลกู้ใหม่จะทำบอนด์สวิตชิง (Bond Switching) ก็ดี หรือจะกู้ใหม่ก็ดี ภาระดอกเบี้ย จะต้องสูงขึ้นอีก เรามีหนี้อยู่ทั้งหมด ๑๐ ล้านล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๐ ล้านล้านบาท ก็คือ ๑ แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเกิดแน่นอนพันธบัตรเหล่านี้มันเป็นแบบฟิกซ์ (Fix) ก็คือดอกเบี้ยตายตัว แต่ถ้าเรากู้ใหม่หรือทำบอนด์สวิตชิง (Bond Switching) ผู้ให้กู้หรือผู้ออกเงิน ที่จะต้องเรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นภาระของงบประมาณนี้ที่ท่านมีในงบกลาง ไม่พอหรอกครับที่จะเอามาทำในการจ่ายในส่วนนี้ หนีไม่พ้นต้องไปใช้เงินคงคลัง ซึ่งถ้าเงิน คงคลังถูกใช้ในลักษณะนี้บ่อย ๆ ก็จะเกิดผลกระทบได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ประเด็นหลักที่อยากจะขออนุญาตให้ท่านได้ช่วยชี้แจงให้ประชาชนได้ รับทราบ ก็คือตามมาตรา ๒๘ ท่านได้มีการให้หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ หรืออาจจะเป็นหน่วยงานที่เป็นราชการ เช่น ประกันสังคม หรือโรงพยาบาลของรัฐต่าง ๆ ออกเงินไปก่อน ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงก่อให้เกิดภาระที่รัฐต้องชดเชย คำถามก็คือว่าท่านมีแนวทาง ในการชดเชยเขาอย่างไร เพราะทุกวันนี้เท่าที่ผมสังเกตดูการตั้งงบประมาณชดเชยในส่วนนี้ ไม่ค่อยเป็นที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าในกฎหมายการเงินการคลังจะมีเขียนไว้ให้ชัดว่าจะต้องจ่ายให้ก่อน ในปีที่แล้วปรากฏว่าก็ถูกตัดไปส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลมีความชัดเจนในการ ที่ต้องชำระหนี้ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ เหตุผลไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมต้องการช่วย หน่วยงานเหล่านี้โดยตรง แต่ว่าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การที่ท่านเอาเงินของออมสิน เอาเงิน ของ ธ.ก.ส. และธนาคารต่าง ๆ มาใช้ก่อน ผมขออนุญาตใช้คำว่า เบียดบัง เบียดบังงบของเขา แทนที่เขาจะเอาเงินเหล่านี้ไปใช้ในการทำธุรกิจของเขาเองได้ตามปกติ ธ.ก.ส. จะปล่อยกู้ให้กับ เกษตรกรได้ ก็ในเมื่อจะต้องเอางบมาทำงานให้กับรัฐบาล ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่รัฐบาล เป็นหนี้เขาอยู่ แทนที่ ธ.ก.ส. จะเอาเงินนี่ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็เป็นประธาน ธ.ก.ส. อยู่ ท่านก็จะมี ข้อจำกัด พอมาดูงบของท่านเงินกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกรัฐบาลบล็อกไว้รัฐบาลก็ยังไม่คืน เสียที ตั้งงบประมาณแต่ละปีก็นิด ๆ หน่อย ๆ จ่ายให้ ผลที่ตามมาอีกข้อหนึ่งก็คือว่าหน่วยงาน เหล่านี้ ธนาคารของรัฐเหล่านี้ เมื่อต้องการใช้เงินก็ต้องไปกู้ในตลาด เพราะว่าไม่ค่อยมีคนมา ฝากเงินกับเขา การกู้ในตลาดดอกเบี้ยย่อมแพงกว่าดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่ายอยู่ดี เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นหนี้ของเขา ควรจะเป็นหนี้รัฐบาลมากกว่า เป็นหนี้รัฐบาลเพื่อจะให้ภาระดอกเบี้ย มันลดลง เพราะเขาย่อมจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าที่รัฐบาลกู้ ก็อยากจะขออนุญาตฝากเป็น ประเด็นแล้วก็สอบถามท่านว่า ท่านจะมีแนวทางในการชดเชยเงินคืนเขาให้เร็วได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบว่า ๑. เขามีภาระหนี้สูงขึ้น ๒. ก็คือเขาจะทำงานตามหน้าที่เขาได้ลำบาก เพราะว่าเงินถูกรัฐบาลเอาไปใช้เสียก่อนนะครับ ขออนุญาตสอบถามครับ